ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 772 วิวาท
ตอนที่ 772 วิวาท
พอได้รู้ว่าผู้รับผิดชอบโรงทานแจกโจ๊กคือน้องสาวและน้องเขยของเถ้าแก่ใหญ่ฉิน
ฟ่านหลงก็ถามไถ่ชื่อแซ่และความเป็นมาของสองสามีภรรยาคู่นี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หม่าหยางรู้สึกว่าคนผู้นี้เจ้าเล่ห์เพทุบายนัก ขัดกับรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูซื่อๆ โดยสิ้นเชิงจึงรู้สึกไม่ชอบใจอยู่บ้าง
แต่บัณฑิตต่างถิ่นที่เพิ่งมาถึงใหม่ๆ ย่อมมีความยากลำบาก การจะถามไถ่มากความสักหน่อยก็นับเป็นเรื่องปกติของผู้คน
เขาจึงบอกชื่อแซ่ของสองสามีภรรยาให้ทราบ อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็มิใช่ความลับอันใด เหล่าผู้เข้าสอบในเรือนต่างก็รู้กันทั้งสิ้น
หม่าหยางพูดทีเล่นทีจริงเชิงเยาะตนเองว่า “ทุกคนต่างร่ำลือกันในที่ลับว่า คุณชายฉีอายุน้อยเพียงเท่านี้ เกรงว่าจะคว้าตำแหน่งจอหงวนในการสอบครานี้ไปครอง ทำเอาพวกข้าที่เป็นรุ่นลุงต้องละอายใจจริงๆ”
สีหน้าของฟ่านหลงพลันเปลี่ยนไป โจ๊กก็ไม่กินแล้วเอ่ยถามด้วยสีหน้าประหลาดใจว่า
“คุณชายฉีผู้นี้ที่เจ้าว่า คงไม่ใช่ฉีเซียนกวนที่มีฉายาว่าเด็กอัจฉริยะกระมัง คนที่ฝากตัวเป็นศิษย์มหาบัณฑิตกงเหลียงเหลียวคนนั้น!”
หม่าหยางพยักหน้า “ถูกต้อง ชื่อว่าฉีเซียนกวน”
“เขาเป็นศิษย์ของมหาบัณฑิต ท่านอาจารย์กงเหลียงผู้ล่วงลับหรือ” เรื่องนี้หม่าหยางไม่รู้มาก่อน
เพราะฉินเหยาและหลิวจี้ไม่เคยเอ่ยถึงมาก่อน
จู่ๆ ถูกฟ่านหลงเอ่ยทักเช่นนี้ หม่าหยางก็ประหลาดใจยิ่งนัก คิดไม่ถึงว่าตนเองจะอยู่ใกล้ชิดกับท่านอาจารย์กงเหลียงถึงเพียงนี้
ปฏิกิริยาของฟ่านหลงรุนแรงเกินจริง ตะโกนร้องว่า “แย่แล้วๆ” เสียงดังลั่น
ดึงดูดสายตาของผู้เข้าสอบที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องให้หันมามองเป็นตาเดียว
มีคนกล่าวเตือนอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “พวกข้ากำลังอ่านตำราอยู่ พี่ชายท่านนี้ช่วยเบาเสียงหน่อยได้หรือไม่?!”
“เบาไม่ได้ เรื่องนี้เบาไม่ได้เด็ดขาด! พวกเจ้าล้วนถูกทำร้ายแล้วนะ!”
ฟ่านหลงไม่เพียงไม่ลดเสียงลงกลับยิ่งตะโกนเสียงดังกว่าเดิม
ทุกคนจ้องมองเขาอย่างไม่พอใจ แต่ก็อดสนใจคำพูดของเขาไม่ได้จึงเอ่ยถามว่าเหตุใดจึงกล่าวเช่นนี้
ฟ่านหลงทำราวกับถือเผือกร้อนลวกมือ จู่ๆ ก็ปาชามโจ๊กในมือทิ้ง
โจ๊กในชามยังกินไม่หมด โจ๊กธัญพืชหกกระจายเต็มพื้นพร้อมกับเศษชามที่แตกละเอียด
หม่าหยางเปลี่ยนสีหน้าทันที ตวาดเขาว่า “เหตุใดเจ้าถึงได้ผลาญข้าวสารเช่นนี้!”
คาดไม่ถึงว่าฟ่านหลงจะถอยกรูดไปไกลถึงสองเมตร ชี้ไปที่โจ๊กบนพื้นแล้วกล่าวด้วยสีหน้ารังเกียจขยะแขยงว่า
“ข้าไม่กินอาหารของศิษย์ขุนนางต้องโทษหรอก!”
คำพูดนี้จุดไฟโทสะให้คนหมู่มากเข้าแล้ว
เถ้าแก่ใหญ่ฉินมีน้ำใจแจกโจ๊กซ้ำยังจัดหาที่พักให้เหล่าผู้เข้าสอบ เจ้ากลับยังมารังเกียจอีกหรือ
เหล่าผู้เข้าสอบพากันก้าวเท้าออกมา ล้อมหน้าล้อมหลังฟ่านหลงเตรียมจะรุมสั่งสอน
ฟ่านหลงตื่นตระหนก รีบย้อนถามว่า “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าหลิวจี้เป็นใคร เขากับฉีเซียนกวนเป็นถึงศิษย์ของกงเหลียงเหลียวขุนนางต้องโทษเชียวนะ!”
ผู้เข้าสอบทั้งหลายชะงักไปเพียงครู่เดียวก็เงื้อหมัดขึ้นมา
เป็นศิษย์กงเหลียงเหลียวแล้วอย่างไร คนเขาหวังดีมีเมตตา พวกเขาก็มิใช่คนเนรคุณประเภทนั้น
ฟ่านหลงเห็นท่าไม่ดี ให้ตายเถอะ ยังคิดจะทุบตีเขาอีก
เขาจึงรีบตะโกนเตือนสติเสียงดังว่า “ผู้สูงศักดิ์ต่างก็รังเกียจเขา พวกเจ้ายังกล้าข้องแวะอีกหรือ ข้าหวังดีเตือนพวกเจ้าสักประโยค หากไม่อยากสอบตกในการสอบชุนเหวยก็จงอยู่ให้ห่างหลิวจี้กับฉีเซียนกวนไว้เสียเถิด!”
หมัดที่จวนเจียนจะกระแทกเข้าใส่ใบหน้าของฟ่านหลงพลันชะงักค้าง
เหล่าผู้เข้าสอบมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ในใจต่างตื่นตระหนก
การสอบชุนเหวยจะได้รับผลกระทบเพราะเรื่องนี้ด้วยหรือ
เพียงแค่ลังเลชั่ววูบ หมัดก็ไม่อาจยกขึ้นได้อีกกลับหันไปมองหม่าหยางเป็นตาเดียว
ระหว่างนั้น ฟ่านหลงก็วิ่งหนีออกจากวงล้อม เห็นหม่าหยางยังยืนนิ่งอึ้ง เพราะทราบว่าเขาพักอยู่บ้านฉินเหยาจึงรีบเตือนให้ระวังจะพลอยติดร่างแห รีบย้ายออกมาโดยเร็วถึงจะดี
ทว่าหม่าหยางเพียงแค่นิ่งงันไปชั่วครู่ก็เงื้อหมัดชกเข้าที่ปากซึ่งพล่ามวาจาไม่หยุดของเขาเต็มแรง
ฟ่านหลงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด ร่างกายหรือจะสู้คนหนุ่มสาว ถูกหมัดนี้เข้าไปถึงกับตาลายเห็นดาววิบวับ ล้มลงไปกองกับพื้น
“ข้าไม่รู้จักผู้สูงศักดิ์หน้าไหนทั้งนั้น ข้ารู้เพียงว่าข้าได้รับบุญคุณก็ต้องไม่ทำให้ผู้มีพระคุณผิดหวัง ไม่เหมือนคนต่ำช้าเยี่ยงเจ้า กินของของเขาแล้ว ยังจะใส่ร้ายรังเกียจเขาอีก!”
หม่าหยางชี้หน้าด่าฟ่านหลงพลางกระชากตัวเขาขึ้นมาจากพื้น หมายจะซ้ำอีก
เหล่าผู้เข้าสอบด้านข้างเห็นดังนั้นก็ราวกับเพิ่งได้สติ รีบเข้ามาห้ามทัพ
ฟ่านหลงผู้นั้นดูเหมือนอายุมากแล้ว แต่ก็ไม่ใช่คนยอมเสียเปรียบใคร พอเห็นมีคนมาห้ามก็ยิ่งได้ใจ แกว่งหมัดเตะขาหมายจะทำร้ายหม่าหยางบ้าง
ชั่วพริบตาเดียว ภายในลานเรือนก็เต็มไปด้วยความโกลาหล ผู้เข้าสอบทางนี้ดึงทางนั้นห้ามกันวุ่นวายไปหมด
สุดท้ายเป็นหม่าหยางที่อาศัยฐานะผู้ดูแลในที่แห่งนี้เป็นต่อ ด่ากราดฟ่านหลงยกใหญ่แล้วไล่ตะเพิดออกจากประตูไป!
“ไสหัวไปให้พ้น วัดเล็กๆ ของพวกเราไม่อาจรองรับพระองค์ใหญ่อย่างท่านได้ เชิญท่านไปหาที่ทางกราบไหว้ของท่านเองเถิด จะได้ไม่ทำให้ท่านต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย!”
หม่าหยางโยนสัมภาระของฟ่านหลงออกมาแล้วปิดประตูเสียงดังปัง
ด้านนอกมีเสียงเคาะประตูและเสียงข่มขู่ด้วยความไม่ยอมจำนนของฟ่านหลงดังเข้ามา
หม่าหยางแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน เดินตรงเข้าห้องข้างหลังเล็ก เอาผ้าห่มคลุมโปงแล้วหลับไป
ข้างนอกหิมะยังตกอยู่ ฟ่านหลงเคาะประตูอยู่ครู่หนึ่งก็หนาวเหน็บจนหมดเรี่ยวแรง
พอรู้ว่าหม่าหยางคงไม่มาเปิดประตูให้แล้ว เขาจึงทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งว่า “คอยดูเถอะ เมื่อสอบชุนเหวยแล้วไม่มีชื่อติดประกาศ พวกเจ้าจะต้องเสียใจ!”
ปากก็ก่นด่ากระปอดกระแปด แบกสัมภาระอันหนักอึ้ง ฝ่าลมหิมะหายไปในความมืดมิดยามราตรี
เหล่าผู้เข้าสอบในเรือนเงี่ยหูฟังอยู่นานก็ไม่ได้ยินความเคลื่อนไหว มีคนใจกล้าแง้มประตูดูลาดเลา คิดเพียงว่าฟ่านหลงอาจจะนึกเสียใจแล้วย้อนกลับมา
คาดไม่ถึงว่า หลังจากบัณฑิตเฒ่าผู้นั้นเดินออกจากตรอกหย่งทงไปแล้วจะมีคนเชิญเขาขึ้นรถม้าหรูหราไป
เรื่องนี้ มิใช่เพียงเหล่าผู้เข้าสอบที่แปลกใจ
แม้แต่ตัวฟ่านหลงเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีผู้สูงศักดิ์เชิญเขาไปพักที่จวน
ตลอดทางที่เดินออกจากตรอกหย่งทง เขาหนาวสั่นสะท้านเพราะลมหิมะ ความจริงในใจเริ่มนึกเสียใจอยู่บ้างแล้ว
อย่างน้อยทนพักในเรือนตระกูลฉินให้ผ่านคืนนี้ไป รอฟ้าสางพรุ่งนี้ค่อยว่ากันก็ยังไม่สาย
เวลานี้อย่าว่าแต่ท้องหิวโซเลย ร่างกายก็เริ่มแข็งทื่อเพราะความหนาวขึ้นเรื่อยๆ หรือจะต้องมาตายอยู่ที่นี่?
ยิ่งคิด ก็ยิ่งนึกเสียใจ
ทว่าขณะที่เขากำลังถอดใจจะย้อนกลับไป รถม้าหรูหราคันหนึ่งก็มาจอดอยู่ตรงหน้าเขา
คนบนรถกล่าวว่าเจ้านายของตนชื่นชมในตัวเขา เชิญเขาไปพักที่จวนสักระยะ
ฟ่านหลงรู้สึกได้รับเกียรติจนตระหนก สมองแล่นเร็วรี่ เดาว่าอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำของตนในเรือนตระกูลฉินเมื่อครู่นี้
หรือว่าเจ้าของรถม้าคันนี้ จะเคยมีแค้นกับสามศิษย์อาจารย์กงเหลียงเหลียว?
น่าเสียดาย เขาหยั่งเชิงดูหลายครั้ง อีกฝ่ายกลับไม่ปริปากแพร่งพรายแม้แต่น้อย
ทว่าอย่างน้อยฟ่านหลงก็รู้ว่า เจ้านายบ้านนี้ต้องถูกใจอะไรบางอย่างในตัวเขาและต้องการใช้ประโยชน์เป็นแน่
แน่นอนว่า เขาเองก็ไม่คิดปฏิเสธ
มีปัญญาใช้รถม้าหรูหราปานนี้ได้ ผู้สูงศักดิ์ที่อยู่เบื้องหลังย่อมต้องเป็นบุคคลยิ่งใหญ่!
หากได้ฝากตัวกับขั้วอำนาจนี้ การสอบชุนเหวยครานี้ ไยต้องกังวลว่าจะไม่มีชื่อติดประกาศเล่า?
ภายในเรือนตระกูลฉิน
เหล่าผู้เข้าสอบต่างตกตะลึง ฟ่านหลงถูกรถม้ารับตัวไปแล้ว
นี่แสดงให้เห็นถึงสิ่งใด?
แสดงว่าทุกอิริยาบถภายในเรือนหลังเล็กของพวกเขา ตกอยู่ภายใต้การจับตามองของผู้อื่นมาโดยตลอด
ผู้สูงศักดิ์เหล่านั้นจับตาดูเรือนหลังนี้ไปเพื่อการใด
หรือจะเป็นจริงดั่งคำฟ่านหลงว่า ผู้ใดที่ใกล้ชิดกับศิษย์อาจารย์กงเหลียงเหลียว ล้วนต้องถูกเบื้องบนในเมืองหลวงคัดชื่อออกจากทำเนียบจิ้นซื่อในการสอบชุนเหวย?
บางคนเริ่มตื่นตระหนก
หม่าหยางที่กำลังสะลึมสะลือ ได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากในลานเรือน
เขาลุกขึ้นเดินออกมาดูก็พบว่าเหล่าผู้เข้าสอบกำลังเก็บข้าวของเครื่องนอน เตรียมตัวจะจากไป
หม่าหยางมองท้องฟ้าที่มืดสนิทแล้วมองหิมะบางๆ บนพื้น ไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาจึงหวาดกลัวถึงเพียงนี้ ไม่รักชีวิตกันแล้วหรือ
“พวกเจ้าจะย้ายไปที่ไหน” ชายชราคนหนึ่งขมวดคิ้วเอ่ยด้วยความเป็นห่วง “เวลานี้อากาศหนาวเหน็บ ทั้งยังใกล้จะถึงยามห้ามออกจากเคหสถาน ออกจากย่านนี้ไม่ได้ พวกเจ้าอยากไปนอนหนาวตายข้างถนนหรือ”
ผู้เข้าสอบเหล่านั้นตอบกลับว่า “หนาวตายก็ช่างมัน ดีกว่าอุตส่าห์ร่ำเรียนมาหลายสิบปีต้องสูญเปล่าเพราะถูกคัดชื่อออกจากกระดานสอบ!”
ต่างคนต่างก็มีเหตุผลของตน ชายชราได้แต่ส่ายหน้าถอนหายใจ