ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 770 โรงทานแจกโจ๊ก
ตอนที่ 770 โรงทานแจกโจ๊ก
ยามค่ำ ในที่สุดการเรียนการสอนของปีนี้ก็จบลง เด็กๆ ได้หยุดพักผ่อนและกลับมาบ้านแล้ว
อาวั่งและหลิวจี้ลงมือเข้าครัวไปด้วยกัน จัดเตรียมอาหารรสเลิศเต็มโต๊ะให้แก่ทุกคน
หลูเสี่ยวเฟิ่งและหม่าหยางก็คอยเป็นลูกมืออยู่ในห้องครัวเช่นกันแต่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง เน้นหนักไปทางอยู่เป็นเพื่อนเสียมากกว่า
ทุกคนกินข้าวเย็นมื้อนี้ที่บ้านฉินเหยาอย่างครึกครื้น
วันรุ่งขึ้นก็เข้าสู่เดือนสิบสองที่หนาวเหน็บที่สุด
ยามเช้าตรู่ หลิวจี้ ฉีเซียนกวนและหม่าหยางก็พากันนำเอกสารที่จำเป็นต้องใช้ในการรายงานตัวที่สำนักข้าหลวงกรมศึกษาออกจากบ้านไป
ตระกูลฉีช่วยเปิดทางอำนวยความสะดวก ทั้งสามคนจึงไม่ต้องต่อแถว ไปถึงก็สามารถเข้าไปจัดการเดินเรื่องภายในจวนที่ว่าการได้ในทันที
ยามพลบค่ำเมื่อทั้งสามคนกลับมา ทางด้านฉินเหยาก็สะสางบัญชีที่สะสมมาตลอดหลายเดือนนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว
เงินทองที่มีในบ้านตอนนี้ ขอเพียงคนในครอบครัวไม่เอาไปเล่นพนันก็จะมีกินมีใช้ไปชั่วชีวิตโดยไม่ต้องกังวลอีก
อีกทั้งฉินเฟิงผู้เป็นพี่ชายร่วมอุทร ทุกครั้งที่ให้คนนำของมาส่งก็จะมอบตั๋วเงินให้นางอีกหนึ่งกล่องต่างหากด้วย
เงินจำนวนนี้สะสมรวมกันก็มีนับหมื่นตำลึงแล้ว
เงินมากมายถึงเพียงนี้ ฉินเหยาและคนในครอบครัวล้วนไม่ใช่คนชอบความหรูหราฟุ่มเฟือยจึงแทบจะไม่ได้จับจ่ายใช้สอยกับสิ่งใดเลย
ฉินเหยามองดูหีบเงิน ขบคิดตั้งแต่เช้าจรดเที่ยงวันก็ยังคิดไม่ออกว่าจะใช้อย่างไร
สุดท้ายจู่ๆ ก็นึกถึงหม่าหยาง ท่านลุงที่หลงทางและเหล่าผู้เข้าสอบที่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างยากลำบากในซอกซอย นางตบลงบนหีบเงินฉาดใหญ่ ในที่สุดก็รู้แล้วว่าจะใช้พวกมันอย่างไร
ทางด้านหลิวจี้ทันทีที่กลับถึงบ้านก็ถูกซานหลางซื่อเหนียงคู่หู ‘ยอดนักวิ่งของท่านแม่’ ลากตัวไปยังห้องของฉินเหยา
ถ้าไม่ใช่เพราะรู้ว่าช่วงนี้ตนเองไม่ได้ทำเรื่องน่าละอายใจอันใด เจอท่าทีขึงขังของฝาแฝดเช่นนี้ หลิวจี้คงตื่นตระหนกอยู่บ้างจริงๆ
โชคยังดี พอเข้าประตูไปเห็นเมียจ๋าสีหน้าอมชมพูระเรื่อ ดูแล้วไม่เหมือนจะมาคิดบัญชีกับเขา
ฉินเหยาโบกมือ ฝาแฝดก็รีบถอยออกไปอย่างว่าง่าย ทั้งยังปิดประตูห้องให้เสร็จสรรพ
แสงในห้องมืดลง แต่ช่วงกลางวันฉินเหยาก็จุดเทียนไว้ หลิวจี้ปรับสายตาครู่หนึ่งการมองเห็นก็กลับมาชัดเจน
เขาเห็นหีบเงินใบสวยที่ฉินเหยาวางไว้บนโต๊ะหนังสือได้ในทันทีจึงก้าวเข้าไปหาเอ่ยถามอย่างปิดบังความคาดหวังไว้ไม่มิดว่า
“เมียจ๋า เจ้าเรียกข้ามามีธุระอันใดหรือ”
ฉินเหยาไม่ได้พูดออกมาตรงๆ นางยกมือส่งสัญญาณให้เขานั่งลงก่อน ใช้มือข้างหนึ่งเท้าคางบนโต๊ะหนังสือแล้วถามว่า
“ระยะนี้มีผู้เข้าสอบเดินทางมามากมาย ในเดือนสิบสองที่หนาวเหน็บเช่นนี้ พวกเขาพักโรงเตี๊ยมไม่ไหว กินข้าวไม่อิ่มท้อง ข้าอยากจะใช้ชื่อของพี่ชาย เปิดโรงทานแจกโจ๊กแล้วซื้อถ่านไฟ ซื้อเสื้อนวมผ้านวม ทำความดีเสียหน่อย เจ้าคิดเห็นอย่างไรบ้าง”
หลิวจี้ตะลึงลานไปก่อนเป็นอันดับแรก เมียจ๋าถึงกับกำลังปรึกษาหารือกับเขาเชียวหรือ
เขาช่างได้รับความโปรดปรานจนหวาดหวั่นแล้วจริงๆ!
จากนั้นพอลองคิดถึงเรื่องที่ฉินเหยาพูด นี่เป็นเรื่องดีทีเดียว สั่งสมบุญกุศลย่อมส่งผลดีต่อครอบครัวตนเองด้วย
“เมียจ๋า เจ้าอยากให้ข้าเป็นคนจัดการหรือ” หลิวจี้ลองหยั่งเชิงดูเจตนาของฉินเหยา
เรื่องดีงามเช่นนี้ ผู้ใดออกหน้าผู้นั้นย่อมได้หน้า
อย่างอื่นไม่ต้องเอ่ยถึง แค่ได้ชื่อเสียงที่ดีงามกลับมา ไม่แน่ว่าตอนการสอบชุนเหวยหัวหน้าผู้คุมสอบอาจจะมองเขาด้วยความชื่นชมเพิ่มอีกสักสองครั้ง
แต่พอลองเปลี่ยนความคิด การสอบชุนเหวยปีหน้าหัวหน้าผู้คุมสอบคือฮองเฮา หลิวจี้ก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นสะท้านขึ้นมา
สวีเหวินชิงนังมารร้ายผู้นั้น ไม่หาเรื่องกลั่นแกล้งเขาก็นับว่าดีถมไปแล้ว
แต่เขาก็รู้อยู่ว่า เมียจ๋าของตนกับนังมารร้ายคนนี้ ดูเหมือนจะได้บรรลุข้อตกลงลับๆ บางอย่างกันเป็นการส่วนตัว
ไม่เห็นแก่หน้าพระสงฆ์ก็ต้องเห็นแก่หน้าพระพุทธรูป เรื่องของท่านอาจารย์เขาไม่ขุดคุ้ยหาต้นตอ เรื่องการสอบของเขา ฮองเฮาเห็นแก่หน้าเมียจ๋าของเขา จะช่วยเปิดทางพิเศษให้เขาบ้างได้หรือไม่นะ
พอคิดได้เช่นนี้ หลิวจี้ก็รู้สึกว่า เรื่องเปิดโรงทานแจกโจ๊กนี้ช่างมีข้อดีมากมาย
อย่างไรเสียก็ไม่ต้องให้เขาควักเงินจ่ายเอง เผลอๆ เขาอาจจะยังหากำไรเข้ากระเป๋าได้อีกนิดหน่อยด้วยซ้ำ
ยิ่งไปกว่านั้น การทำความดีได้ชื่อเสียงที่ดีงาม ไม่ว่าอย่างไรเขาก็มีแต่ได้กับได้
เห็นฉินเหยาไม่ได้เอ่ยปฏิเสธ หลิวจี้ก็รู้คำตอบในใจแล้วจึงตบอกรับปากว่า
“เมียจ๋า วันนี้เจ้าเรียกข้ามาย่อมต้องเชื่อมั่นในตัวข้า เจ้าวางใจเถอะ เรื่องเปิดโรงทานแจกโจ๊กนี้ขอเพียงเจ้ามอบหมายให้ข้า ข้าจะจัดการให้เจ้าอย่างเรียบร้อยแน่นอน ให้พี่ภรรยาของข้าได้หน้าได้ตาไปเลย!”
ฉินเหยาส่งเสียงตอบรับคราหนึ่ง ไม่ทันรอให้หลิวจี้ฉีกยิ้มกว้างก็โยนสมุดเล่มหนึ่งมาให้เขา
“เช่นนั้นเจ้าก็ไปคำนวณมาว่าต้องใช้เงินประมาณเท่าไหร่ถึงจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยได้ คิดเสร็จแล้วเอามาให้ข้า ทำให้ไวหน่อย เรื่องนี้ควรทำแต่เนิ่นๆ ชักช้าไม่ได้ อย่าให้บ้านอื่นในเมืองหลวงแย่งทำตัดหน้าไปเสียก่อน”
หลิวจี้สะดุ้งโหยง จริงด้วยสิ เรื่องพรรค์นี้ไม่ได้มีแค่บ้านพวกเขาที่ทำได้ บ้านอื่นก็ทำได้เหมือนกันนี่นา!
“ได้ ข้าจะไปหาศิษย์พี่ตัวน้อยให้ช่วยคำนวณเดี๋ยวนี้แหละ รับรองว่าก่อนมื้อเย็นจะนำระเบียบการที่ทำให้เมียจ๋าพึงพอใจมาเสนอให้ได้”
คว้าสมุดได้ หลิวจี้ก็หันกายมุ่งหน้าไปยังเรือนรับรองเพื่อตามหาฉีเซียนกวนทันที
ทั้งยังเรียกหม่าหยางมาด้วย สามคนรวมหัวกันอยู่หน้าโต๊ะตัวหนึ่ง ถูกคำพูดไม่กี่ประโยคของหลิวจี้ปลุกเร้าความกระตือรือร้นขั้นสุด คนนั้นประโยคคนนี้ประโยค ตื่นเต้นกันจนแทบจะตบโต๊ะ
สือโถวยืนดูอยู่ครู่หนึ่ง มุมปากถึงกับกระตุกยิกๆ
ท่าทางแบบนี้หากคนไม่รู้คงนึกว่าพวกเขาสามคนกำลังร่วมกันวางแผนการใหญ่เพื่อแย่งชิงแผ่นดินเป็นแน่
ช่างทำรองเท้าสามคนยังเก่งกว่าจูกัดเหลียงหนึ่งคน ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่านี่คือจวี่เหรินสามคนและในนั้นยังมีเด็กอัจฉริยะรวมอยู่ด้วยอีกหนึ่งคน
มื้อเย็นยังไม่ทันจะเริ่ม ฉินเหยาก็ได้รับระเบียบการฉบับละเอียดหนึ่งชุด
วิชาการคำนวณของกงเหลียงเหลียวนั้นนับว่ามีดีอยู่ ลูกศิษย์ที่สอนออกมาจึงคิดบัญชีได้ยอดเยี่ยม
รายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ที่ฉินเหยายังนึกไม่ถึงล้วนถูกหลิวจี้เขียนออกมาจนหมดสิ้น
รวมไปถึงมาตรฐานของโจ๊กว่าจะเป็นโจ๊กเหลว หรือโจ๊กขาว หรือโจ๊กธัญพืชและอื่นๆ รวมทั้งหมดห้าประเภทรายการให้ฉินเหยาได้เลือกสรร
แต่ความเห็นของตัวหลิวจี้เองคือ “แย่เกินไปจะดูขี้เหนียว ดีเกินไปก็ง่ายที่จะทำให้คนริษยา ดังนั้นข้าแนะนำให้เลือกแบบสายกลาง ใช้ธัญพืชห้าชนิดผสมข้าวสาร กินให้อิ่มท้องได้ ทั้งยังป้องกันผู้มีเจตนาแอบแฝงมาฉวยโอกาสเอาเปรียบ รับรองว่าโจ๊กทุกชามของพวกเราจะส่งไปถึงมือคนที่ต้องการจริงๆ ได้อย่างแน่นอน”
ฉีเซียนกวนกระแอมเบาๆ สองครั้ง ดึงดูดสายตาของฉินเหยาให้หันมามอง
เด็กหนุ่มถามอย่างจริงจัง “ฮูหยิน ข้าขอไปแจกโจ๊กพร้อมกับศิษย์น้องด้วยได้หรือไม่ขอรับ”
“ย่อมได้อยู่แล้ว ถ้าหากเจ้าว่างน่ะนะ” ฉินเหยายิ้มอนุญาต
พวกต้าหลางสี่พี่น้องก็รีบถามบ้าง “ท่านแม่ พวกเราไปได้หรือไม่ขอรับ/เจ้าคะ”
ฉินเหยาหลุดขำ “ขอแค่พวกเจ้าไม่ไปก่อความวุ่นวายก็พอ”
สี่พี่น้องรีบให้คำมั่นกับท่านแม่ทันทีว่าตนเองจะตั้งใจช่วยงานอย่างแน่นอน จะไม่ก่อความวุ่นวายเด็ดขาด
หม่าหยางเอ่ยว่า “เช่นนั้นโรงทานแจกโจ๊กฮูหยินคิดไว้ว่าจะตั้งที่ใดหรือขอรับ”
ฉินเหยาเตรียมการไว้ก่อนแล้วจึงหยิบกุญแจเรือนของฉินเฟิงออกมา ยื่นส่งให้แก่หลิวจี้
“ไปจัดที่บ้านพี่ชายของข้าก็แล้วกัน ตั้งโรงทานแจกโจ๊กหน้าประตู ภายในเรือนที่มีห้องว่างก็ปล่อยให้พักโดยไม่คิดเงิน ให้บัณฑิตเหล่านั้นผลัดเปลี่ยนกันมาช่วยต้มโจ๊กทำงานแทนค่าเช่า”
หลิวจี้รับกุญแจมา สบสายตากับฉีเซียนกวนและหม่าหยางด้วยความตื่นเต้น แทบอยากจะพุ่งตัวออกไปเสียเดี๋ยวนี้
ฉินเหยาไม่เข้าใจความตื่นเต้นของพวกเขา นางหยิบตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงมอบให้ฉีเซียนกวนเป็นผู้เก็บรักษา กำชับให้เขาคอยจับตาดูหลิวจี้หน่อย เจ้าหมอนี่เห็นเงินแล้วตาโต มักจะออกนอกลู่นอกทางได้ง่าย
ฉีเซียนกวนเก็บตั๋วเงินไว้อย่างยินดีปรีดา พยักหน้าให้ฉินเหยาอย่างหนักแน่น เป็นเชิงบอกให้นางวางใจได้ ต่อให้ไม่มีคำสั่งกำชับจากนาง เขาก็จะคอยจับตาดูหลิวจี้อยู่แล้ว
เรื่องแจกโจ๊กเป็นอันตกลงตามนี้ หลังจากกินมื้อเย็นเสร็จแล้ว สมาชิกคนทั้งครอบครัวก็มารวมตัวกันเพื่อปรึกษาหารือว่าแต่ละคนสามารถช่วยทำหน้าที่อะไรได้บ้าง
ปรึกษากันจนถึงท้ายที่สุด นอกจากฉินเหยาที่เป็น ‘นายทุนใหญ่’ ที่ไม่ได้ถูกจัดสรรงานให้แล้ว คนอื่นๆ ที่เหลือล้วนมีหน้าที่เป็นของตัวเอง
แม้แต่อินเยว่ที่ทำงานอยู่ในร้านก็ยังได้รับภารกิจประชาสัมพันธ์โรงทานแจกโจ๊ก ให้นางคอยป่าวประกาศบอกผู้เข้าสอบภายในเมืองว่ามีโรงทานแจกโจ๊กและที่พักให้พักโดยไม่คิดเงิน
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ในขณะที่ฉินเหยายังคงนอนหลับอุตุอยู่
คนทั้งครอบครัวอุ่นอาหารทิ้งไว้ให้นางบนเตาไฟ จากนั้นต่างก็มุ่งหน้าไปยังเรือนตระกูลฉินเพื่อเตรียมงาน
จวบจนช่วงพลบค่ำ เรื่องที่เรือนตระกูลฉินทางฝั่งตะวันออกของเมืองมีโรงทานแจกโจ๊กโดยไม่คิดเงินก็แพร่สะพัดไปเข้าหูเหล่าผู้เข้าสอบทั่วเมืองหลวง
วันต่อมา โรงทานแจกโจ๊กตระกูลฉินก็ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเรียบง่าย