ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 773 ม้าเหงื่อโลหิต
ตอนที่ 773 ม้าเหงื่อโลหิต
หิมะหยุดตกไปแล้วตั้งแต่เมื่อกลางดึก
หิมะในเมืองหลวงครานี้มาอย่างไม่ทันตั้งตัวแล้วก็ละลายหายไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
ยามฟ้าสาง เหลือทิ้งไว้เพียงหยดน้ำที่หยดลงมาจากชายคาและแอ่งน้ำตื้นๆ บนแผ่นหินเขียว
เพียงแต่อากาศยามนี้กลับหนาวเหน็บจนปวดกระดูกยิ่งกว่าเดิม
สองสามีภรรยาฉินเหยาพาฉีเซียนกวนและเด็กๆ ทั้งสี่ที่ห่อตัวกันหนาวอย่างมิดชิด นั่งรถม้าเดินทางมายังตรอกหย่งทง เตรียมจะมาดูสถานการณ์ทางฝั่งโรงทานแจกโจ๊กเสียหน่อย
แต่นึกไม่ถึงว่า โรงทานแจกโจ๊กที่ปกติเวลานี้จะมีคนมาเข้าแถวยาวเหยียด บัดนี้กลับมีคนอยู่เพียงประปรายสิบกว่าคนเท่านั้น
พอลงจากรถมองเข้าไปในลานเรือน ผู้เข้าสอบที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องก็มีเพียงเจ็ดแปดคน
กระทั่งอ่างไฟก็ยังลดจำนวนลงไปกว่าครึ่ง จุดถ่านเพียงสองเตาก็เพียงพอแล้ว
“เกิดอะไรขึ้น” หลิวจี้ถามด้วยความตกตะลึง
ผู้เข้าสอบที่ยังอยู่ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่รู้จะเริ่มอธิบายอย่างไรดี
แม้พวกเขาจะยังอยู่ แต่ความจริงแล้วเป็นเพราะไม่มีทางเลือกอื่นต่างหาก
หากมีทางหนีทีไล่ เกรงว่าคงจะตามพวกผู้เข้าสอบเมื่อคืนจากไปแล้ว
กินดีอยู่ดีนั้นสำคัญ แต่เมื่อเทียบกับชื่อเสียงเกียรติยศแล้ว เพิงพักซอกกำแพงทางฝั่งตะวันตกของเมืองก็ใช่ว่าจะอยู่ไม่ได้
น่าเสียดายตรงที่แม้แต่เพิงพักซอกกำแพงเหล่านั้น พวกเขาก็แย่งชิงไม่ทัน
แต่ละคนต่างรู้สึกละอายใจจึงไม่กล้าสบตาหลิวจี้ ต่างพากันหลบสายตา ก้มหน้าแสร้งทำเป็นยุ่งกับธุระของตน
ฉินเหยาเอ่ยเรียกชื่อทันที “หม่าหยาง!”
“นี่มันเรื่องอะไรกัน คนหายไปไหนกันหมด”
หลิวจี้ ฉีเซียนกวนและพวกต้าหลางสี่พี่น้องต่างพากันมองไปที่หม่าหยางเป็นตาเดียว
เขาถอนหายใจยาว ฝากงานไว้กับท่านลุงชั่วคราวแล้วเดินมาหยุดตรงหน้ากลุ่มของฉินเหยา เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนหลังจากพวกต้าหลางกลับไปให้ฟัง
หลิวจี้ฟังจบก็แทบจะอกแตกตาย แต่ที่ทำให้ทุกคนแปลกใจคือ เขาไม่ได้ด่าแม่ออกมา เพียงแต่ทำหน้าถมึงทึง เดินวนไปวนมาอยู่กับที่
ฉีเซียนกวนขมวดคิ้วแน่น เอ่ยถามด้วยเหตุผล “รู้หรือไม่ว่าฟ่านหลงขึ้นรถม้าของจวนใดไป”
หลิวจี้เห็นเขายังมีอารมณ์มาถามเรื่องนี้ก็พูดเสียงขุ่นว่า
“ศิษย์พี่ตัวน้อย พวกเราอุตส่าห์หวังดีกับคนพวกนี้ คิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะหลบเลี่ยงผู้มีพระคุณราวกับหนีงูพิษ ท่านไม่รู้สึกว่าเอาใจจริงไปให้สุนัขกินหรือ”
ฉีเซียนกวนปรายตามองอย่างเรียบเฉย “เจ้าก็บอกเองว่าให้สุนัขกิน หรือคนยังจะต้องไปโต้เถียงเอาถูกผิดกับสุนัขอีกหรือ”
หลิวจี้…จริงด้วยแฮะ เขาจะไปเถียงเอาความอะไรกับสุนัขกัน!
พลันรู้สึกสบายใจขึ้นมาทันที
หม่าหยางส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “เมื่อคืนข้าไม่ได้เห็นตอนฟ่านหลงจากไปด้วยตาตนเอง เป็นคนอื่นที่เห็นว่าเขามีคนมารับไปขอรับ”
ฉีเซียนกวนพยักหน้าแสดงว่ารับรู้แล้ว
ในเมื่อหม่าหยางไม่รู้จึงไม่ได้ซักไซ้ต่อ
อย่างไรเสียวันหน้าคนผู้นั้นย่อมต้องโผล่หางออกมาแน่
หลิวจี้จ้องมองหม่าหยาง ถามเย้าหยอกว่า “แล้วทำไมเจ้าไม่ไปเล่า”
หม่าหยางยิ้มขื่นอย่างจนปัญญา “ข้าไปก็ไร้ประโยชน์ ตามคำพูดของพวกเขา ต่อให้ข้าไปแล้วก็ยังสลัดไม่หลุดจากนายท่านหลิวและพวกท่านอยู่ดี”
เขาก็ช่างซื่อสัตย์เสียจริง ซื่อสัตย์เสียจนหลิวจี้อยากจะด่าคน
ทว่าถูกฉินเหยาและฉีเซียนกวนถลึงตาใส่พร้อมกันจึงได้สติกลับมาว่าตนเองต้องรักษาภาพลักษณ์วิญญูชนเอาไว้
เพื่อมิให้เสียกิริยาในสนามสอบชุนเหวยวันหน้าแล้วถูกผู้ไม่หวังดีจับผิดจนเสียสิทธิ์ในการสอบขุนนาง
“แล้วตอนนี้จะทำอย่างไรต่อ” หลิวจี้แบมือถาม
ทุกคนหันไปมองฉินเหยา ผู้ซึ่งเป็นนายทุนตัวจริง
เห็นนางมีสีหน้าเรียบเฉย ได้ยินเรื่องคนเนรคุณเช่นนี้ คิ้วยังไม่กระตุกสักนิด หม่าหยางถึงกับลอบเลื่อมใสในใจ
ฉินเหยามองสิบกว่าคนที่นอกโรงทานแจกโจ๊กแล้วมองเจ็ดแปดคนในห้องก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและอารมณ์ที่มั่นคงว่า
“จงหมั่นทำความดี อย่าได้ถามถึงผลตอบแทนในวันหน้า เราทำในสิ่งที่เราควรทำ เรื่องอื่นไม่ต้องไปสนใจ”
“โจ๊กยังคงแจกต่อไป แจกไปจนถึงวันสิ้นปี ส่วนผู้เข้าสอบที่พักอยู่ที่นี่ สามารถอยู่ได้จนกว่าการสอบชุนเหวยจะจบลง ระหว่างนี้ทางเรือนจะยังคงจัดหาโจ๊ก อาหาร ผ้านวม แสงเทียนและถ่านไม้ให้เช่นเดิม”
นางกล่าวต่อว่า “ประตูใหญ่เปิดกว้างไว้ ผู้ใดสมัครใจจะมาก็มาได้ หากมีขอทานในเมืองที่ต้องการที่พึ่งพิงเพื่อผ่านพ้นฤดูหนาวก็ให้การดูแลอย่างเท่าเทียมกัน”
จิตใจของทุกคนพลันสงบนิ่งลงทันที
ไม่จำเป็นต้องให้ฉินเหยาสั่งการอะไรเพิ่มต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปทำงาน เหมือนเช่นก่อนหน้านี้
ฉีเซียนกวนกับหลิวจี้เข้าไปในลานเรือน จัดแจงให้ทุกคนช่วยกันทำความสะอาดห้องหับ เพิ่มเตาถ่านอีกสักใบแล้วสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เข้าสอบคนอื่นๆ ต่อไป
ต้าหลางคว้าขวานไปช่วยท่านลุงผ่าฟืน
เอ้อร์หลางพาฝาแฝดหยิบสมุดเปล่าออกมา เดินเข้าไปในห้อง หามุมสงบของใครของมัน นั่งฟังพวกผู้ใหญ่บรรยายความรู้
ฉินเหยาไปที่โกดัง ตรวจสอบจำนวนข้าวสารรวมถึงเสบียงและของใช้สำหรับฤดูหนาวอย่างผ้าห่มและถ่านไม้
ผู้เข้าสอบที่จากไปเหล่านั้นยังนับว่าพอมีจิตสำนึกอยู่บ้าง ไม่ได้ฉกฉวยข้าวของที่นี่ติดมือไปแม้แต่ชิ้นเดียว
แน่นอนว่า อาจจะเป็นเพราะไม่อยากจะข้องแวะใดๆ กับพวกนางแม้แต่นิดเดียวก็เป็นได้
เมื่อนับของเสร็จ ฉินเหยาก็พาหม่าหยางกับผู้เข้าสอบที่เหลืออีกสองคน ไปกวาดน้ำจากหิมะที่ละลายบนถนนละแวกใกล้เคียง
ไม่ว่าคนจะมามากหรือน้อย สำหรับนางแล้วก็ไม่ได้แตกต่างกันเท่าใดนัก
นับวันเวลาดูแล้ว พี่ชายก็น่าจะอยู่ระหว่างทางมาเมืองหลวงแล้วกระมัง
ไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่
พอนึกถึงฉินเฟิงที่มักจะกังวลว่านางมีเงินไม่พอใช้อยู่เสมอ มุมปากของฉินเหยาก็อดจะยกขึ้นไม่ได้
นางไม่เคยคะนึงถึงใครเช่นนี้มาก่อน ญาติพี่น้องที่มีสายเลือดเดียวกัน ดูเหมือนจะแตกต่างจากคนอื่นจริงๆ
“ฮัดชิ้ว!”
ขณะที่กำลังกวาดถนน จู่ๆ ก็มีคนจามออกมา
พวกฉินเหยาเงยหน้าขึ้น มองไปที่อีกฝ่ายโดยสัญชาตญาณ ทว่า คนที่จามไม่ใช่คนในกลุ่มพวกเขา
ฉินเหยารู้สึกเหมือนหัวใจกระตุกวูบหนึ่งราวกับมีลางสังหรณ์บางอย่าง นางลองเงยหน้ามองไปทางปากถนนเบื้องหน้าพลันเห็นขบวนม้าเจ็ดแปดตัวหยุดอยู่ที่ปากถนน
ชายหนุ่มที่เป็นผู้นำขบวน สวมเสื้อคลุมขนหมีดำ กำลังนั่งอยู่บนหลังม้าพันธุ์ดีสีชมพูเหลือบทองพลางขยี้จมูกและมองมาที่นางด้วยความดีใจ
ฉินเหยาไม่อยากจะเชื่อสายตา นางสะบัดศีรษะเล็กน้อยแล้วเงยหน้ามองอีกครั้ง ใบหน้าที่คุ้นเคยนั้นยังคงอยู่ตรงหน้า
นางฉีกยิ้มกว้างทันที ตะโกนเรียกเสียงดังลั่น “พี่ชาย!”
ฉินเฟิงยิ้มกว้าง คิดไม่ถึงว่าพอเข้าตรอกหย่งทงมาจะเจอคนที่อยากเจอทันทีแบบนี้
เขายังนึกว่าน้องสาวจะอยู่ที่ตรอกควานเจิ้งเสียอีก
ยังคิดอยู่ว่าสภาพมอมแมมจากการเดินทางเข้าเมืองหลวงดูไม่น่ามองจะกลับไปอาบน้ำแต่งตัวที่เรือนก่อนแล้วค่อยหอบของขวัญไปหาที่ตรอกควานเจิ้ง
คาดไม่ถึง น้องสาวจะมารอรับเขาที่หน้าบ้านแต่เช้าขนาดนี้!
ฉินเฟิงทั้งดีใจทั้งตื้นตัน กวักมือเรียก “น้องสาว! พี่มีของดีมาฝากเจ้าด้วย!”
ฉินเหยารีบยัดไม้กวาดใส่มือหม่าหยางที่กำลังทำหน้าตะลึงแล้วก้าวยาวๆ ตรงเข้าไปหา
ฉินเฟิงยื่นมือออกมา “ขึ้นม้ามา”
ฉินเหยาวางมือลงไป กระโดดตัวลอยอย่างคล่องแคล่ว ขึ้นไปนั่งบนหลังม้าได้อย่างมั่นคง
ฉินเฟิงอยู่ด้านหลัง นางอยู่ด้านหน้า
ม้าพันธุ์ดีใต้ร่างขยับตัวไปมาอย่างไม่คุ้นชิน ถูกฉินเฟิงตวาดปรามเสียงหนึ่ง มันจึงยอมสงบลง
เขาส่งบังเหียนใส่มือฉินเหยา “เจ้าลองดู”
ฉินเหยาหันกลับมามองด้วยความประหลาดใจ “ให้ข้าหรือ”
ฉินเฟิงเลิกคิ้วหล่อเหลาขึ้นข้างหนึ่งอย่างภาคภูมิใจอยู่บ้าง “พี่จูงมาจากเมืองวั่งเฉิงตลอดทาง มีแต่ม้าเหงื่อโลหิตจากแคว้นซีอวี้ตัวนี้แหละ ถึงจะคู่ควรกับความองอาจห้าวหาญของน้องสาวพี่!”
ฉินเหยาถูกม้าใต้ร่างพี่ชายดึงดูดสายตาตั้งแต่แรกแล้ว ขนสีชมพูทอง ช่างพิเศษจริงๆ
ขนของม้าตัวนี้สั้นกว่าม้าทั่วไป สัมผัสแล้วเหมือนผ้าไหมชั้นดี นุ่มลื่นมือ
ด้วยความที่ขนสีอ่อน จนเห็นเส้นเลือดบนตัวได้ชัดเจน ดังนั้นขนเดิมที่เป็นสีทองอ่อน เมื่อตัดกับสีเลือดเนื้อจึงเปล่งประกายสีชมพูออกมา
ม้าตัวนี้สูงกว่าตัวฉินเหยาเสียอีก พอนั่งบนหลังม้า วิสัยทัศน์ก็กว้างไกล มองปราดเดียวก็เห็นทั่วทั้งตรอกหย่งทง
เห็นได้ชัดว่าฉินเฟิงตั้งใจฝึกฝนมันมาอย่างดี แม้ม้าจะยังดูใจร้อนอยู่บ้าง แต่ก็นับว่าเชื่อฟัง
ฉินเหยากระตุ้นเบาๆ ม้าราวกับฟังภาษามนุษย์รู้เรื่อง ก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าทันที
“ฉลาดจริง” ฉินเหยากล่าวด้วยความดีใจ “ข้าชอบมัน!”
ฉินเฟิงมองแก้มของน้องสาวที่แดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้นดีใจ ในใจก็ลอบถอนหายใจ การเดินทางอันยากลำบากตลอดทางมานี้ คุ้มค่าแล้ว!
ทว่าใบหน้ากลับแสร้งทำเป็นเรียบเฉย กล่าวว่า “ก็งั้นๆ แหละ ฝึกมาแค่สามเดือนเอง”
ฉินเหยาหันกลับมายิ้มให้พี่ชายแล้วสะบัดบังเหียน “ไป กลับบ้านกัน!”