ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 777 หัวใจเต้นรัว
ตอนที่ 777 หัวใจเต้นรัว
ฉินเฟิงเห็นท่าทางอึ้งของน้องสาวและน้องเขยก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
หลิวจี้กระแอมไอหนักๆ สองที ดึงซานหลางออกมาจากด้านหลังของฉินเหยา
ซานหลางยกมือขึ้นป้องศีรษะตามสัญชาตญาณ เรียกเสียงหัวเราะท้องคัดท้องแข็งจากฉินเฟิงได้อีกระลอก
หลิวจี้หันไปมองฉินเหยาอย่างหมดแรง ‘เมียจ๋า จัดการพี่ชายเจ้าหน่อยสิ!’
ฉินเหยายักไหล่แสดงท่าทีว่าตนเองก็จนปัญญา
ทว่าเมื่อเห็นหลิวจี้ทำท่าเหมือนมีคำพูดอยากจะกล่าวจึงจับมือที่ป้องหัวของซานหลางลง ตบไหล่เขาเบาๆ เป็นเชิงบอกให้ลองฟังว่าท่านพ่อจะพูดอะไร
ร้อยวันพันปีหลิวจี้ถึงจะอบรมสั่งสอนลูกอย่างจริงจัง เขาโน้มตัวลงมองดวงตาคู่โตที่เต็มไปด้วยความฉงนของซานหลางแล้วกล่าวว่า
“เจ้าอยากทำไร่ทำนาก็ทำได้ แต่จะทิ้งการเรียนไม่ได้”
ซานหลางไม่เข้าใจ “ทำไมขอรับ”
หลิวจี้กล่าว “หากเจ้าเรียนหนังสือ เจ้าก็จะมีทางเลือกว่าภายหน้าจะสอบเคอจวี่ หรือจะไปทำนา”
“แต่ถ้าเจ้าไม่เรียนหนังสือ ภายหน้าเจ้าก็ทำได้แค่ไปทำนาเท่านั้น”
“อย่างหนึ่งมีทางเลือก อีกอย่างหนึ่งไม่มีทางเลือก เจ้าว่าควรเลือกอย่างไหน”
ซานหลางยกมือขึ้นอย่างตื่นเต้นทันที “ข้าเลือกข้อสาม ข้าอยากไปเรียนที่สำนักศึกษาสตรีกับซื่อเหนียง!”
หลิวจี้ง้างฝ่ามือขึ้น “ไอ้ลูกคนนี้!”
“ช่างเถอะๆ” ฉินเหยากดตัวเด็กน้อยให้นั่งลงหน้าโต๊ะกินข้าว บอกให้เขานั่งนิ่งๆ อย่าไปยั่วโมโหบิดาเขาอีก
ในใจมีความเข้าใจต่อซานหลางที่ปกติมักจะดูซื่อบื้อได้กระจ่างแจ้งยิ่งขึ้น
เด็กคนนี้ไม่เพียงแค่ซื่อบื้อ แต่ความคิดยังกระโดดข้ามขั้นไปไกลอีกด้วย
ทว่าความยากของการที่เด็กผู้ชายจะไปเข้าเรียนในสถานศึกษาสตรี น่าจะพอๆ กับความยากที่เด็กผู้หญิงอยากจะไปเข้าเรียนในสำนักศึกษาเอกชน คือแทบจะเป็นไปไม่ได้
ฉินเหยาเองก็ดูออกว่า สำนักศึกษาตระกูลฟ่านนั้นไม่เป็นที่ชื่นชอบของสามพี่น้องเท่าใดนัก
“เช่นนั้นปีหน้าหาสำนักศึกษาแห่งใหม่ให้พวกเขาดีหรือไม่”
หลังอาหารเย็น ภายในห้องนอนของฉินเหยา นางพิงอยู่บนเตียง ในผ้าห่มมีเตาพกอุ่นมือ มือหนึ่งถือหนังสืออ่านเล่น ปากก็เอ่ยถามขึ้น
เสื้อคลุมขนจิ้งจอกของฉินเหยาช่วงนี้ใส่บ่อยเกินไป ไม่รู้ว่าไปเกี่ยวขาดเป็นรอยตั้งแต่เมื่อใด
หลิวจี้กำลังนั่งหันหน้าเข้าหาตะเกียงเพื่อเย็บซ่อมแซม ส่งเสียงตอบรับในลำคอ “เรื่องใหญ่เช่นนี้ เมียจ๋าตัดสินใจได้เลย”
เสื้อคลุมหนังจิ้งจอกในมือนี้เย็บมาครึ่งค่อนวันแล้วก็ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าใดนัก หลิวจี้เริ่มสติแตกเล็กน้อย “พรุ่งนี้จำเป็นต้องใส่เสื้อคลุมตัวนี้ให้ได้หรือ”
ฉินเหยาไม่แม้แต่จะเงยหน้า ตอบว่า “ใช่ จำเป็นต้องตัวนี้ พรุ่งนี้ข้าจะไปจวนองค์หญิงใหญ่”
ถึงช่วงสรุปยอดบัญชีปลายปีอีกแล้ว ‘กระดาษหยาบ’ ของไตรมาสนี้ยังไม่ได้นำไปส่งเลย
หลายวันมานี้มัวแต่ยุ่งอยู่กับการไปส่งของขวัญปีใหม่ที่บ้านนายท่านติง บ้านเดิมของเซียวหรงและบ้านอดีตสามีของนาง ของทางจวนองค์หญิงใหญ่ ถูกผัผ่อนจนสุดจะผัดผ่อนได้อีกแล้ว
ขืนลากยาวต่อไปก็จะถึงวันปีใหม่แล้ว นางไม่อยากไปกินข้าวข้ามปีที่จวนองค์หญิงหรอกนะ
“สรุปว่าเจ้าทำได้หรือไม่” ฉินเหยาสัมผัสได้ถึงความหงุดหงิดของใครบางคนจึงเงยหน้ามองไปอย่างไม่ไว้วางใจ
“เดิมทีข้ากะว่าจะให้อาเยว่ช่วยเย็บ แต่เจ้าดันมั่นใจแย่งเอาไป บอกว่าเจ้าทำได้ ผ้าคลุมนี้ใช้ผ้าไหมยกดอก ต้องสะกิดเส้นด้ายทีละเส้นๆ อย่าเย็บของข้าพังเชียว!”
นี่เป็นหน้าเป็นตาสำหรับการไปจวนองค์หญิงในวันพรุ่งนี้ของนางเชียวนะ
หลิวจี้ยืดอกขึ้น เป็นลูกผู้ชายจะบอกว่าทำไม่ได้ได้อย่างไร
“เมียจ๋าเจ้ารอก่อนเถิด ถ้าเย็บออกมาไม่ดี ข้าจะตัดมือมาให้เจ้าแช่เหล้ากินเลย!”
ฉินเหยา “…”
นางจ้องมองหลิวจี้อยู่ครู่หนึ่ง เห็นท่าทางตั้งอกตั้งใจเย็บซ่อมแซมเป็นอย่างยิ่ง
เดิมทีคิดจะละสายตากลับมา แต่ดวงตาดูเหมือนจะละออกไปไม่ได้
เขาว่ากันว่ามองคนงามใต้แสงตะเกียง มักมีเสน่ห์เย้ายวนใจเป็นพิเศษ
ฉินเหยารู้สึกว่าตนเองอาจจะหิวแล้วจริงๆ ถึงได้รู้สึกว่าหลิวจี้ในยามนี้ดูน่ากินอยู่บ้าง
“เสร็จแล้ว!”
หลิวจี้วางเข็มและด้าย ชูเสื้อคลุมขนจิ้งจอกตัวนั้นขึ้นแล้วเงยหน้าส่งยิ้มกระหยิ่มยิ้มย่องมาให้นาง
แสงเทียนพลันวูบไหว เปลวไฟสว่างวาบขึ้นช่วงหนึ่ง
ใบหน้าหล่อเหลาที่ราวกับถูกขยายใหญ่ปรากฏชัดอยู่ตรงหน้า มองเห็นกระทั่งขนอ่อนบนใบหน้า ขนตายาวงอนหนา ลูกกระเดือกที่นูนเด่นและเส้นเลือดเขียวที่เต้นตุบๆ บนลำคอ
ฉินเหยาหรี่ตาลง รู้สึกเพียงว่าเจิดจ้าเกินไปสักหน่อย
“เมียจ๋าเจ้าลองสวมดู รับรองว่าดูไม่ออกเลยสักนิดว่าเคยขาด”
หลิวจี้ถือเสื้อคลุมเดินมาที่หน้าเตียง บอกให้นางลุกขึ้นลองสวม
ฉินเหยาเลิกผ้าห่มลงจากเตียง หลิวจี้รีบช่วยคลุมเสื้อให้ทันทีแล้ววนมาด้านหน้า ก้มหน้าลงผูกสายรัดให้นาง
ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก็สามารถมองเห็นขนตายาว สันจมูกโด่งเป็นสันและริมฝีปากอมชมพูระเรื่อ
ในห้องไม่ได้ร้อน แต่คนที่ตั้งใจทำงานอาจจะร้อนได้ง่าย
ริมฝีปากของหลิวจี้มีเม็ดเหงื่อละเอียดผุดพรายขึ้นมา เจ้าตัวกลับไม่รู้สึกเลยสักนิด
ฉินเหยายกนิ้วขึ้น ปาดเบาๆ หนึ่งที ปลายนิ้วไล้ผ่านกลีบปากทั้งสองนั้นแล้วป้ายลงบนปกเสื้อของเขาอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจดวงตาคู่นั้นที่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง นางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “เจ้าเหงื่อออกน่ะ”
หลิวจี้ทนต่อความรู้สึกคันยุบยิบที่ริมฝีปากและหัวใจที่สั่นไหวอย่างรุนแรง “…อ้อ”
มือใหญ่สองข้างที่กำลังผูกสายรัดให้นางราวกับถูกแช่แข็ง ขยับไม่ได้เสียแล้ว
ฉินเหยากระดิกนิ้วเรียก
หลิวจี้ขยับเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงด้วยความประหม่า ในดวงตาที่หลุบต่ำฉายแววไม่อยากจะเชื่อและเต็มไปด้วยความคาดหวัง
“เพียะ!” เสียงตบหน้าไม่หนักไม่เบาดังขึ้น
หลิวจี้ไม่ได้ป้องกันตัวเลยสักนิด ร่างทั้งร่างเซถลาไปด้านข้าง ขาพันกันจนเกือบล้ม ถึงได้รู้ตัวว่าตนเองตื่นเต้นจนขาอ่อน ยืนแทบไม่อยู่
ฉินเหยาลูบเสื้อคลุมพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ถอดวางไว้บนชั้นวางข้างเตียงแล้วโบกมือไล่ “เย็บเสร็จแล้วก็ไปได้ ข้าจะนอนแล้ว”
พูดจบก็ปีนกลับขึ้นเตียง ห่มผ้า เตรียมตัวจะนอน
หลิวจี้หันกลับมามองอย่างเหลือเชื่อ ทำเอาเขาใจเต้นโครมครามปานนี้ สรุปจบแค่นี้เรอะ
ฉินเหยาเลิกคิ้ว ยิ้มอย่างร้ายกาจ
ลมหายใจของหลิวจี้ถี่กระชั้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง โกรธ!
เขาอยากจะพูดจาข่มขู่สักหน่อย เช่นว่า บิดาจะปราบพยศเจ้าให้อยู่หมัดไม่ช้าก็เร็ว อะไรทำนองนี้
น่าเสียดาย คำพูดจ่อมาถึงปลายลิ้นแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความกล้าพอที่จะพูดออกมา
ฉินเหยายิ้ม “ฝันดีนะ”
สีหน้าที่โกรธจัดของหลิวจี้ละลายลงด้วยตาเปล่า เมียจ๋าบอกฝันดีเขาล่ะ!
บ้าจริง!
จู่ๆ ก็…ก็ไม่ค่อยโกรธเท่าไหร่แล้ว
“งั้น…งั้นเมียจ๋า เจ้าก็ฝันดีเช่นกัน” ใครบางคนเสียงอ่อนลงอย่างไร้ศักดิ์ศรี ส่งยิ้มเขินอายให้นางแล้วกุมหัวใจที่เต้นตึกตักถอยออกไป
ประตูงับปิดลง หลิวจี้พิงกรอบประตู ลูบหน้าและปากของตัวเอง แม่เจ้าโว้ย ร้อนจนต้มน้ำเดือดได้เลย
เขาแค้นใจนัก แค้นที่ตัวเองไม่ได้ความ!
คนเขาพูดแค่ว่าฝันดีประโยคเดียว ใจเขาก็อ่อนยวบยาบไปหมดแล้ว
เขาเสียใจจริงๆ!
เมื่อกี้สมควรกระโจนเข้าไป ตายใต้ดอกโบตั๋นเป็นผีก็ยังสำราญ ตายก็ไม่เสียดายแล้ว!
อีกอย่าง ฉินเหยาตัวดี นางหมายความว่าอย่างไรกันแน่?
คืนนี้ หลิวจี้นอนพลิกไปพลิกมาแต่นอนไม่หลับ
เดี๋ยวก็มุดหน้าแดงก่ำอยู่ในผ้าห่ม
เดี๋ยวก็กอดผ้าห่ม หัวใจเต้นโครมคราม กัดมุมผ้าห่มทบทวนความทรงจำอย่างจริงจัง
เมื่อครู่ตกลงเขาทำอะไรลงไป ถึงทำให้นางหลงใหลจนเกือบตบะแตกอยากจะลวนลามเขา
แต่คิดอยู่ทั้งคืนก็คิดไม่ออกว่าตกลงเขาทำอะไรไป
ก็แค่เย็บเสื้อตัวเดียว ไม่น่าจะขนาดนั้นมั้ง?
งั้นภายหน้าลองขยันเย็บเสื้อผ้าต่อหน้านางให้บ่อยขึ้น?
แต่ตอนนี้ที่บ้านร่ำรวยแล้ว ไม่มีเสื้อผ้าขาดๆ ให้เขาเย็บเลยนี่สิ
หลิวจี้กลัดกลุ้มอีกแล้ว
แต่ไม่นาน ยามไก่ขัน เขาก็ดีดตัวลุกจากเตียง พุ่งเข้าไปในห้องของอาวั่ง
ท่ามกลางสายตาหวาดผวาของอาวั่ง หลิวจี้ฉีกทึ้งเสื้อผ้าบนร่างของอีกฝ่ายจนขาดวิ่นแล้วถอดเอาไป
อาวั่งที่ถูกชิงเสื้อผ้าไปนั่งเหม่ออยู่ราวสามวินาที ก่อนจะถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกราวกับรอดตายมาได้
ดูท่านายท่านใหญ่คงแค่เกิดบ้าจี้ขึ้นมา ไม่ใช่ว่าเกิดถูกใจในรูปโฉมของเขาหรอก