ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 778 ท่าทางดัดจริต
ตอนที่ 778 ท่าทางดัดจริต
ฉินเหยาเดินทางไปเยือนจวนองค์หญิงใหญ่ตามลำพังมาหนหนึ่ง
ขากลับนางอารมณ์ดีอย่างยิ่งเพราะองค์หญิงใหญ่ชมว่าม้าของนางสง่างามนัก!
ฉินเหยาคาดไม่ถึงว่าม้าเหงื่อโลหิตของตนจะมีชื่อเสียงโด่งดังถึงเพียงนี้ กระทั่งองค์หญิงใหญ่ก็ยังทรงทราบว่านางมีม้าเหงื่อโลหิตสีทองชมพูที่นำเข้ามาจากแคว้นซีอวี้อยู่ตัวหนึ่ง
ตอนนั้นองค์หญิงใหญ่พูดว่าอย่างไรนะ
น้ำเสียงดูเหมือนจะเจือแววริษยาอยู่บ้าง “ได้ยินว่าพวกลูกหลานขุนนางเสเพลในเมืองหลวงช่วงนี้เริ่มอวดม้าเปรียบเทียบกันแล้ว เจ้ารู้หรือไม่”
ฉินเหยาส่ายหน้าอย่างงุนงง
หลายวันนี้ยุ่งอยู่กับการเดินสายมอบของขวัญเชื่อมสัมพันธ์ ทั้งยังต้องคอยอยู่เป็นเพื่อนพี่ชายผลาญเงิน ไม่มีเวลาไปสนใจหรอกว่าพวกคุณชายเสเพลเหล่านั้นกำลังทำอะไรกันอยู่
องค์หญิงใหญ่พูด “แต่ข้าดูแล้ว ยังคงเป็นม้าเหงื่อโลหิตตัวนั้นของเจ้าที่โดดเด่นที่สุด”
ฉินเหยาตอบรับ “เพคะ พี่ชายหม่อมฉันให้มา”
ขมับขององค์หญิงใหญ่กระตุกอย่างเห็นได้ชัด มองนางอย่างพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง
นางถามเสียที่ไหนว่าใครให้มา
รู้แล้วว่าพี่น้องรักใคร่กลมเกลียวกัน พอใจแล้วกระมัง!
องค์หญิงใหญ่ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “มันชื่ออะไรหรือ”
ฉินเหยา “เถาฮวาเพคะ (ดอกท้อ)”
องค์หญิงใหญ่ “…”
นางไม่ควรพลั้งปากถามออกไปเลยจริงๆ!
ทรงโบกมือ ส่งสัญญาณให้อวิ๋นนั่วรีบส่งแขก
แน่นอนว่าก็แค่คิดไปอย่างนั้น ลงมือจริงย่อมไม่กล้าทำ ได้แต่เอ่ยชมอีกหลายประโยคว่าม้าสง่างามมาก ชื่อตั้งได้ดีมาก คราวหน้าอย่าตั้งชื่อแบบนี้อีกเลย อะไรทำนองนั้น
ฉินเหยาจะมองอาการคันไม้คันมือขององค์หญิงใหญ่ไม่ออกได้อย่างไรนางจึงไม่ได้รั้งอยู่นาน นำของขวัญตอบกลับอันล้ำค่ากลับบ้านไปอย่างเบิกบานใจ
เมื่อกลับมาถึงบ้าน คนในครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าอย่างหาได้ยาก
วันมะรืนก็เป็นวันส่งท้ายปีเก่าแล้ว ร้านสระผมก็ปิดทำการ อินเยว่และหลิวเฝยที่ยุ่งติดต่อกันมาหลายเดือน ในที่สุดก็ได้หยุดพักหายใจหายคอเสียที
ทว่าเมื่อคำนวณกำไรออกมา ฉินเหยาได้ส่วนแบ่งแปดสิบตำลึง หลิวเฝยและอินเยว่ได้คนละหกสิบหกตำลึง ความเหนื่อยล้าพลันมลายหายไปสิ้น
เด็กๆ นั่งล้อมวงอยู่ข้างเตาถ่าน ห่มผ้าห่มผืนเดียวกัน มองดูท่านอาเล็กกับศิษย์พี่เยว่นับเงินต่างพากันร้องบอกว่าจะขอส่วนแบ่งไปหาซื้อของอร่อยกิน
อินเยว่โบกมือเอ่ยล้อเล่นว่า “ไปๆๆ ตอนเรียกพวกเจ้าไปช่วยที่ร้านก็บอกว่าต้องอ่านหนังสือต้องคัดอักษรไม่มีเวลา ตอนนี้รู้จักจะซื้อของอร่อย สายไปแล้ว!”
สี่พี่น้องหัวเราะแหะๆ แกล้งทำเป็นไขสือแล้วหันไปขอท่านอาเล็กแทน
หลิวเฝยคัดก้อนเงินที่เป็นเศษๆ สี่ก้อนออกมาอย่างขบขัน แจกจ่ายให้สี่พี่น้องที่ดูประหลาดใจระคนยินดีพลางกำชับว่า
“อย่าได้บอกท่านพ่อท่านแม่ของพวกเจ้าเชียวว่าข้าให้ แอบใช้เงียบๆ เข้าใจหรือไม่”
สี่พี่น้องกำลังจะพยักหน้า ฉินเหยาก็หอบของขวัญอันล้ำค่าที่นำมาจากจวนองค์หญิงใหญ่กลับมาถึงพอดี
ผู้ใหญ่สองเด็กสี่ในห้องได้ยินความเคลื่อนไหวต่างก็ทำท่าจุ๊ปากส่งสัญญาณเงียบเสียงโดยพร้อมเพรียง
เมื่อฉินเหยาเดินเข้ามาในห้องโถงหลัก ภาพที่เห็นคือความปรองดอง เป็นมิตรและกำลังถกเถียงเรื่องการเรียนกันอย่างกระตือรือร้น
ทั้งหกคนนึกว่าแนบเนียนไร้พิรุธ หารู้ไม่ว่าตอนที่ฉินเหยาเดินเข้าประตูใหญ่มา ถ้อยคำกระซิบกระซาบเหล่านั้นก็ลอยเข้าหูของนางแล้ว
ในฐานะผู้ปกครองที่มีวุฒิภาวะ แน่นอนว่าต้องยึด
ฉินเหยาวางของในมือลง มองไปยังสี่พี่น้องด้วยรอยยิ้ม
ไม่ต้องรอให้นางเอ่ยปาก ซานหลางซื่อเหนียงก็ล้วงเงินออกมาอย่างรู้งานแล้วส่งมอบให้อย่างว่าง่าย
ทั้งยังกล่าวอีกว่า “ท่านอาเล็กคะยั้นคะยอจะให้พวกเราให้ได้เจ้าค่ะ แถมยังไม่ยอมให้บอกท่านพ่อท่านแม่ด้วย”
หลิวเฝยกุมขมับ กลัวฉินเหยาจะเข้าใจผิดจึงอ้าปากเตรียมจะอธิบาย
แต่ฉินเหยาโบกมือ ไม่ได้คิดจะซักไซ้ไล่เลียงมากมาย เพียงรอให้ต้าหลางเอ้อร์หลางส่งเงินขึ้นมาจนครบถึงได้เอ่ยว่า
“ถือเสียว่าเป็นอั่งเปาที่อาเล็กให้พวกเจ้าก็แล้วกัน รอถึงวันปีใหม่ข้าค่อยคืนให้พวกเจ้า วันหน้าหากต้องการเงินให้มาขอกับข้าและท่านพ่อของพวกเจ้า ห้ามไปขอเงินกับผู้ใหญ่คนอื่นอีก”
นางหันไปกล่าวกับหลิวเฝยด้วยว่า “เงินในมือพวกเขาน่ะพอใช้แล้ว วันหน้าเจ้าไม่ต้องแอบให้เงินก้นถุงกับพวกเขาอีก เด็กๆ มีเงินติดตัวนิดหน่อยก็พอแล้ว”
ฉินเหยาไม่ได้มีเจตนาจะตำหนิ เพียงแต่ถือโอกาสสอนเด็กๆ ว่าพฤติกรรมเที่ยวขอเงินผู้ใหญ่เช่นนี้ นางไม่อนุญาตให้ทำ
ผู้ใหญ่เต็มใจให้คือให้ แต่ห้ามไปขอเด็ดขาด
พวกต้าหลางสี่พี่น้องมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะก้มหน้าลงด้วยความขัดเขิน “ท่านแม่ พวกเราจำได้แล้วขอรับ/เจ้าค่ะ”
“อืม พวกเจ้าตามสบายเถอะ”
ฉินเหยาอมยิ้มบางๆ เก็บเงินเรียบร้อยก็เรียกอินเยว่ ตั้งใจจะนำของขวัญปีใหม่ที่นำกลับมาไปเก็บไว้ที่คลัง
หลิวเฝยเพิ่งนึกเรื่องแบ่งกำไรของร้านขึ้นมาได้จึงรีบส่งส่วนที่เป็นของฉินเหยาให้นาง
ฉินเหยาก็ไม่เกรงใจ รับไว้อย่างตรงไปตรงมาพร้อมกล่าวให้กำลังใจทั้งสองให้พยายามต่อไปในปีหน้า
คนหนุ่มสาวทั้งสองพลันมีกำลังใจ ตบหน้าอกรับคำพร้อมกันว่า “พวกเราจะพยายามเจ้าค่ะ/ขอรับ!”
พูดจบก็หันไปมองหน้ากันแล้วก็หัวเราะกับท่าทางเปิ่นๆ ของอีกฝ่าย
ฉินเหยาส่งสัญญาณให้หลิวเฝยอยู่ต่อ ส่วนนางกับอินเยว่ช่วยกันขนของไปเก็บที่คลัง
เดินผ่านห้องของฉินเฟิง เห็นเขากำลังตรวจสอบบัญชีอยู่ด้านใน ฉินเหยาจึงไม่ได้เข้าไปรบกวน
เมื่อออกมาจากคลัง เงยหน้าขึ้นโดยไม่ตั้งใจ กลับพบว่าหลิวจี้มาปรากฏตัวอยู่ที่โต๊ะหินตรงมุมกำแพงตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ
ในมือเขาถือเสื้อเก่าตัวหนึ่งกำลังเย็บปักอย่างขะมักเขม้นราวกับไม่รู้ตัวเลยว่ามีพวกนางศิษย์อาจารย์ยืนอยู่
อินเยว่ร้องเรียกคำหนึ่ง “สามีท่านอาจารย์”
ฉินเหยากล่าวเช่นกันว่า “บ้านสุดท้ายก็ไปมาแล้ว ทีนี้จะได้เตรียมตัวฉลองปีใหม่กันจริงๆ เสียที”
หลิวจี้เงยหน้าขึ้น ร้อง “อ้อ” คำหนึ่งแล้วก้มหน้าเย็บเสื้อต่อ
ฉินเหยาปรายตามองเขาด้วยความสงสัย โบกมือให้อินเยว่ไปทำธุระของตน ส่วนนางหันหลังเดินไปให้อาหารม้าที่สวนหลังบ้าน
เมื่อเช้านี้อาวั่งซื้อไม้กลับมาจำนวนมาก กำลังช่วยกันสร้างห้องเดี่ยวสุดหรูให้เจ้าเถาฮวาร่วมกับชุนเจ่าบ่าวรับใช้ของฉินเฟิง
คอกม้าเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว พรุ่งนี้ทำต่ออีกครึ่งวัน เจ้าเถาฮวาก็น่าจะย้ายเข้าไปอยู่ได้
ฉินเหยาคุมงานอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันไปกระชับความสัมพันธ์กับม้าตัวโปรด…เพราะรังสีของเจ้านายแข็งแกร่งเกินไป ต่อให้ม้าพยศอย่างเจ้าเถาฮวาก็ยังกลายเป็นเด็กดีที่เชื่องเหมือนแมว
เมื่อเห็นม้าตัวโปรดใช้หัวดุนดันนางอย่างมีความสุข ฉินเหยาก็พึงพอใจ เตรียมตัวจะเดินจากไป
นางเผลอเหลือบมองไปโดยไม่ได้ตั้งใจอีกครั้ง
หลิวจี้กำลังยืนพิงประตูวงพระจันทร์ในสวนหลังบ้าน สนเข็มเย็บเสื้อ
คราวนี้ฉินเหยาอดรนทนไม่ไหว เอ่ยถามขึ้นประโยคหนึ่ง “ตกลงนี่มันเสื้อของใครกันแน่ เย็บมาตั้งครึ่งค่อนวันแล้วยังไม่เสร็จอีก ทิ้งๆ ไปเถอะ ข้าไม่ขาดแคลนเงินแค่นี้หรอก!”
หลิวจี้และอาวั่งต่างเงียบกริบ
“ทิ้งไปซะ”
ฉินเหยาเดินข้ามประตูวงพระจันทร์แล้วกล่าวอย่างรังเกียจ
จากนั้นก็ก้าวยาวๆ ตรงไปยังโถงหน้า
ระหว่างทางเดินผ่านห้องครัว ฉินเหยาแวะเข้าไปหยิบของว่างและขนมขบเคี้ยว
ทว่าพอเดินมาถึงห้องโถงหลัก หลิวจี้ก็ได้ยกเก้าอี้ปักลายมานั่งรวมกลุ่มกับเด็กๆ หน้าเตาถ่านเสียแล้ว
ชายหนุ่มก้มหน้าก้มตาเย็บเสื้อ สีหน้าจริงจังราวกับเสื้อตัวนั้นคือชีวิตของเขา
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแสงเงาสลัวรางภายในห้องหรือไม่ ฉินเหยามักรู้สึกว่าองศาการนั่งของคนบางคน รวมไปถึงปลายคางที่เชิดขึ้นเล็กน้อยล้วนดูจงใจพิกล
“เมื่อวานเจ้านอนตกหมอนหรือ” ฉินเหยาถามด้วยความสงสัย
หลิวจี้ส่ายหน้าไปมา ไม่พูดจา ก้มหน้าเย็บเสื้อต่อ
ระหว่างนั้นก็ยกแขนเสื้อขึ้นซับเหงื่อที่ไม่มีอยู่จริงตรงขมับ ปรายตามองนางด้วยสายตาหวานหยาดเยิ้มแวบหนึ่ง
เพียงแวบเดียวก็เบนสายตากลับ ไม่มากไปกว่านั้นแม้แต่ครึ่งวินาที
ท่าทางดัดจริตเช่นนี้ ทำเอาฉินเหยาเห็นแล้วคันไม้คันมืออยากปล่อยหมัด
นางใช้เท้าเกี่ยวเก้าอี้เข้ามาตัวหนึ่งแล้วนั่งลงตรงข้ามเขา ขมวดคิ้ว จ้องเขาตาไม่กะพริบ
หลิวจี้ลอบกลืนน้ำลาย ในใจลิงโลดยินดียิ่งนัก วิธีนี้ได้ผลจริงๆ ด้วย!
วินาทีถัดมา ฝ่ามือหนึ่งก็ฟาดผัวะลงมาที่ศีรษะ
หลิวจี้ร้อง “โอ๊ย” ออกมาคำหนึ่ง เข็มเงินเกือบตำโดนมือ เขามองนางด้วยความตื่นตะลึง
ปฏิกิริยานี้เหตุใดถึงไม่เหมือนที่จินตนาการไว้เล่า!
นางไม่ควรจะหลงใหลเขาจนโงหัวไม่ขึ้น จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ฟุ้งซ่านว้าวุ่นหรอกหรือ
ไฉนจู่ๆ ถึงลงไม้ลงมือขึ้นมาได้
หรือว่าเขาเย็บเสื้อก็มีความผิดด้วย