ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 776 ต่างเส้นทางแต่จุดหมายเดียวกัน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 776 ต่างเส้นทางแต่จุดหมายเดียวกัน
ตอนที่ 776 ต่างเส้นทางแต่จุดหมายเดียวกัน
วันส่งท้ายปีเก่าใกล้เข้ามา ทุกบ้านเริ่มส่งของขวัญปีใหม่กันก่อนเทศกาล
หลิวจี้ติดตามฉินเฟิงตระเวนไปทั่ว ทางฝั่งฉินเหยาก็มิได้ว่างเว้น
ก่อนหน้านี้นางได้ไหว้วานให้เถ้าแก่ห้างการค้าฟู่หลงช่วยส่งจดหมายกลับไปที่หมู่บ้านนานแล้ว ดังนั้นของขวัญปีใหม่ในอำเภอไคหยางจึงได้ให้สองสามีภรรยาซ่งอวี้ช่วยจัดการเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
ยังเหลือทางฝั่งเมืองหลวง เพื่อนบ้านที่คุ้นเคยกันไม่กี่บ้านไม่ต้องเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่โต เน้นของกินของใช้ในชีวิตประจำวันเป็นหลัก
ที่นี่นิยมมอบหมูให้กัน ตระกูลชิว บ้านผู้ตรวจการฉี บ้านหวังจิ่น สามบ้านนี้ฉินเหยามอบหมูให้บ้านละครึ่งตัว
เลขคู่ดูเป็นมงคลจึงสมทบกระต่ายป่าให้อีกบ้านละหนึ่งคู่
กระต่ายพวกนี้ฉินเหยาพาต้าหลางไปล่าด้วยกันในป่ารกร้างชานเมือง กว่าจะได้มาไม่ง่าย ทั้งยังค่อนข้างหาได้ยาก
เพราะป่าเขาแถบชานเมืองหลวงล้วนมีเจ้าของ หากชาวบ้านบุกรุกเข้าไปล่าสัตว์ในที่ของผู้อื่นโดยพลการ ถูกจับได้ย่อมต้องติดคุกหัวโต
นี่ขนาดยังเจอคนใจดีนะ
หากไปล่วงเกินพวกกงโหวป๋อเจวี๋ยเข้า ทั้งครอบครัวคงต้องเดือดร้อนกันหมด
ดังนั้นกระต่ายป่าที่บ้านฉินเหยามอบให้จึงเป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนบ้านอย่างยิ่ง
ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน ของหายากย่อมมีค่าเสมอ
ไม่ได้ต้องการว่าของสิ่งนั้นต้องมีราคาแพงแค่ไหน ขอเพียงตนเองมีแต่ผู้อื่นไม่มีก็รู้สึกว่ามีหน้ามีตาแล้ว
ทางด้านตระกูลฉี ฉินเหยาก็เตรียมของขวัญล้ำค่าไว้เช่นกัน แต่ยังไม่ทันที่นางจะไปถามฉีเซียนกวนว่าจะให้ส่งไปหรือไม่ คนทางฝั่งตระกูลฉีกลับมาหาเสียก่อน
คนที่มาคืออาของฉีเซียนกวน เขาไม่ได้รับราชการในราชสำนัก นับว่าเป็นคนว่างงานในบ้าน
แต่ก็เพราะสถานะคนว่างงานของเขา ไม่ต้องพะวงอะไรมาก หลายเรื่องสะดวกจะลงมือทำจึงกลายเป็นเหมือนพ่อบ้านไปโดยปริยาย
สองสามีภรรยาฉินเหยากำลังตระเวนส่งของขวัญ หม่าหยางกับพวกต้าหลางสี่พี่น้องยังอยู่ที่โรงทานแจกโจ๊กทางด้านโน้น
ที่บ้านมีเพียงอาวั่งกับนายบ่าวฉีเซียนกวนรวมสามคน
พอได้ยินเสียงเคาะประตู อาวั่งเปิดประตูออก เห็นใบหน้าแปลกตาอ้างว่าเป็นอาของฉีเซียนกวน เขาก็ปิดประตูใส่ดังปังทันที
ท่านอาตระกูลฉีกำลังจะก้าวไปข้างหน้า ดีที่จมูกไม่ถูกประตูใหญ่ที่ปิดลงกะทันหันกระแทกเข้าให้
อาวั่งไม่สนใจหรอกว่าจมูกเขาจะเป็นอย่างไร รีบวิ่งไปที่เรือนรับรองแจ้งแก่ฉีเซียนกวน “คุณชายรีบหนี ที่บ้านท่านส่งคนมาจับตัวท่านแล้ว!”
ปากพูดไป สายตาก็กวาดมองไปรอบทิศ มองหาทางหนีทีไล่ที่ปลอดภัย
“ออกประตูหลัง ตรอกทางนั้นทะลุไปได้สองทาง ไปทางย่านนั้น ที่ตีนกำแพงมีช่องสุนัขลอด มุดออกไปก็ถึงนอกย่านได้เลย”
อาวั่งพูดรัวเร็วด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคง ในใจก็นึกขอบคุณหลูเสี่ยวเฟิ่งผู้บอกเส้นทางลับนี้
ต้องขอบคุณเขา มิเช่นนั้น ทุกคนคงไม่รู้ว่าในตรอกควานเจิ้งจะมีเส้นทางลับเช่นนี้อยู่
ฉีเซียนกวนถูกอาวั่งรัวหมัดชุดใส่จนตั้งตัวไม่ทัน ผ่านไปครู่หนึ่งถึงตั้งสติได้ว่าอีกฝ่ายกำลังพูดเรื่องอะไร
นอกจากจะซาบซึ้งใจแล้วก็รีบส่งเสียงบอกอาวั่งว่าอย่าเพิ่งร้อนรน บอกเขาก่อนว่าคนที่มาหน้าประตูคือใคร
หากเป็นคนที่ท่านย่า ท่านปู่ ท่านพ่อท่านแม่ส่งมาก็ไม่ต้องตกใจ
แต่หากเป็นคนที่ปู่ทวดส่งมา…ค่อยมุดช่องสุนัขลอดก็ยังไม่สาย!
ฉีเซียนกวนลอบกำหมัดแน่น เริ่มเตรียมใจสำหรับการมุดช่องสุนัขลอด
ผลปรากฏว่าได้ยินอาวั่งพูดว่า “คนที่มาอ้างว่าเป็นอาของคุณชาย”
เดี๋ยวก่อน ดูเหมือนจะไม่ต้องเตรียมใจมุดช่องสุนัขลอดแล้วกระมัง
สือโถวกล่าวอย่างยินดีปรีดา “เป็นนายท่านรอง คุณชาย พวกเรากลับบ้านได้แล้วขอรับ!”
ฉีเซียนกวนเองก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “ดูท่าปู่ทวดคงไม่คิดจะเอาเรื่องข้าแล้ว”
“เช่นนั้นพวกท่านจะไปหรือ” อาวั่งถาม สายตาดูตื่นเต้นอยู่บ้าง
เขาจะได้ทำกับข้าวน้อยลงสองที่!
ความคิดของอาวั่งเขียนไว้บนหน้าจนหมด ฉีเซียนกวนเห็นแล้วถึงกับหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ได้แต่กระแอมแก้เก้อสองทีแล้วกล่าวขอบคุณอาวั่งที่มาเตือนพลางรีบพาสือโถวไปรับคนที่ประตูใหญ่เข้ามา
ท่านอาตระกูลฉีเดินเข้ามาพลางพิจารณาสถานที่ที่หลานชายอาศัยอยู่ การตกแต่งภายในบ้านนี้ไม่ได้หรูหราเลยสักนิด แต่ทุกแห่งหนกลับแฝงความอบอุ่นและผ่อนคลาย
ลานบ้านกว้าง คนก็น้อย เงียบสงบกว่าที่บ้านของเขามากนัก
มิน่าเล่า เด็กๆ ในบ้านมาอยู่แล้วถึงไม่อยากกลับบ้านตัวเอง
แน่นอนว่าท่านอาตระกูลฉีเล็งจังหวะที่ ‘เจ้าบ้านไม่อยู่’ แล้วค่อยมา
ฮูหยินของลูกศิษย์คนเล็กของกงเหลียงเหลียว ชื่อเสียงเรื่องความดุร้ายเลื่องลือระบือไกล ใครจะกล้าตอแย
“เจ้าเด็กคนนี้ ช่างหาที่พึ่งเก่งเสียจริง” ท่านอาตระกูลฉีจิ้มศีรษะด้านหลังของฉีเซียนกวนแล้วบ่นอย่างหมั่นไส้
ฉีเซียนกวนยิ้มอย่างมีมารยาท ลอบหยั่งเชิงความเห็นของผู้อาวุโสในบ้าน
ท่านอาตระกูลฉีกล่าวขำๆ “ข้ามาถึงขนาดนี้แล้ว เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ ใกล้จะปีใหม่แล้ว ปีใหม่ทั้งที พูดแค่เรื่องอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา เรื่องอื่นไม่ต้องถามแล้ว”
“รีบไปเก็บข้าวของเครื่องใช้ของเจ้าแล้วกลับบ้านไปกับอา รบกวนคนอื่นมานานขนาดนี้ ขืนยังไม่เรียกเจ้ากลับไปอีก เขาจะมองพวกผู้ใหญ่ตระกูลฉีของเราอย่างไร”
ฉีเซียนกวนกล่าวว่า “ข้าไม่ได้กินอยู่เปล่าๆ ข้าจ่ายค่าอาหารด้วยนะขอรับ”
“เดือนละห้าตำลึงเชียวแน่ะ!”
ศิษย์น้องไม่ได้ลดราคาให้เขาเลยสักนิด!
ท่านอาตระกูลฉีได้ฟังดังนั้นก็จ้องมองฉีเซียนกวนศีรษะจรดเท้าด้วยความแปลกใจ “เด็กอัจฉริยะตระกูลฉีของพวกเรา รู้จักเสียดายเงินห้าตำลึงตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
ฉีเซียนกวนทำสีหน้าจริงจัง “ท่านอา เงินห้าตำลึงเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายครึ่งปีของครอบครัวที่มีสมาชิกสามคนเลยนะขอรับ”
“หากเกิดภัยธรรมชาติหรือภัยสงคราม ยังซื้อคนได้หนึ่งคนเลย”
ท่านอาตระกูลฉีชะงักไปเล็กน้อยมองฉีเซียนกวนที่พาสือโถวเข้าไปเก็บสัมภาระในห้องด้วยตนเอง จู่ๆ ก็รู้สึกว่าเด็กในบ้านเติบโตขึ้นแล้ว
พอมองรูปร่างของเด็กหนุ่ม ไม่เจอกันสองเดือน ส่วนสูงดูเหมือนจะยืดขึ้นอีกช่วงหนึ่ง จนเกือบจะสูงเท่าอาคนนี้แล้ว
นี่ก็คือโตแล้วจริงๆ นั่นแหละ ผ่านปีใหม่ไปก็อายุสิบห้า ถึงวัยเจรจาสู่ขอคู่ครองได้แล้ว
ฉีเซียนกวนรู้ว่าท่านอาเลือกมาเวลานี้เพราะไม่อยากเผชิญหน้ากับฉินเหยา
ในใจลอบขำอยู่ครู่หนึ่ง นึกทึ่งที่กิตติศัพท์ความน่าเกรงขามของฉินเหยาถึงกับข่มท่านอาของเขาได้
ฉีเซียนกวนเก็บสัมภาระอย่างง่ายๆ ทิ้งจดหมายไว้และฝากอาวั่งช่วยบอกกล่าวให้ จากนั้นก็ติดตามท่านอากลับบ้านไป
ตระกูลฉีทิ้งของขวัญปีใหม่ไว้ให้มากมายเต็มรถคันหนึ่งพอดี
ไม่ต้องพูดถึงพวกผ้าพับ เนื้อสัตว์ หรือเป็ด ในฤดูหนาวเช่นนี้กลับยังมีผักผลไม้สีเขียวสดใสอีกสองตะกร้า
ยามพลบค่ำสองสามีภรรยาฉินเหยากลับมาถึงบ้าน ทราบว่าฉีเซียนกวนถูกคนทางบ้านรับตัวกลับไปแล้วก็อดใจหายมิได้
โดยเฉพาะต้าหลาง เขาสนิทกับฉีเซียนกวนที่สุดจึงซึมไปพักใหญ่
กระทั่งบนโต๊ะอาหารมีผักใบเขียวสดน่ารับประทานยกมาวาง ดวงตาก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที
ฉินเฟิงกล่าวอย่างอิจฉา “ตามที่ดินแถบชานเมืองเหล่านั้นล้วนเป็นเรือนเพาะชำที่จวนต่างๆ ในเมืองสร้างไว้เพื่อรับประกันว่าจะได้กินผักสดใหม่ในหน้าหนาว เรื่องที่สิ้นเปลืองทั้งเงินทองและแรงงานเช่นนี้ คนธรรมดาแบกรับไม่ไหวหรอก”
“ลำพังผักจานนี้ ตอนนี้โรงเตี๊ยมข้างนอกขายกันจานละยี่สิบตำลึงเชียวนะ”
เด็กๆ ได้ยินท่านลุงพูดเช่นนั้นต่างพากันอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
ผ่านไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ซานหลางก็ถามขึ้นอย่างจริงจัง “ท่านแม่ ถ้าข้าโตขึ้นแล้วสร้างเรือนเพาะชำปลูกผัก จะหาเงินได้เยอะแยะมาเลี้ยงดูครอบครัวเราได้ใช่หรือไม่ขอรับ”
ฉินเหยาพยักหน้า “น่าจะได้”
ซานหลางดีใจยกใหญ่ “งั้นข้าไม่เรียนหนังสือแล้ว ข้าจะไปปลูกผัก!”
สิ้นเสียง ศีรษะก็ถูกบิดาเขกมะเหงกเข้าให้หนึ่งที
หลิวจี้ด่าทอ “เจ้าเด็กบ้า กล้าไม่เรียนหนังสือ บิดาจะตีให้ตาย”
ซานหลางเจ็บจนน้ำตาคลอเบ้า แต่ไม่อยากร้องไห้
เพียงแค่วิ่งไปหลบหลังท่านแม่แล้วถามหาความจริงต่อ
“ท่านแม่ เรียนหนังสือไม่ใช่เพื่อหาเงินให้ได้มากขึ้นหรือขอรับ ข้าไปปลูกผักก็หาเงินได้เยอะเหมือนกัน ต่างเส้นทางแต่จุดหมายเดียวกัน ไม่เหมือนกันหรอกหรือ”
ฉินเหยากับหลิวจี้หันมาสบตากัน ดูเหมือน…คล้ายกับว่า…จะไม่มีอะไรผิด…