ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 774 ปรับข้อมูลให้ตรงกัน
ตอนที่ 774 ปรับข้อมูลให้ตรงกัน
เสียงกีบม้า “กุบกับ” ดังกังวานใสราวกับดนตรีสวรรค์ กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของผู้คนให้ตื่นตัว
ห้าพ่อลูกหลิวจี้ที่กำลังแลกเปลี่ยนความรู้กันในห้องราวกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง พี่น้องทั้งสี่ลุกพรวดพราดขึ้นก่อน พุ่งตัวออกไปที่หน้าประตูใหญ่อย่างรวดเร็วปานลูกธนู
พอเห็นท่านแม่และท่านลุงขี่ม้าพันธุ์ดีตัวสูงใหญ่สีทองอมชมพูเข้ามา เด็กๆ ก็ตื่นเต้นส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ
ซานหลางรีบตะโกนบอกคนในบ้าน “ท่านพ่อ ท่านลุงมาแล้ว! มีม้ามาด้วย!”
“ม้าสวยจังเลย นึกไม่ถึงว่าม้าจะสวยงามได้ถึงเพียงนี้ เหมือนนางเซียนบนสวรรค์เลย~”
เสียงอุทานชื่นชมของซื่อเหนียงลอยเข้ามาในลานเรือน หลิวจี้จะยังนั่งติดที่อยู่ได้อย่างไร
เขารีบคว้าตัวศิษย์พี่ตัวน้อยแล้ววิ่งออกไปต้อนรับนายทุนใหญ่…ไม่ใช่สิ พี่ภรรยาต่างหาก!
ฉินเฟิงเห็นโรงทานแจกโจ๊กที่หน้าเรือนก็งุนงงเล็กน้อย “นี่คือ?”
หลิวจี้สาวเท้าเข้าไปจูงม้า แอบลูบเบาๆ ไปทีหนึ่ง สัมผัสอันนุ่มลื่นทำเอาหัวใจเขาสั่นระริก
“พี่ชาย น้องเขยคิดถึงท่านจะตายอยู่แล้ว!” หลิวจี้ยื่นมือจะเข้าไปช่วยประคองสองพี่น้องลงจากหลังม้า
ฉินเหยาส่ายหน้า นางยังตัดใจจากม้านางฟ้าแสนสวยตัวนี้ไม่ได้ อยากจะขอใกล้ชิดอีกสักหน่อย
ฉินเฟิงลอบกระหยิ่มใจในอก การที่น้องสาวชอบ ถือเป็นวาสนาของม้าตัวนี้แล้ว
เขาอาศัยมือหลิวจี้ช่วยประคองตัวลงจากหลังม้า ยกมือส่งสัญญาณให้ขบวนม้าผู้ติดตามด้านหลังหยุดรอ อย่าเพิ่งแตกขบวน
จากนั้นจึงชี้ไปที่โรงทานแจกโจ๊กตรงหน้าและลานเรือนที่มีคนแปลกหน้าพักอาศัยอยู่มากมาย ส่งสายตาถามหลิวจี้ว่านี่กำลังทำอะไรกัน
หลิวจี้รอให้พี่เขยถามอยู่แล้ว
เขารีบฉีกยิ้มอธิบายเป็นชุดทันที “นี่เป็นการทำความดีสะสมกุศลให้พี่ชายอย่างไรเล่า!”
“คนเราย่อมมีช่วงเวลาตกอับ ผู้เข้าสอบที่เดินทางเข้าเมืองหลวงมาสอบนั้นลำบากยากเข็ญ ดังนั้นเมียจ๋ากับข้าจึงปรึกษากันว่า จะใช้ชื่อของพี่ชาย แจกโจ๊กและที่พักให้ไม่คิดเงิน เพื่อให้พวกเขาสบายใจกับการเตรียมสอบ”
“แต่ท่านวางใจเถิด พวกเราเปิดให้พักแค่เรือนส่วนหน้า เรือนส่วนหลังยังว่างอยู่ พอทราบว่าพี่ชายจะมาเมืองหลวงก็ให้คนทำความสะอาดห้องหับรอไว้แต่เนิ่นๆ แล้ว พี่น้องผู้ติดตามทั้งหลายสามารถเข้าไปพักผ่อนในเรือนได้ทันที”
ส่วนพี่ภรรยาของเขานั้น แน่นอนว่าต้องไปพักที่ตรอกควานเจิ้งกับพวกเขา!
หลิวจี้รีบตะโกนเรียกหม่าหยางเข้ามา แนะนำทั้งสองฝ่ายให้รู้จักกันคร่าวๆ แล้วให้เขาพาพี่น้องขบวนม้าไปพักผ่อนที่สวนหลังบ้านก่อน
ขบวนม้ายังคงนิ่งสนิทจนกระทั่งฉินเฟิงพยักหน้าอนุญาต พวกเขาจึงจูงม้าเข้าไปในลานเรือน เหลือเพียงชุนเจ่า ผู้ติดตามคนสนิทของฉินเฟิงไว้เพียงคนเดียว
หลิวจี้หยั่งเชิงถาม “พี่ชาย ท่านคงไม่โกรธที่พวกเราตัดสินใจทำโดยพลการกระมัง”
ฉินเฟิงหันไปมองน้องสาวที่สลับกันพาหลานๆ ขี่ม้าวิ่งไปมาในตรอกอย่างสนุกสนาน ส่งเสียงหัวเราะร่าเริงแล้วตอบด้วยความตื้นตันว่า
“น้องสาวอุตส่าห์ระลึกถึง อยากสะสมกุศลให้ข้า ข้าจะไปโทษพวกเจ้าได้อย่างไร เพียงแต่นึกเสียดายแทนนาง ที่ต้องมาสิ้นเปลืองเงินทองเพื่อข้าอีกแล้ว”
พอหันกลับมาก็เห็นเด็กหนุ่มรูปงามที่มีแววตาดูสุขุมเกินวัยยืนรออยู่ที่หน้าประตูมาโดยตลอด
ฉินเฟิงเอ่ยถามเสียงเบา “ท่านนี้คือ?”
หลิวจี้ตบหน้าผากตนเองฉาดใหญ่ “ดูความจำข้าสิ ผู้นี้ก็คือศิษย์พี่ตัวน้อยที่มีฉายาว่าเด็กอัจฉริยะของข้า ฉีเซียนกวน”
มุมปากฉีเซียนกวนกระตุกยิกๆ แม้จะไม่ได้ถอนหายใจ แต่สีหน้าก็บ่งบอกถึงความระอาใจที่มีต่อศิษย์น้องผู้นี้อย่างชัดเจน
เด็กหนุ่มก้าวมาข้างหน้า คารวะทักทายฉินเฟิงอย่างนอบน้อม
ฉินเฟิงย่อมไม่กล้ารับการคารวะเต็มพิธี รีบเข้าไปประคองเด็กหนุ่มขึ้นแล้วคารวะตอบ
ทั้งสองพูดจาตามมารยาทกันสองสามประโยค พอเห็นคนรอบข้างกำลังหัวเราะหยอกล้อกันอย่างเป็นกันเองก็พลอยยิ้มตามไปด้วย
“คุณชายน้อยอย่าได้เกรงใจ ในเมื่อท่านเป็นแขกผู้สูงศักดิ์ของบ้านน้องสาวข้าก็ย่อมถือเป็นแขกผู้สูงศักดิ์ของข้าฉินเฟิงเช่นกัน เพียงแต่ฉินเฟิงเป็นเพียงพ่อค้าวานิช ไม่รู้เรื่องพิธีการ วันหน้าหากพูดจาน่าขบขันก็ขอคุณชายน้อยช่วยชี้แนะด้วย”
ฉีเซียนกวนส่ายหน้า แสดงท่าทีว่าเป็นผู้น้อย ต้องอาศัยฉินเฟิงที่เป็นผู้ใหญ่คอยตักเตือนสั่งสอนต่างหาก
เห็นทั้งสองเริ่มจะเกรงใจกันไปมาอีกแล้ว หลิวจี้จึงรีบพูดแทรก “พี่ชาย ทางนี้จัดการเรียบร้อยแล้ว พวกเรากลับบ้านกันเถิด น้องเขยจะเข้าครัวลงมือทำกับข้าวกับแกล้มรสเลิศต้อนรับพี่ชาย เลี้ยงฉลองต้อนรับท่านเอง”
เมื่อครู่ฉินเฟิงก็รู้สึกทะแม่งๆ มาสักพักแล้ว พอตอนนี้ได้ยินหลิวจี้เรียกพี่ชายติดกันสามรอบก็พลันได้สติ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เขาปัดฝุ่นบนเสื้อคลุมขนหมีดำ ขมวดคิ้วกล่าวว่า “หลิวจี้ เจ้าเรียกพี่ภรรยาเถอะ คำว่าพี่ชายฟังแล้วชวนให้ขนหัวลุกพิลึก”
หลิวจี้ผู้ว่านอนสอนง่าย รีบเปลี่ยนคำเรียกทันที
ฉินเหยายังตัดใจลงจากม้าไม่ได้จึงไล่เด็กๆ ขึ้นไปบนรถม้า ส่วนตัวเองขี่ม้านำทางอยู่ข้างหน้า
หลิวจี้บังคับรถม้า ฉินเฟิง ฉีเซียนกวนและเด็กๆ นั่งอยู่ด้านในรถ
ม้าเหงื่อโลหิตเรียกสายตาผู้คนได้เป็นอย่างดี ขบวนของพวกเขาเรียกได้ว่าเดินอวดโฉมไปทั่วตลาด
สายตาที่มองมาด้วยความตะลึงและอิจฉาเหล่านั้น กว่าจะค่อยๆ ลดลงก็ตอนที่เข้าสู่ตรอกควานเจิ้ง
หวังจิ่นและผู้ตรวจการฉีเพิ่งกลับจากประชุมเช้า เดินตามหลังครอบครัวฉินเหยามาพอดี
ทั้งสองมองม้าเหงื่อโลหิตสีทองอมชมพูตัวนั้นมาตลอดทางพลันเกิดความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับฐานะความร่ำรวยของบ้านฉินเหยา
มีคนจ้องมองอยู่ด้านหลัง ฉินเหยารู้สึกตัวมานานแล้ว
พอมองกลับไป เห็นว่าเป็นเพื่อนบ้านที่คุ้นเคยกันสองคนก็ยกมือโบกทักทาย
รอจนทั้งสองตอบรับ นางก็เลิกคิ้วอย่างภูมิใจ ตะโกนเสียงดังว่า “รู้จักม้าเหงื่อโลหิตแคว้นซีอวี้หรือไม่ พี่ชายข้าจูงจากบ้านเกิดมาให้ข้าเชียวนะ!”
หวังจิ่น “…”
ผู้ตรวจการฉี “…”
สีหน้าเหม่อลอยของทั้งสองทำให้ฉินเหยาพอใจยิ่งนัก
นางยิ้มพลางโบกมือลาแล้วพาครอบครัวและยอดอาชาตัวใหม่หายลับไปในตรอกด้านหลัง
รถม้าจอดเทียบที่โรงม้าในสวนหลังบ้าน
ฉินเหยาจูงม้าสุดรักของตนกล่าวกับเหล่าหวงด้วยความเกรงใจว่า “เจ้าตกงานแล้ว”
นางต้องตั้งชื่อเพราะๆ ให้ม้าตัวโปรดเสียหน่อย
ชื่ออะไรดีนะ?
ฉินเหยาใช้ความคิดอย่างจริงจังอยู่นานถึงหนึ่งเค่อ แสงสว่างวาบก็ขึ้นในหัว นางชี้ไปที่ดวงตาสีฟ้าของยอดอาชาตรงหน้าแล้วกล่าวว่า
“ต่อไปนี้เจ้าชื่อเถาฮวา (ดอกท้อ)!”
ม้าสะบัดหัว แยกเขี้ยวใส่ฉินเหยา
ฉินเหยาเท้าเอวอย่างภาคภูมิใจ “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าก็ชอบชื่อนี้ เจ้าเถาฮวาเด็กดี วันนี้ลำบากเจ้าเบียดเสียดกับพวกเหล่าหวงไปก่อนนะ พรุ่งนี้เจ้านายจะสร้างห้องเดี่ยวสุดหรูให้เจ้าเอง”
ตบหลังม้าด้วยแรงกดดันเปี่ยมล้น เถาฮวาจึงสงบเสงี่ยมลงทันที
ฉินเหยาคลายบังเหียน ปิดประตูโรงม้าให้เรียบร้อย เติมหญ้าและน้ำให้ม้าทั้งสี่ตัวแล้วจึงเดินจากไป
เมื่อมาถึงห้องโถงหลัก บรรยากาศกำลังคึกคัก
ชุนเจ่า ผู้ติดตามของฉินเฟิง หนุ่มน้อยหน้าตาหมดจดวัยสิบแปดปีหมาดๆ กำลังแจกของขวัญให้ทุกคนในบ้าน
เนื่องจากจดหมายต้องใช้เวลาเดินทางไปกลับร่วมสองเดือน หรืออาจจะถึงสามเดือน
ดังนั้นฉินเฟิงจึงยังไม่ทราบข่าวการเสียชีวิตของกงเหลียงเหลียว
ข้อมูลที่ฉินเฟิงได้รับยังหยุดอยู่ที่ตอนหลิวจี้แฝงตัวเข้าไปเป็นบ่าวชายในจวนราชครูได้สำเร็จและสามารถดูแลท่านอาจารย์ได้ทุกวัน
ช่วงสิ้นปีใกล้เข้ามา วันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ก็จวนเจียน เขาจึงตั้งใจเตรียมของขวัญปีใหม่ไว้ให้กงเหลียงเหลียวชุดหนึ่งด้วย
ขณะที่ชุนเจ่ากำลังประคองของขวัญปีใหม่ที่จะมอบให้กงเหลียงเหลียวออกมา ห้องโถงใหญ่ที่เคยคึกคักก็เงียบกริบลงในทันใดราวกับถูกใครกดปุ่มหยุดไว้
ทว่าเพียงไม่นาน ฉินเหยาก็รับของขวัญปีใหม่ชิ้นนั้นมาแล้วเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น
“พี่ชาย ท่านตามข้ามา”
ฉินเหยาพาฉินเฟิงไปที่ห้องของตน เล่าเหตุการณ์ใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงช่วงนี้ให้เขาฟังเพื่อปรับข้อมูลให้ตรงกัน
การมาเมืองหลวงครั้งนี้ของฉินเฟิง มาอย่างเรียบง่าย หวังเพียงได้มาอยู่พร้อมหน้ากับน้องสาว
ดังนั้นพอผ่านด่านหนานโหลวมาก็ตรงดิ่งเข้าเมืองทันที ไม่ได้แวะพักที่นอกเมืองจึงไม่มีโอกาสได้รับรู้ว่าในช่วงสองเดือนมานี้ ในเมืองหลวงเกิดเรื่องใหญ่โตขึ้นมากมาย
หลังจากฟังฉินเหยาเล่าจบ ฉินเฟิงก็ได้แต่ทอดถอนใจ “นึกไม่ถึงว่าชาตินี้จะไม่มีโอกาสได้พบหน้าท่านอาจารย์อีกแล้ว”
ถอนหายใจเสร็จ สิ่งที่ใส่ใจมากกว่าย่อมเป็นสถานการณ์ของครอบครัวน้องสาว
เขาจึงรีบถามต่อ “แล้วตอนนี้พวกเจ้ามีแผนการอย่างไร”
ทั้งล่วงเกินราชครู ทั้งขัดหูขัดตาฮองเฮาเพราะฐานะศิษย์กงเหลียงเหลียว หลิวจี้จะยังเดินบนเส้นทางขุนนางได้อีกหรือ