ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 779 ละครฉากปลอมตัวเยี่ยมเยียนชาวบ้าน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 779 ละครฉากปลอมตัวเยี่ยมเยียนชาวบ้าน
ตอนที่ 779 ละครฉากปลอมตัวเยี่ยมเยียนชาวบ้าน
ถูกต้อง มีความผิด
การทำตัวขวางหูขวางตานางถือเป็นความผิดมหันต์!
ภายใต้สายตาจับจ้องที่เต็มไปด้วยความงุนงงและใสซื่อบริสุทธิ์ของหลิวจี้ ฉินเหยาคว้าเสื้อผ้าเก่าขาดวิ่นในมือเขาที่เย็บอย่างไรก็คงหมดทางเยียวยาตัวนั้นทิ้งไปทันทีพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
“อยากซื้อเสื้อใหม่ก็พูดมาสิ ทำไมต้องแสร้งทำท่าทางอัตคัดขัดสนปานนี้ด้วย ผู้คนมาเห็นเข้าจะนึกว่าข้าฉินเหยาตัดใจซื้อเสื้อผ้าให้เจ้าสักชุดไม่ได้!”
นางปรายมองไปทางหลิวเฝย
หลิวเฝยรีบเอ่ยรับลูก “พี่สะใภ้สามเป็นคนใจกว้าง พวกเรารู้กันดีขอรับ”
ฉินเหยาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
นางเบนสายตากลับมาที่ร่างของหลิวจี้ซึ่งกำลังทำหน้าตื่นตะลึง ถามด้วยน้ำเสียงห้วนๆ ว่า “จะเอากี่ตำลึง?”
หลิวจี้ลองหยั่งเชิง “งั้น…ห้าสิบตำลึง?”
ฉินเหยาไม่แม้แต่จะกะพริบตา โยนธนบัตรใบละห้าสิบตำลึงใส่เขาพลางกล่าวเตือนว่า
“อยากได้เงินก็พูดมาตรงๆ ไม่ต้องแสร้งทำท่าทางเช่นนี้ให้ข้าดู หากมีครั้งหน้าอีก ข้าจะฉีกเจ้าให้แหลกเหมือนเสื้อตัวนี้!”
หลิวจี้ประคองธนบัตรห้าสิบตำลึงไว้ในมือ สายตากลอกสลับไปมาระหว่างใบหน้าบูดบึ้งของฉินเหยากับเสื้อผ้าขาดวิ่นบนพื้น
อืม…แบบนี้จะไม่นับว่าเป็นลาภลอยได้อย่างไรกันเล่า
หลิวจี้เม้มริมฝีปากแน่น กลัวตนเองจะดีใจจนเผลอหลุดหัวเราะออกมา
เขาแสร้งทำเป็นขรึม ส่งเสียง “อื้มๆ” สองที พลางใช้สายตาตรวจสอบปฏิกิริยาของฉินเหยาไปด้วย ขณะเดียวกันก็ยัดธนบัตรเข้าไปในอกเสื้อ
ส่วนเจ้า ‘เศษผ้า’ ที่ถูกทิ้งอยู่บนพื้นนั้น ไม่มีผู้ใดสนใจ
เอาเป็นว่ารอจนถึงตอนตั้งโต๊ะมื้อเย็น เจ้าเศษผ้านั่นก็อันตรธานหายไปเองอย่างรู้ความ
หลิวจี้ฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีขณะยกอ่างน้ำล้างเท้าออกมาจากห้องของเมียจ๋า
แต่กลับถูกร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งมายืนขวางทางไว้
อาวั่งแบมือ “เอามา”
หลิวจี้แกล้งไขสือ “อะไร”
อาวั่งหยิบเจ้าเศษผ้าที่ไม่มีใครสนใจหรือก็คือเสื้อของเขาที่ถูกฉีกจนขาดวิ่นออกมาจากด้านหลัง
“อะแฮ่ม!” หลิวจี้กระแอมแก้เก้อด้วยความร้อนตัว รีบเทน้ำล้างเท้าทิ้งก่อน จากนั้นจึงล้วงเศษก้อนเงินออกมาจากอกเสื้อส่งให้เขาอย่างไม่เต็มใจนัก
อาวั่งรับเศษเงินไปเก็บแล้วเอ่ยอีกว่า “แบ่งกันห้าส่วน ห้าสิบตำลึง นายท่านใหญ่ยังติดข้าอีกยี่สิบสี่ตำลึงครึ่งเฉียน”
เมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อของหลิวจี้ เขาจึงข่มขู่ตบท้ายว่า
“หากไม่ให้ ข้าจะไปฟ้องฮูหยินว่าเมื่อเช้านี้นายท่านใหญ่จงใจฉีกเสื้อข้าจนขาดแล้วยังขโมยเอาไปอีก ตอนตัดเสื้อชุดนี้ฮูหยินเสียเงินไปตั้งห้าตำลึง เป็นผ้าไหม ทอลายใบไผ่ในตัวด้วยนะ…”
“ชู่วๆๆ!” กลัวว่าหากอาวั่งพูดต่อคนในห้องจะได้ยินเข้า หลิวจี้จึงรีบส่งสัญญาณให้เขาหุบปาก
จำต้องควักเงินส่วนที่เหลือจ่ายสมทบให้อาวั่งไปอย่างไม่เต็มใจ
“ขอบคุณนายท่านใหญ่”
อาวั่งพึงพอใจยิ่งนัก มุมปากยกยิ้มอย่างเกรงใจแต่ก็ไม่เสียมารยาทแล้วเดินจากไป
หลิวจี้ลูบคาง หรี่ตามองแผ่นหลังสูงใหญ่ที่เดินห่างออกไป ในใจเต็มไปด้วยความผิดหวัง
อาวั่ง ไม่ใช่เด็กหนุ่มตัวโตผู้สดใสร่าเริงและใสซื่อคนเดิมที่เขารู้จักอีกต่อไปแล้ว!
ฉินเหยาผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เกี่ยวกับการซื้อขายลับหลังของทั้งสองคนนั้นกำลังนอนหลับฝันหวานอย่างเป็นสุข
หลังจากทุกคนในครอบครัวทานมื้อเช้าร่วมกันแล้วก็เริ่มเตรียมการสำหรับวันส่งท้ายปีเก่าในวันพรุ่งนี้อย่างกระตือรือร้น
ในสายตาของฉินเหยา วันส่งท้ายปีเก่าปีนี้พิเศษกว่าทุกปีเพราะญาติพี่น้องของนางก็อยู่ข้างกาย
คนทั้งครอบครัวอยู่พร้อมหน้า ช่วยกันตัดกระดาษแดง เขียนคำกลอนคู่ ติดโคมไฟสีแดงและเตรียมวัตถุดิบทำอาหารล่วงหน้า
ตอนแรกที่ฉินเหยาทำโต๊ะเตรียมอาหารกลางห้องครัวก็เพื่อความสะดวกในการทานอาหารจานด่วนในชีวิตประจำวันเท่านั้น
คิดไม่ถึงว่าตอนนี้มันจะกลายเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนในครอบครัวในการมารวมตัวกันห่อเกี๊ยว
ตามธรรมเนียมของเมืองวั่งเฉิง อาหารค่ำวันส่งท้ายปีเก่าจะต้องมีเกี๊ยว
มิหนำซ้ำยังต้องมีไส้ครบแปดอย่าง ขั้นตอนการเตรียมจึงยุ่งยากซับซ้อนมาก
โชคดีที่คนเยอะ ท่ามกลางเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กๆ เพียงช่วงเช้าอย่างเดียวข้าวของที่ต้องเตรียมก็ครบครัน
อารมณ์ของเพื่อนบ้านในตรอกก็คึกคักมาก เสียงประทัดดังแว่วมาเป็นระยะๆ
เป็นเด็กๆ ของแต่ละบ้านที่ขโมยประทัดของที่บ้านมาแล้วแอบไปจุดเล่นกันในตรอก
และก็เป็นไปตามคาด ผ่านไปไม่นาน ในตรอกก็มีเสียงดุด่าของผู้ใหญ่แต่ละบ้านดังขึ้น ตามด้วยเสียงเด็กร้องโวยวายวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น
ในช่วงเวลาเช่นนี้ พวกต้าหลางสี่พี่น้องบ้านฉินเหยามักจะยืดอกด้วยความภาคภูมิใจเป็นพิเศษ
สี่พี่น้องมือหนึ่งถือประทัดครึ่งพวง อีกมือถือธูปจุดไฟ เดินอาดๆ ออกจากประตูบ้าน
กลุ่มเด็กชายเด็กหญิงที่มีหวังเฉิงหยางรวมอยู่ด้วยซึ่งกำลังวิ่งหนีกันกระเจิง หันมามองด้วยความอิจฉาตาร้อนพร้อมส่งเสียงร้อง “ว้าว” ออกมา
นับแต่นั้น ผู้คนในตรอกควานเจิ้งต่างก็รู้กันทั่วว่าสามีภรรยาฉินเหยาคือพ่อแม่หัวก้าวหน้าและเปิดกว้างที่สุดในตรอกแห่งนี้
ฉินเหยาและพวกผู้ใหญ่นั่งล้อมวงแทะเมล็ดแตงโมอย่างสบายอารมณ์อยู่ข้างเตาถ่านในห้องโถงหลัก
คนในครอบครัวนั่งกันพร้อมหน้า ไม่คุยเรื่องของบ้านเมือง ไม่คุยเรื่องการสอบชุนเหวย คุยแต่เรื่องสัพเพเหระเบาสมอง ผ่อนคลายยิ่งนัก
ทันใดนั้น ด้านนอกประตูก็มีเสียงระเบิด “ปัง” ดังสนั่นหวั่นไหว
ตามมาด้วยเสียงม้าร้องตื่นตระหนก
ขณะที่พวกผู้ใหญ่ในห้องใจหายวาบ ด้านนอกประตูก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
ได้ยินเพียงเสียงเอ้อร์หลางซานหลางที่วิ่งเข้ามาในห้อง รายงานว่า “สหายร่วมชั้นเรียนของซื่อเหนียงนำของขวัญปีใหม่มาส่งที่บ้านเราขอรับ!”
สองสามีภรรยาฉินเหยาสบตากัน เรื่องนี้น่าประหลาดใจนัก
ไม่มีใครคาดคิดว่าระหว่างเด็กผู้หญิงตัวน้อยๆ จะมีมิตรภาพลึกซึ้งถึงเพียงนี้
เอ้อร์หลางอายุมากกว่าและช่างสังเกตกว่าซานหลางจึงเสริมว่า “ญาติผู้ใหญ่ของสหายร่วมชั้นซื่อเหนียงก็มาด้วยขอรับ”
ฉินเฟิงกล่าวกับฉินเหยาสองสามีภรรยาว่า “เช่นนั้นพวกเจ้าต้องออกไปต้อนรับนะ”
ทั้งสองลุกขึ้น รีบเดินตามเอ้อร์หลางซานหลางออกไปที่หน้าประตูใหญ่
คนผู้หนึ่งแต่งกายในชุดสารถีกำลังขนของลงจากรถม้า
ฉินเหยารู้สึกว่ากลิ่นอายของสารถีผู้นี้คุ้นเคยอยู่บ้างจึงเงยหน้ามองไป สารถีผู้นั้นก็เงยหน้ามองมาพอดี
เป็นใบหน้าธรรมดาสามัญดวงหนึ่ง
เขายิ้มให้นางด้วยรอยยิ้มที่ดูพิลึก
เพราะหน้ากากหนังมนุษย์ดึงรั้งไว้น่ะสิ!
แววตาฉินเหยาขรึมลง เป็นหลินเว่ย
เช่นนั้นคนบนรถม้า…
“ท่านย่า ท่านก็มาด้วยหรือเจ้าคะ!” เสียงเรียกด้วยความดีใจของซื่อเหนียงดังขึ้น
ฉินเหยาและหลิวจี้เดินเข้าไป สวีเจียเจียในชุดขนสัตว์สีแดงกระโดดลงมาจากรถม้าเป็นคนแรก จากนั้นก็ยื่นมือไปประคองท่านย่าที่ลงรถตามมา
สวีเหวินชิงสวมเสื้อคลุมนวมสีม่วงเรียบๆ บนศีรษะสวมหมวกขนสัตว์สีน้ำตาลเข้ม แต่งหน้าบางๆ สีหน้าดูดีมากราวกับฮูหยินผู้สูงศักดิ์ทั่วไป
เพียงแต่พอฮูหยินผู้สูงศักดิ์ท่านนี้เงยหน้าขึ้น หัวเข่าของหลิวจี้ก็อ่อนยวบ เตรียมจะทรุดลงไป
ฉินเหยาคว้าข้อศอกเขาไว้ได้ทัน หิ้วปีกเขาขึ้นมา เขาถึงไม่ได้คุกเข่าลงไป
“เมีย เมีย…เมียจ๋า ท่านนี้คือญาติผู้ใหญ่ของสหายร่วมชั้นเรียนของซื่อเหนียงหรือ”
ฟันบนล่างของหลิวจี้กระทบกันดังกึกๆ พยายามส่งยิ้มให้สวีเหวินชิงที่จูงมือซื่อเหนียงและสวีเจียเจียเดินเข้าบ้าน
เพียงแต่ใบหน้านั้นกระตุกอย่างควบคุมไม่ได้ รอยยิ้มจึงดูแปลกประหลาดชอบกล
ซื่อเหนียงแนะนำท่านย่าให้ท่านพ่อท่านแม่รู้จักเสร็จ พบว่าท่านพ่อท่านแม่ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับจึงเอ่ยเตือนเสียงเบาว่า “ท่านแม่เจ้าคะ?”
ฉินเหยาหยิกหลิวจี้ไปหนึ่งทีทันที ให้สมองเขาตื่นตัวแล้วกระซิบอย่างรวดเร็ว
“สุขุมหน่อย ปฏิบัติกับนางเหมือนญาติผู้ใหญ่ของสหายร่วมชั้นเรียนลูกสาวเจ้าก็พอ”
หลิวจี้ลอบพยักหน้า เขารู้หรอกน่า พวกผู้สูงศักดิ์ชอบเล่นบทปลอมตัวมาเยี่ยมเยียนชาวบ้าน เช่นนั้นเขาก็จะแกล้งทำเป็นไม่รู้ฐานะที่แท้จริงของนางก็แล้วกัน
“ท่านย่าตระกูลสวี เชิญท่านเข้ามานั่งในบ้านก่อนเถิดขอรับ!” หลิวจี้ร้องเชื้อเชิญ
เขาถนัดการเล่นละครที่สุดแล้ว
รับรองว่าดูไม่ออกเลยสักนิดว่าเขารู้ว่าฮูหยินเฒ่าผู้สูงศักดิ์เบื้องหน้านี้คือฮองเฮาเหนียงเหนียงผู้มีอำนาจล้นฟ้า!
ฉินเหยาเรียกอาวั่งออกมา ให้พาสารถีตระกูลสวีไปจอดรถม้าและดูแลรับรองให้ดี
อาวั่งอาศัยกลิ่นหอมของซาลาเปาไส้เนื้อที่คุ้นเคยบนตัวสารถีก็จำฐานะของอีกฝ่ายได้ในแวบเดียว
แต่ในเมื่อนายท่านใหญ่ยังเล่นละครได้ เขาก็เล่นได้เช่นกัน
เขาพาสารถีไปที่ประตูหลังด้วยท่าทีสงบนิ่ง หลังจากเก็บรถม้าเรียบร้อยก็พาสารถีที่เหลียวซ้ายแลขวาเข้าไปในห้องครัว
วันนี้ไม่มีซาลาเปาไส้เนื้อจึงติดสินบนด้วยเกี๊ยวไส้หมูฝีมือนายท่านฉินแทน
หลินเว่ยฟาดเรียบไปสองจานใหญ่ นางเช็ดปากอย่างพึงพอใจ “อา~ หอมอร่อยจริงๆ! ฮะๆ”
อาวั่งยิ้มน้อยๆ “ท่านมีความสุขก็ดีแล้วขอรับ”