ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 771 ฟ่านหลง
ตอนที่ 771 ฟ่านหลง
เข้าสู่วันที่ยี่สิบเดือนสิบสอง เมืองหลวงมีหิมะตกลงมา
เกล็ดหิมะราวกับปุยนุ่นร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าทีละดอกๆ ไม่นานนักก็ปกคลุมกระเบื้องเคลือบสีแดงชาดของพระราชวังจื่อเวยไว้ด้วยชั้นผ้าบางๆ สีขาว
หิมะตกลงมาในช่วงพลบค่ำ เหล่าราษฎรต่างประหลาดใจระคนยินดี
หลายปีแล้วที่ไม่เคยเห็นหิมะตกหนักเป็นเกล็ดใหญ่เช่นนี้มาก่อน
พวกเด็กๆ ก็ไม่รู้สึกหนาวกันแล้วต่างมุดออกมาจากห้องที่อบอุ่น วิ่งออกไปบนท้องถนน ชูสองมือขึ้นสูง ไม่นานนักกลางฝ่ามือก็รองรับเกล็ดหิมะนุ่มฟูเย็นเฉียบได้เต็มกำมือ
“ขาวจังเลย!”
เสียงร้องอุทานด้วยความตื่นเต้นดังระงมไปทั่วตรอกหย่งทง มือน้อยๆ ที่ประคองเกล็ดหิมะถูกความเย็นกัดจนแดงก่ำ แต่ก็ยังไม่ยอมทิ้งหิมะในมือลง
ท้องฟ้ายามพลบค่ำ เดิมทีควรจะมืดสลัว
แต่พอหิมะตกลงมาราวกับว่าทั่วทั้งฟ้าดินถูกฉาบด้วยแสงสว่างชั้นหนึ่ง ดูสว่างไสวไปทั่ว
ทว่าแสงสว่างนี้เป็นเพียงภาพลวงตา ไม่นานนักก็ถูกความมืดมิดของราตรีกลืนกิน
เพียงแต่เด็กๆ ยังไม่ยอมกลับบ้านจนกระทั่งพ่อแม่ปู่ย่าตายายแต่ละบ้านตะโกนเรียกเสียงหลง ถึงได้ยอมสะบัดน้ำหิมะที่ละลายไปนานแล้วในมือทิ้ง หัวเราะร่าพลางวิ่งกลับบ้านไป
ภายในตรอกเงียบเหงาลงในทันตา ซานหลางและซื่อเหนียงผู้ไม่เกรงกลัวฟ้าดิน นั่งยองๆ เล่นอยู่ข้างถนนต่ออีกครู่หนึ่ง ถึงได้หันหลังวิ่งกลับไปที่โรงทานแจกโจ๊ก
บัณฑิตสวมเสื้อผ้าเก่าโทรมสีเทาแบกหีบหนังสือหนักอึ้งเดินเข้ามาในตรอกหย่งทง เดินไปพลางชะเง้อมองไปพลาง พอเห็นเด็กสองคนอยู่ไม่ไกลก็รีบตะโกนเรียกด้วยความยินดีว่า
“เด็กคนนั้น! เด็กคนนั้นน่ะ!”
ฝาแฝดได้ยินเสียงจึงหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับไปมอง
ซานหลางขยับตัวไปหลบหลังน้องสาวโดยสัญชาตญาณ ดึงชายเสื้อซื่อเหนียงแล้วกระตุกเบาๆ “ใช่ผีหรือเปล่า”
ซื่อเหนียงคร้านจะสนใจพี่เล็ก นางจึงขานรับเสียงดังฟังชัดว่า “คนทางโน้นเป็นใครหรือ เรียกพวกข้าทำไมเจ้าคะ”
นางราวกับไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน กล้าส่งเสียงดังในตรอกเปลี่ยว เกรงว่าต่อให้มีผีจริงๆ ก็คงถูกนางทำให้ตกใจหนีไปแล้ว
ซานหลางมองศีรษะทุยที่เกล้าผมมวยคู่ไว้อย่างสวยงามของน้องสาวด้วยความเลื่อมใส ในใจเฝ้าคิดอยู่ตลอดว่า ถ้าไม่มีน้องสาว ข้าจะทำอย่างไรดีหนอ
บัณฑิตผู้นั้นได้รับเสียงตอบรับก็เร่งฝีเท้าฝ่าม่านหิมะสลัวเข้ามาถึงตรงหน้าสองพี่น้อง
ซานหลางถอนหายใจอย่างโล่งอก ที่แท้ก็เป็นท่านลุงผอมแห้งคนหนึ่ง
“ขอถามคุณหนูน้อย ทราบหรือไม่ว่าเรือนตระกูลฉินไปทางไหน” บัณฑิตเฒ่าโค้งกายถามอย่างเป็นมิตร
ซื่อเหนียงเลิกคิ้วขึ้น ดวงตากลมโตฉายแววเฉลียวฉลาดกวาดมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ในใจก็เข้าใจกระจ่างแจ้งแล้ว
“ท่านลุงจะไปขอพักที่เรือนตระกูลฉินหรือเจ้าคะ” นางถาม
บัณฑิตเฒ่าดีใจมาก “ใช่ๆๆ ถูกต้องแล้ว!”
ระยะนี้คนเข้าเมืองมีจำนวนมาก เขาต่อแถวอยู่นอกเมืองตลอดทั้งวัน โชคดีที่ได้เข้าเมืองหลวงมาทันก่อนประตูเมืองปิดตอนเย็น มิฉะนั้นคืนนี้คงต้องนอนกลางดินกินกลางทรายอยู่นอกเมืองอีกคืนเป็นแน่
เดือนสิบสองอากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ หนาวจนมือเท้าชาไปหมด ทรมานยิ่งนัก
เขาเองก็อยากไปพักโรงเตี๊ยมที่เมืองเล็กๆ ใต้ด่านหนานโหลว แต่จนใจที่เงินในกระเป๋าขัดสน จ่ายค่าห้องราคาแพงไม่ไหว
พอก้าวเข้าเมืองมาได้ เขาก็สอบถามพ่อค้าข้างทางว่าในเมืองมีที่พักราคาถูกที่ไหนบ้าง
ไม่นึกว่าคนขายของเห็นเขายากจนข้นแค้นจริงๆ จึงชี้มือไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง แล้วบอกว่า “ในตรอกหย่งทง เถ้าแก่ใหญ่ฉินเปิดโรงทานแจกโจ๊กไม่คิดเงิน เจ้าลองไปเสี่ยงดวงดูเถิด ได้ยินว่ามีที่พักไม่คิดเงินด้วย จัดเตรียมไว้สำหรับบัณฑิตที่มาสอบอย่างพวกเจ้าโดยเฉพาะ”
คนขายของพูดไปก็กล่าวเยินยอเถ้าแก่ใหญ่ฉินว่าเป็นคนใจบุญสุนทานอะไรทำนองนั้น
บัณฑิตเฒ่ายังไม่เคยพบเจอเรื่องโชคดีพรรค์นี้มาก่อนจึงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ฟ้าใกล้มืดแล้ว แถมหิมะยังตกลงมาอีกจึงจำต้องลองไปเสี่ยงดวงดู
ทว่าย่านต่างๆ ในเมืองหลวงดูแล้วหน้าตาคล้ายๆ กันไปหมด เขาเดินไปถามทางไป กว่าจะเดินเข้ามาในตรอกหย่งทงได้ก็เสียเวลาไปไม่น้อย
สถานที่แห่งนี้ไม่เหมือนกับที่เขาคาดคิดไว้เท่าไหร่
ฟังคนขายของบอกว่าเถ้าแก่ใหญ่ฉินผู้นี้เป็นคหบดีใหญ่จากตะวันตกเฉียงเหนือ เหตุใดเขาเดินมาเรื่อยๆ กลับยิ่งเปลี่ยวร้างขึ้นเรื่อยๆ เล่า
บ้านเรือนรอบด้านก็ล้วนแต่ทรุดโทรมต่ำเตี้ย บัณฑิตเฒ่าชักสงสัยว่าตัวเองอาจจะถูกหลอกเข้าแล้ว
แต่เขาคิดไม่ออกว่าสภาพอย่างตนเองจะมีอะไรให้หลอกได้จึงเดินลึกเข้าไปด้วยความคลางแคลงใจ
สวรรค์ย่อมไม่ทอดทิ้งคนที่มีความมุ่งมั่น ในที่สุดก็ได้เจอเด็กสองคน
ซานหลางซื่อเหนียงเดินนำทาง บัณฑิตเฒ่าเดินตามทั้งสองคนไปจนถึงส่วนลึกที่สุดของตรอกหย่งทง ในที่สุดก็เห็นธงยาวผืนหนึ่งเขียนว่า ‘โรงทานตระกูลฉิน แจกโจ๊ก ไม่คิดเงิน’
การแจกโจ๊กมีวันละสองครั้ง เช้าเย็นอย่างละหนึ่งรอบ
เวลานี้เก็บเพิงไปแล้ว
ต้าหลางกำลังนำหม่าหยางและสือโถวช่วยกันล้างเตาไฟ เตรียมจะเก็บของกลับบ้านแล้ว
ในลานเรือนจุดไฟสว่างไสว ภายในห้องโถงเดิมถูกเปลี่ยนเป็นห้องหนังสือ บนโต๊ะจุดเทียนสว่างไสว คนหลายสิบคนนั่งหันหลังให้ประตูใหญ่ กำลังอ่านหนังสือใต้แสงเทียนยามค่ำคืน
ภายในห้องยังจุดกระถางไฟลุกโชติช่วงไว้หลายอ่าง แม้หิมะตกก็ไม่หนาว
เรือนทางฝั่งซ้ายขวาในลานบ้าน ทั้งหมดถูกเปลี่ยนเป็นเตียงรวม ขอเพียงเป็นผู้เข้าสอบที่เดินทางเข้าเมืองหลวงมาสอบแสดงเอกสารประจำตัวยืนยันว่าเป็นผู้เข้าสอบครั้งนี้ ไม่ว่าเจ้าจะมีสถานะฐานะเช่นไร ยากจนหรือร่ำรวยล้วนสามารถเข้าพักได้โดยไม่คิดเงิน
มีข้อแม้เพียงข้อเดียว ห้ามกินทิ้งกินขว้างแม้แต่ข้าวเมล็ดเดียว น้ำแม้แต่คำเดียว ถ่านไฟแม้แต่ก้อนเดียวและผ้าห่มแม้แต่ผืนเดียว
เพียงสามวัน ผู้เข้าสอบที่อาศัยอยู่ตามตรอกซอยทางเขตตะวันตกก็ย้ายมาที่นี่กันจนหมด
ทุกคนปฏิบัติตามกฎที่เถ้าแก่ใหญ่ฉินตั้งไว้ ผลัดเวรกันดูแลความเรียบร้อยโดยสมัครใจ
เมื่อไม่ได้เข้าเวรก็จะทบทวนตำราเรียนใน ‘ห้องหนังสือ’ ที่เจ้าของบ้านจัดเตรียมไว้ให้
เพราะซาบซึ้งในความเมตตาของตระกูลฉิน เพื่อไม่ให้ทรยศต่อน้ำใจอันดีงามของเจ้าของบ้าน เหล่าผู้เข้าสอบจึงยิ่งตั้งใจเรียนกันมากขึ้น
เพราะบรรยากาศดี ผู้เข้าสอบที่ฐานะทางการเงินพอมีพอกินจำนวนไม่น้อยจึงย้ายมาอยู่ที่นี่ด้วย
พวกเขายินดีจ่ายค่าเช่าห้อง เพียงเพื่อหาสถานที่เงียบสงบในการอ่านหนังสือ
บัณฑิตเฒ่ายืนอยู่หน้าประตู มองดูและฟังเสียงอ่านหนังสือที่ดังมาจากในลานเรือนก็เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ซื่อเหนียงจ้องมองคนผู้นี้ ส่วนซานหลางวิ่งเข้าไปในเพิงชี้ให้พี่ใหญ่ดูทางนี้
ต้าหลางวางผ้าขี้ริ้วในมือลง เดินเข้ามาด้วยมาดของเจ้าบ้านอย่างเต็มเปี่ยม เอ่ยถามอย่างคล่องแคล่ว “กินอะไรมาหรือยังขอรับ”
บัณฑิตเฒ่ารีบหันกลับมา ส่ายหน้าให้เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาองอาจที่เอ่ยถามด้วยความเก้อเขิน “ยังเลย”
ซื่อเหนียงแนะนำว่า “เถ้าแก่ใหญ่ฉินเป็นท่านลุงของข้า นี่คือพี่ชายใหญ่ของข้า ท่านพ่อท่านแม่มีธุระกลับบ้านไปก่อนแล้ว พวกข้าเก็บกวาดเตาเสร็จก็จะกลับแล้วเหมือนกัน”
บัณฑิตเฒ่าถึงได้ได้สติ ที่แท้ฝาแฝดคู่นี้ก็เป็นคนตระกูลฉินนี่เอง
โจ๊กยังเหลืออยู่อีกหนึ่งชาม ต้าหลางยกขึ้นมาส่งสัญญาณให้บัณฑิตเฒ่าตามตนเข้าไปในลานเรือนพลางเดินไปหากระถางไฟใบหนึ่ง นำชามดินเผาไปวางไว้ข้างๆ เพื่ออุ่น
“ยังหาที่พักไม่ได้ใช่ไหมขอรับ” ต้าหลางถาม
บัณฑิตเฒ่านี้ชื่อฟ่านหลง
เขาพยักหน้าตามตรง บอกว่าได้ยินว่าที่นี่มีที่พักไม่คิดเงินจึงได้มา
ต้าหลางจึงให้เขานำเอกสารยืนยันตัวตนออกมาให้ดู
เมื่อยืนยันได้ว่าคนผู้นี้เป็นผู้เข้าสอบ ต้าหลางก็พาเขาไปยังห้องปีกตะวันตกเลือกที่นอนว่างให้ที่หนึ่ง
ท่านแม่ลงกลอนสวนหลังบ้านไว้ เหลือห้องไว้ทำเป็นเตียงรวมเพียงหนึ่งลานเรือน
ห้องหนึ่งนอนสิบสองคน ห้องอื่นคนเต็มหมดแล้ว เหลือเพียงห้องปีกตะวันตกที่ยังมีที่ว่างอยู่ไม่กี่ที่
ต้าหลางบอกกฎระเบียบของที่นี่ให้ฟ่านหลงทราบ เห็นฟ่านหลงรับคำและรับปากว่าจะปฏิบัติตามจึงชี้ไปที่โจ๊กธัญพืชที่อุ่นร้อนแล้วข้างกระถางไฟ “อย่าลืมกินด้วยนะขอรับ”
“มีอะไรไม่เข้าใจท่านก็ไปถามท่านอาหม่าหยาง คืนนี้เขาเข้าเวรอยู่ที่นี่”
สั่งความเสร็จ ต้าหลางก็เรียกน้องชายและน้องสาว บังคับรถม้ากลับบ้านไปพร้อมกับสือโถว
แต่หารู้ไม่ว่า ทันทีที่พี่น้องทั้งหลายกลับไป ฟ่านหลงก็ประคองโจ๊กธัญพืชข้นคลั่กที่อุ่นร้อนแล้ว ดื่มไปพลางสอบถามเรื่องราวของครอบครัวพวกเขาจากหม่าหยางที่ลงกลอนประตูเดินเข้ามาในลานเรือนไปพลาง