ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 769 คนที่มีความสุขที่สุดในใต้หล้า
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 769 คนที่มีความสุขที่สุดในใต้หล้า
ตอนที่ 769 คนที่มีความสุขที่สุดในใต้หล้า
แน่นอนว่า ช่วงนี้เหล่าตระกูลขุนนางเก่าแก่ต่างเคลื่อนไหวกันลับๆ ไม่หยุดหย่อน
แต่โดยรวมแล้ว สถานการณ์กลับดำเนินไปอย่างราบรื่นยิ่ง
ผู้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่า การที่มหาบัณฑิตกงเหลียงเหลียวเจอเหตุลอบสังหารในสนามแข่ง แม้จะรอดตายมาได้ชั่วคราว แต่กลับต้อง ‘ตกใจจนตาย’ ในภายหลัง ทำให้หลายคนตระหนักถึงจุดจบของการเป็นปฏิปักษ์กับฮองเฮา
เพราะเกรงว่าจะซ้ำรอยกงเหลียงเหลียวจึงพากันหวาดกลัวจนไม่กล้าส่งเสียงใดออกมาอีก
ประกอบกับอ๋องเฟิงถูกสังหารอย่างน่าอนาถ สุ้มเสียงจากฝั่งตระกูลไป๋หลี่จึงแผ่วเบาจนแทบเงียบหายไป
วันส่งท้ายปีเก่าปีนี้ น้องสาวร่วมอุทรของฮองเฮา ฮูหยินหานกั๋วผู้ควบตำแหน่งแม่ทัพใหญ่เจิ้นซีอย่างสวีเหวินเหยียนและน้องชายร่วมอุทรอย่างเสี่ยวกั๋วจิ้ว เจิ้นกั๋วกงผู้ควบตำแหน่งแม่ทัพใหญ่เจิ้นเป่ย สวีเหวินชงต่างก็จะพาครอบครัวกลับเมืองหลวงมารายงานตัว
พอเหล่าคนบ้าเลือดไม่ฟังเหตุผลของตระกูลสวีมาถึง ใครยังจะกล้าพูดคำว่า ‘ไม่’ กับฮองเฮาอีกเล่า
มิหนำซ้ำระยะนี้ในเมืองหลวงยังมีเกร็ดพงศาวดารเกี่ยวกับเส้นทางการก้าวสู่อำนาจของฮองเฮาในอดีตแพร่สะพัดออกมาในที่ลับไม่น้อย
ใจความกล่าวว่า เดิมทีเป็นสามีภรรยาร่วมตีชิงแผ่นดิน แต่สามีกลับทิ้งภรรยาไปตั้งตนเป็นอ๋องเสียก่อน
เล่าลือกันว่าใต้หล้านี้เดิมทีตระกูลสวีเป็นผู้ตีมาได้ แต่กลับถูกตระกูลไป๋หลี่ฉกฉวยไป
บัดนี้ตระกูลไป๋หลี่ตกต่ำลง ตระกูลสวีจึงจะทวงคืนใต้หล้าที่ควรเป็นของตนเองกลับมา
ข่าวลือในท้องตลาดเหล่านี้ เหล่าราษฎรต่างฟังกันอย่างออกรสออกชาติ
แต่ผู้ที่อ่านสถานการณ์ขาดกลับได้กลิ่นอายลางบอกเหตุการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในราชสำนักจากเรื่องเหล่านี้
ทว่าแม้สถานการณ์ในราชสำนักจะผันผวน แต่ความเป็นอยู่ของราษฎรกลับดีขึ้นทุกวัน
โครงสร้างโดยรวมของแคว้นเซิ่งยังคงมั่นคง
ราชวงศ์แย่งชิงอำนาจภายในก็ส่วนเรื่องแย่งชิงอำนาจ แต่ในใจก็ยังระลึกถึงความเป็นความตายของราษฎรตาดำๆ อยู่บ้าง
ฉินเหยาชอบผู้ปกครองที่รู้จักห่วงใยความเป็นความตายของราษฎรเช่นนี้
จดหมายจากบ้านเกิดแจ้งว่า ปีนี้ภาษีข้าวลดลงกลับไปเท่ากับระดับเมื่อปีก่อนแล้ว ทุกคนมีข้าวสารเหลือในมือเพิ่มขึ้นหลายโต่ว ต่างก็ดีใจกันถ้วนหน้า
หลังจากแคว้นเซิ่งยึดครองใต้หล้าได้ก็ไม่เคยเกณฑ์แรงงานก่อสร้างครั้งใหญ่อีกเลยจนกระทั่งปีนี้ ทางใต้เกิดอุทกภัยจึงได้เริ่มลงมือจัดระเบียบทางน้ำและสร้างอ่างเก็บน้ำ
เพื่อป้องกันขุนนางฉ้อฉล ราชสำนักจึงจงใจส่งผู้ตรวจการชุยที่มีชื่อเสียงด้านความซื่อสัตย์ไปรับตำแหน่งเจ้ากรมชลประทานทางใต้
สำหรับราษฎรที่ถูกเกณฑ์แรงงาน ขอเพียงได้ทำงานในปริมาณปกติ ได้กินอิ่มนอนหลับ การขุดลอกคูคลองที่เป็นประโยชน์สืบไปชั่วลูกชั่วหลานเช่นนี้ก็ย่อมกระตือรือร้นที่จะทำ
มองจากเรื่องเล็กเห็นเรื่องใหญ่ ดูอย่างหวังจิ่นในตรอกควานเจิ้งที่เลื่อนขั้นไปสองระดับกับเพื่อนบ้านอย่างผู้ตรวจการฉี ฉินเหยารู้สึกว่าชีวิตของราษฎรนั้นมีความหวังยิ่ง
ดังนั้นนางจึงไม่สนว่าเบื้องบนจะต่อสู้กันจนตัวตายอย่างไร
ขอเพียงผู้ชนะท้ายที่สุดมีคนของตระกูลไป๋หลี่หรือตระกูลสวีอยู่ ราษฎรแคว้นเซิ่งก็ยังจะมีชีวิตที่ดีต่อไปได้
“พี่สะใภ้?”
ด้านหลังพลันมีเสียงเรียกหยั่งเชิงดังขึ้น
ฉินเหยาหันกลับไปก็เห็นหลูเสี่ยวเฟิ่ง หลิวจี้และหม่าหยางกำลังยืนอยู่กับเจ้าหน้าที่ทางการหลายนาย
พอเห็นนางหันกลับมา หลูเสี่ยวเฟิ่งที่เพิ่งตะโกนเรียกเมื่อครู่ก็ยกมือโบกไม้โบกมืออย่างตื่นเต้น
“พี่สะใภ้ เป็นท่านจริงๆ ด้วย!”
หลิวจี้เองก็ดีใจอย่างยิ่ง รีบทิ้งลูกน้องอย่างหลูเสี่ยวเฟิ่งและลูกน้องใหม่อย่างหม่าหยาง วิ่งเหยาะๆ ตรงมาหาฉินเหยา
“เมียจ๋า เจ้ามาทำอะไรที่นี่หรือ”
“มีคนหลงทาง ข้าเลยพาพวกเขามาที่สำนักข้าหลวงกรมศึกษา ถือโอกาสแวะมาดูพวกเจ้าด้วยว่าจัดการธุระถึงไหนแล้ว” ฉินเหยาอธิบาย
หลิวจี้ร้องอ้อ ไม่รู้ว่าฟังเข้าหูไปเท่าไหร่ เอาแต่หรี่ตามองนางแล้วยิ้มไม่หุบ
สองมือข้างลำตัวอยากจะยกขึ้นมาจับมือนาง แต่ก็ไม่กล้า ได้แต่บิดไปบิดมาจนฉินเหยาเห็นแล้วขมวดคิ้ว
“พวกเจ้าจัดการธุระกันเป็นอย่างไรบ้าง” ฉินเหยาเดินเข้าไปหาอีกสองคนที่ฝั่งตรงข้ามแล้วถามไถ่อย่างเป็นห่วง
หม่าหยางคารวะก่อนแล้วจึงตอบว่า “ขอบคุณฮูหยินฉินที่เป็นห่วง คุณชายหลูพาคนไปตามถุงเงินของข้ากลับมาได้แล้วขอรับ”
หลูเสี่ยวเฟิ่งตบไหล่หม่าหยาง “พี่หม่าท่านวางใจได้ วันหน้าออกไปข้างนอกท่านก็อ้างชื่อน้องชายคนนี้ได้เลย พวกอันธพาลลักเล็กขโมยน้อยพวกนั้นหากยังกล้าขโมยถุงเงินท่านอีก น้องชายผู้นี้จะสับมือพวกเขาเสีย!”
ฉินเหยาเลิกคิ้วเล็กน้อย รวดเร็วใช้ได้เลยนี่
หม่าหยางได้ถุงเงินคืนมาแล้ว กำลังคิดจะเลี้ยงข้าวหลูเสี่ยวเฟิ่งและเจ้าหน้าที่ของทางการที่มาช่วยเหลือนั้นที่โรงเตี๊ยมเพื่อเป็นการขอบคุณพอดี
เห็นฉินเหยามาพอดีจึงชวนไปด้วยกันเลย
ฉินเหยายังไม่ทันได้ปฏิเสธ หลูเสี่ยวเฟิ่งก็โบกมือไล่เจ้าหน้าที่ของทางการพวกนั้นไปแล้วและหันมาพูดกับหม่าหยางว่า “ขอบคุณอะไรกัน พี่น้องของพี่ใหญ่ข้าก็คือพี่น้องของข้า พวกเราพี่น้องยอมเสียสละเพื่อกันได้ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้จะกินเลี้ยงอะไรกัน พี่หม่าท่านอย่าได้เกรงใจไปเลย วันหน้ามีเรื่องอะไรก็มาหาข้าได้เสมอ พี่สะใภ้ท่านว่าจริงหรือไม่”
จู่ๆ ก็ถูกพาดพิง ฉินเหยายิ้มพยักหน้า “เสี่ยวเฟิ่งพูดถูกแล้ว จริงสิ ทางสำนักข้าหลวงกรมศึกษา พวกเจ้ายังไม่ได้ไปรายงานตัวใช่ไหม”
หลิวจี้และหม่าหยางส่ายหน้าพร้อมกัน
หลิวจี้กลับไม่รีบร้อน “ศิษย์พี่ตัวน้อยบอกว่ารออีกสักสองสามวันให้คนน้อยกว่านี้ค่อยไปก็ยังไม่สาย ตอนนี้คนเยอะจนต่อแถวยาวเหยียด อากาศก็หนาว ยืนรอจนหนาวสั่น”
ร่างกายสำคัญที่สุด หากหนาวจนเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาทำเอาการสอบล่าช้าไป จะไม่คุ้มเอาได้
หม่าหยางได้ถุงเงินคืนมาแล้วก็ไม่มีเรื่องอะไรอีก หลูเสี่ยวเฟิ่งจึงเตรียมจะขอตัว
หลิวจี้คว้าตัวคนไว้ทันควัน “เจ้าจะไปไหน ไป กลับบ้านไปกับพี่ใหญ่ คืนนี้ไปกินข้าวบ้านข้า!”
“จริงหรือ” หลูเสี่ยวเฟิ่งไม่เกรงใจเขาอยู่แล้ว แอบชำเลืองมองฉินเหยาแวบหนึ่ง เห็นนางอมยิ้มไม่ได้พูดอะไรก็กอดคอหลิวจี้ทันที “เอาสิๆ~”
ฉินเหยาเห็นแล้วก็นึกขำ พยักเพยิดคางไปข้างหน้า “ไปกันเถอะ พวกเจ้าอยากกินอะไร ระหว่างทางเห็นก็ซื้อกลับไป เย็นนี้ให้อาวั่งกับหลิวจี้ทำ”
ที่บ้านตอนนี้คนเยอะขึ้น ลำพังอาวั่งทำกับข้าวให้คนสิบกว่าคนกินคนเดียว ฉินเหยากลัวเขาจะอาละวาดเอา
แต่ถ้ามีหลิวจี้เป็นลูกมือก็คงจะดีขึ้นมาก
หลูเสี่ยวเฟิ่งหันมาสบตาหลิวจี้อย่างดีใจ ทั้งสองคนเริ่มนับนิ้วคำนวณแล้วว่าจะซื้อวัตถุดิบอะไรบ้าง
หม่าหยางขี้อายกว่ามาก เขาเดินตามหลังทุกคนไป ไม่กล้าเรียกร้องอะไร
หลิวจี้ปล่อยเขาไป สนใจแต่หลูเสี่ยวเฟิ่งเพราะวันนี้น้องเล็กของเขาทำความดีความชอบครั้งใหญ่
ทั้งสี่คนเดินไปเรื่อยๆ จนมาถึงตรอกตะวันตก
ถนนยาวทั้งสายนี้เต็มไปด้วยร้านอาหารและโรงเตี๊ยมตั้งอยู่หนาแน่น ในสายตาของนักเดินทางต่างถิ่นที่มาเยือนเมืองหลวง ที่นี่ถือเป็นที่พักชั่วคราวที่คุ้มค่าคุ้มราคาที่สุด
วันก่อนๆ ผ่านมาทางนี้ คนก็เยอะ แต่ไม่เคยเยอะจนเดินเบียดเสียดเหมือนวันนี้แน่นอน
เพราะตรอกตะวันตกมีค่ากินอยู่ค่อนข้างถูก เก้าในสิบของบัณฑิตที่มาจากต่างเมืองจึงมารวมตัวกันอยู่ที่นี่
บัณฑิตเหล่านี้ กินข้าวเดินเหินล้วนถือตำราอ่าน ไม่สนใจผู้คนที่เดินผ่านไปมาเลย
หลิวจี้และหลูเสี่ยวเฟิ่งแหวกฝูงชนเปิดทางตลอดแนวจึงพอจะเปิดทางที่ค่อนข้างกว้างให้ฉินเหยาเดินได้
และที่ท้ายตรอกซอยทางใต้ ยังมีคนอีกอย่างน้อยเจ็ดแปดสิบคนกำลังจะ ‘ตั้งค่ายพักแรม’ ในซอกตึกที่มีชายคาของบ้านสองหลังช่วยบังแดดบังฝนให้
ซอกตึกนั้นกว้างประมาณเมตรครึ่ง คนพวกนี้ไม่รู้ไปหาผ้ากันน้ำ แผ่นประตู หรือสิ่งของทำนองนั้นมาจากไหน อาศัยกำแพงสองด้านขึงทำเป็นเพิงพัก
ข้างในวางโต๊ะที่ก่อจากอิฐเก่าๆ หนึ่งตัว เสื่อหญ้าหนึ่งผืน จุดถ่านไฟที่ส่งควันดำโขมงในอ่างใบเล็กแล้วประคองตำราเริ่มท่อง
ในฤดูหนาว คนกลุ่มนี้สวมเสื้อผ้าบางเบา รองเท้าถุงเท้าเก่าคร่ำคร่า ความขัดสนแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจน
แต่ขอเพียงได้ประคองตำราขึ้นมา แววตาของพวกเขาก็เปล่งประกาย จดจ่อแน่วแน่
พวกฉินเหยาทั้งสี่หยุดฝีเท้ายืนดูอยู่นานโดยไม่รู้ตัว
หม่าหยางก้มหน้าลูบถุงเงินที่ได้คืนมาในอกเสื้อ ในใจคิดว่า หากเมื่อคืนไม่ได้รับความช่วยเหลือจากสามีภรรยาแซ่ฉิน วันข้างหน้าของเขาก็คงต้องมาอาศัยอยู่ในที่แบบนี้ ห่อหุ้มร่างกายด้วยเสื้อผ้าบางเบา ทนทรมานไปจนถึงการสอบชุนเหวย
“ไม่ง่ายเลยนะ” หลิวจี้ถอนหายใจพลางหันไปมองทางฉินเหยา
ไม่มีการเปรียบเทียบก็ไม่มีความเจ็บปวด ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองช่างเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในใต้หล้าจริงๆ!