ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 775 ไม่ใช่ว่าไร้ข้อดีไปเสียทีเดียว
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 775 ไม่ใช่ว่าไร้ข้อดีไปเสียทีเดียว
ตอนที่ 775 ไม่ใช่ว่าไร้ข้อดีไปเสียทีเดียว
“เส้นทางขุนนางอย่างไรเสียก็ยังต้องเดินต่อไป” ฉินเหยากล่าวอย่างเรียบเฉย
กฎเกณฑ์การขับเคลื่อนของสังคมนี้ก็คือรูปแบบของสังคมศักดินา
หากอยากให้ชีวิตความเป็นอยู่ดี หากไม่อยากถูกสละทิ้งไปอย่างส่งเดชก็ทำได้เพียงตะเกียกตะกายขึ้นไปข้างบนเท่านั้น
ก้าวข้ามชนชั้นไปทีละขั้นเพื่อช่วงชิงอภิสิทธิ์ทางชนชั้นมา
แต่จะปีนไปได้สูงเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถของหลิวจี้เองแล้ว
ฉินเฟิงกล่าวอย่างกังวล “ฮองเฮากับราชครูจะไม่คอยขัดแข้งขัดขารึ”
ในความเป็นจริงมีตัวอย่างของการล่วงเกินผู้มีอำนาจจนต้องประสบกับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมอยู่มากมาย
ฉินเหยาส่ายหน้า “เรื่องอื่นข้าไม่กล้ารับประกัน แต่ในสนามสอบ หลิวจี้จะไม่เจอการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมแน่”
ฉินเฟิงมองน้องสาวอย่างแปลกใจ เหตุใดนางถึงได้มั่นใจปานนั้น
ฉินเหยาอธิบายว่า “แม้ฉีเซียนกวนจะนับเป็นศิษย์ของกงเหลียงเหลียว แต่ช่วงนี้ฮองเฮาไปมาหาสู่กับตระกูลฉีอย่างใกล้ชิด ในเมื่อนางยังร่วมมือกับตระกูลฉีได้ แสดงว่าเรื่องราวของกงเหลียงเหลียวนั้นพลิกหน้ากระดานผ่านไปแล้ว”
“ตอนนี้ฝ่าบาทประชวรหนัก ฉากหน้าดูเหมือนรัชทายาทกับองค์หญิงใหญ่ร่วมกันว่าราชการ แต่เนื้อแท้แล้วฮองเฮาต่างหากคือผู้ที่กุมอำนาจใหญ่”
“การงัดข้อระหว่างตระกูลขุนนางเก่าแก่กับขุนนางใหม่ตอนนี้เข้าสู่ช่วงดุเดือดเลือดพล่าน ฮองเฮาต้องการแรงสนับสนุนจากเหล่าขุนนางใหม่อย่างชัดเจน ดังนั้นการสอบชุนเหวยในครั้งนี้ ถึงได้ทำลายกฎเกณฑ์เดิมมารับหน้าที่หัวหน้าผู้คุมสอบ”
“ว่าตามคำพูดของพวกหลิวจี้ที่เป็นบัณฑิต เหล่าจิ้นซื่อในรุ่นของพวกเขาล้วนถือว่าเป็นสานุศิษย์ในนามของฮองเฮาทั้งสิ้น”
ฉินเหยาวิเคราะห์ให้ฉินเฟิงฟัง “มองเรื่องราวจะมองแค่ตรงหน้ามิได้ ต้องทอดสายตาไปยังพื้นที่และห้วงเวลาที่กว้างไกลกว่านั้น ถึงจะมองเห็นว่าฮองเฮากำลังวางหมากกระดานใหญ่…”
“หมากอะไร” ฉินเฟิงลอบกลืนน้ำลาย รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ฉินเหยาหัวเราะเบาๆ โบกมือเป็นเชิงบอกให้พี่ชายอย่าตื่นเต้นขนาดนั้น แต่มิได้พูดออกมาตรงๆ ว่าคือหมากอะไร
เพียงแต่เล่าเรื่องราวในพงศาวดารเถื่อนที่ชาวบ้านลือกันในช่วงนี้เป็นเรื่องขบขันให้เขาฟัง
ฉินเฟิงยิ่งฟัง ดวงตาก็ยิ่งเบิกกว้าง “ไม่จริงกระมัง”
สตรีคิดจะขึ้นครองราชย์อย่างนั้นหรือ
“แต่ตอนนี้รัชทายาทก็ยังอยู่ดีไม่ใช่หรือ”
ตามความเข้าใจของฉินเฟิง ในเมื่อยามนี้ฮ่องเต้ประชวรหนัก ทั้งยังมอบหมายหน้าที่สำคัญในการสำเร็จราชการให้รัชทายาท นั่นแสดงว่าตำแหน่งรัชทายาทมั่นคงยิ่งนัก
พูดจาล่วงเกินสักประโยค หากฮ่องเต้สวรรคต รัชทายาทขึ้นครองราชย์นั่นก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
ต่อให้ฮองเฮากุมอำนาจใหญ่ แต่บุตรชายได้เป็นฮ่องเต้ อำนาจในมือของนางไม่ช้าก็เร็วก็ต้องปล่อยออกมา
เพราะอย่างไรเสีย ฮองเฮาและฮ่องเต้องค์ใหม่ในกาลก่อนล้วนเป็นเช่นนี้
หากไม่ปล่อยอำนาจ ย่อมต้องมีการแก่งแย่งในราชสำนักเป็นแน่
จุดจบหากมิใช่เปลี่ยนตัวฮ่องเต้ก็ต้องเป็นฮองเฮาที่ถอยกลับไปอยู่วังหลัง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับราชกิจอีก
ทางเลือกนี้ชัดเจนมาก ไม่หนึ่งก็สอง
ฉินเหยายิ้มพลางกล่าวว่า “พี่ชาย เราต้องเปิดใจให้กว้าง นอกจากหนึ่งและสอง ยังมีความเป็นไปได้ที่สาม หรือกระทั่งที่สี่”
ฉินเฟิงผุดลุกขึ้นยืน โบกมือพัลวัน แสดงออกว่าไม่อาจจินตนาการได้ กระทั่งรับไม่ค่อยได้อยู่บ้าง
สตรีจะเป็นฮ่องเต้ แปลก แปลกประหลาดเกินไปแล้ว
ฉินเหยามองปฏิกิริยาของฉินเฟิง ในใจลอบถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
พูดตามตรง นับตั้งแต่สวีเหวินชิงเริ่มเผยจุดประสงค์ของนางให้ชาวโลกเห็นทีละน้อย นางก็นึกนับถือสตรีคนนี้อยู่บ้าง
ขนาดพี่ชายของนางที่เป็นบุรุษซึ่งไม่มีส่วนได้ส่วนเสียมาเกี่ยวข้องได้ฟังก็ยังรู้สึกไม่สบายใจโดยสัญชาตญาณ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงขุนนางเก่าในราชสำนักพวกนั้นเลย
แรงกดดันในนั้นเกรงว่าคนธรรมดายากจะแบกรับไหว
เห็นได้ชัดว่าความสามารถในการต้านทานแรงกดดันของสวีเหวินชิงนั้นแข็งแกร่งเพียงใด
ในสายตาของขุนนางราชสำนัก หากพวกเขาปล่อยให้สวีเหวินชิงแข็งข้อต่อไป สิ่งที่ต้องกังวลจะไม่ใช่แค่เรื่องง่ายๆ ว่าใครจะได้เป็นฮ่องเต้อีกต่อไป
ยังมีปัญหาที่ว่าแคว้นเซิ่งนี้ สรุปแล้วจะแซ่สวีหรือแซ่ไป๋หลี่
หากสวีเหวินชิงบรรลุเป้าหมายจริง หลังจากนางสิ้นอายุขัย บัลลังก์มังกรสมควรส่งต่อให้ตระกูลใดเล่า
หากปัญหานี้จัดการได้ไม่ดี ถึงตอนนั้นแผ่นดินที่กว่าจะสงบสุขลงได้ เกรงว่าคงต้องแตกเป็นเสี่ยงๆ อีกครั้ง
ระบอบอำนาจฮ่องเต้ในยุคศักดินานี้ โดยรากฐานแล้วคือการยืนหยัดปกป้องสถานะการปกครองของเพศชาย
สวีเหวินชิงอยากเป็นฮ่องเต้ จะต้องไม่ใช่แค่การหยั่งเชิง หรือแค่เสพติดความรู้สึกของการที่สตรีได้เป็นฮ่องเต้เท่านั้น
นางยังต้องแก้ปัญหาระบอบ ‘ราชสมบัติของตระกูล’ ของราชวงศ์จากรากฐาน
แต่เมื่อดูจากกำลังการผลิตของสังคมในปัจจุบัน ยังไม่เพียงพอที่จะเอื้อให้สวีเหวินชิงล้มล้างระบอบที่มีอยู่ได้
ดังนั้นนางจึงทำได้เพียงแก้ไขระบอบการสืบทอดตำแหน่งให้ได้มากที่สุด
สามีตายภรรยาสืบทอด ภรรยา บุตรสาว บุตรชาย มีสิทธิ์ในการสืบทอดร่วมกัน
เช่นนั้นแผ่นดินนี้ก็ยังคงแซ่ไป๋หลี่
ดูจากสถานการณ์การต่อสู้ของขุมอำนาจทั้งสองฝ่ายในปัจจุบัน นี่นับว่าเป็นแผนการที่ประนีประนอมและทำลายการแบ่งสรรผลประโยชน์ที่มีอยู่น้อยที่สุดแล้ว
แม้สัญชาตญาณของฉินเหยาจะบอกนางว่า สิ่งที่สวีเหวินชิงต้องการไม่ได้มีเพียงเท่านี้
แต่เมื่อดูจากอายุขัยที่จำกัดของมนุษย์ ก่อนสวีเหวินชิงตายก็คงทำได้เพียงเท่านี้
ตอนนี้ทุกครั้งที่นึกถึงคนอย่างสวีเหวินชิง อารมณ์ของฉินเหยาก็ซับซ้อนยิ่งนัก
ด้านหนึ่ง นางชื่นชมความกล้าหาญและความมุ่งมั่นของอีกฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบ
แต่อีกด้านหนึ่ง ความจริงแล้วนางไม่ชอบวิธีการสุดโต่งที่ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อบรรลุเป้าหมาย โดยไม่สนว่าจะต้องเสียสละผู้อื่นหรือกระทั่งตัวเองเช่นนี้
แต่ก็มีคนเคยกล่าวไว้ การปฏิรูปย่อมต้องมีการหลั่งเลือดเสียสละ
ดังนั้น ความดีความชอบหรือความผิดพลาดทั้งหมดก็ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังวิจารณ์เถิด
……
ฉินเฟิงเดินวนไปวนมาในห้องของฉินเหยาอยู่หลายรอบ ในที่สุดก็หยุดลง
แต่ดูจากสีหน้ายุ่งยากใจของเขา เกรงว่ายังต้องทำความเข้าใจปริมาณข้อมูลที่ฉินเหยาบอกออกมาในวันนี้อีกสักหน่อย
ฉินเฟิงถาม “คำพูดพวกนี้ เจ้าพูดกับหลิวจี้ด้วยหรือไม่ เขารู้เรื่องทั้งหมดหรือ”
ฉินเหยาส่ายหน้า “ไม่เคยพูดกับเขา”
ฉินเฟิงกำลังจะโล่งอกก็ได้ยินฉินเหยาเสริมต่อว่า “แต่เขาเดาได้แน่นอน”
“หลิวจี้คนนี้ความจริงแล้วใช่ว่าจะไร้ข้อดีไปเสียทีเดียว เขาเป็นคนประเภทที่ปรับตัวเข้ากับสิ่งใหม่และสภาพแวดล้อมใหม่ได้เร็วที่สุด ดังนั้นไม่ว่าจะเอาเขาไปวางไว้ที่ไหน เขาก็สามารถใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี”
“แน่นอน ข้อเสียของคนคนนี้ก็ร้ายแรงมากเช่นกัน เขาดูแลให้ตัวเองอยู่รอดปลอดภัยได้แค่คนเดียว”
ฉินเฟิง ‘เช่นนั้นเจ้ายังไม่หย่าทิ้งอีก?’
แต่คำพูดนี้ก็ได้แต่คิดในใจเท่านั้น ไม่กล้าพูดออกมา
เพราะชั่วครู่ต่อมา น้องสาวของเขาผู้นี้ก็ถูกหลิวจี้จอมมารยาผู้นั้นปรนนิบัติจนเคลิบเคลิ้ม ลืมวันลืมคืนไปเสียแล้ว
สองพี่น้องปรับช่องว่างทางข้อมูลให้ตรงกันแล้วก็กลับไปยังห้องโถงหลัก
กับข้าวถูกยกขึ้นโต๊ะแล้ว กลิ่นหอมฉุยแตะจมูก รอเพียงทั้งสองคนมานั่งโต๊ะ
หลิวจี้รีบกุลีกุจอเชิญพี่ภรรยานั่งที่หัวโต๊ะแล้วเลื่อนเก้าอี้ให้เมียจ๋า ส่วนตัวเองนั่งลงข้างนาง
ทุกคนทยอยนั่งประจำที่ ลงมือทานข้าว!
ฉินเหยาจิบน้ำแกงร้อนๆ ที่หลิวจี้ยกมาให้พลางเคี้ยวเนื้อที่เขาเลาะกระดูกออกจนหมดแล้วคีบส่งมาให้
มองใบหน้าหล่อเหลาที่ได้รับการดูแลจนประณีตงดงามขึ้นเรื่อยๆ ของหลิวจี้แล้วดูขาที่นั่งไขว่ห้างกระดิกขึ้นลงอยู่ใต้โต๊ะ มีเพียงสามคำ สุข-อุ-รา!
ฉินเฟิงลอบมองอยู่ ในใจได้แต่ทอดถอนใจ
แต่น้องสาวของตนเอง ต่อให้ต้องคุกเข่าก็ต้องตามใจ!
พอดีช่วงก่อนสิ้นปีต้องไปจัดการธุระตามที่ต่างๆ ฉินเฟิงจึงคิดจะพาหลิวจี้ไปด้วย
ทำเอาหลิวจี้ตื่นเต้นยกใหญ่ ตกกลางคืนถึงขนาดยกน้ำล้างเท้าที่ยังร้อนระอุวิ่งแจ้นไปที่ห้องฉินเหยา พูดจาเยินยอพี่ภรรยาอยู่นานถึงสองเค่อ
ทว่าเมื่อประจบประแจงจนหมดไส้หมดพุง ถึงชั่วยามที่ฉินเหยาจะนอนก็ยังต้องไสหัวไปอยู่ดี
หลิวจี้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน จ้องมองเตียงนอนที่ปูด้วยขนจิ้งจอกผืนนั้นอย่างดุดัน ลอบสาบานในใจว่า…บิดาจะต้องปีนขึ้นเตียงนี้ให้จงได้!
ฉินเหยาหรี่ตาลงอย่างอันตราย “หืม เจ้ายังไม่ไปอีกหรือ”
สัมผัสได้ถึงความเยือกเย็นที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีเกียจคร้านนั้น หลิวจี้ก็หัวเราะแห้งๆ สองที “เมียจ๋าพักผ่อนเถิด”
เขายกอ่างล้างเท้าออกจากห้องไปอย่างคล่องแคล่ว ทั้งยังเป่าเทียนให้ดับและปิดประตูห้องให้อย่างใส่ใจด้วย
หลิวจี้ยืนอยู่หน้าประตู ชำเลืองมองห้องด้านหลังแล้วทอดถอนใจด้วยความเสียดาย
หยุดยืนครู่หนึ่ง พอนึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้พี่ภรรยาจะพาตนไปเปิดหูเปิดตากับพวกขุนนางผู้สูงศักดิ์ก็กลับมาดี๊ด๊าอีกครั้ง เดินจากไปอย่างเริงร่า