ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 780 ดีเหลือเกินที่รอจนได้พบเจ้า
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 780 ดีเหลือเกินที่รอจนได้พบเจ้า
ตอนที่ 780 ดีเหลือเกินที่รอจนได้พบเจ้า
ทางด้านห้องโถงหลักฉินเหยาสามีภรรยาพาสวีเหวินชิงและหลานสาวเดินเข้ามาในห้อง
ผู้คนในห้องรีบลุกขึ้นต้อนรับ เนื่องจากไม่รู้ฐานะที่แท้จริงของอีกฝ่ายจึงต้อนรับขับสู้กันอย่างกระตือรือร้นราวกับเป็นญาติผู้ใหญ่ของสหายร่วมเรียนของบุตรหลาน
สวีเจียเจียเองก็วางตัวเปิดเผยและร่าเริง เดินตามซื่อเหนียงวนไปทักทายผู้คนจนครบทุกคน
อาจเป็นเพราะไม่เคยเห็นครอบครัวที่มีบรรยากาศเช่นบ้านฉินเหยามาก่อน สวีเจียเจียจึงดูตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง
นางมีข้อสงสัยมากมาย
เหตุใดในตระกูลหลิวถึงมีคนนอกแซ่มากเพียงนี้ แต่ความอ่อนโยนที่แสดงต่อสหายร่วมชั้นเรียนกลับดูเหมือนคนในครอบครัวไม่มีผิด
ยังมีท่านลุงของตระกูลหลิวผู้นั้น ช่างดูหนุ่มแน่นนัก เวลาหัวเราะดูเหมือนพี่ชายมากกว่า ไม่เหมือนท่านลุงเลยสักนิด ทว่าทางบ้านได้อบรมสั่งสอนมาดี สวีเจียเจียจึงไม่ได้เอ่ยปากถามข้อสงสัยเหล่านั้นออกมาตรงๆ
ซื่อเหนียงขออนุญาตบิดามารดาและท่านย่าสวีจนได้รับอนุญาตแล้วก็จูงมือสวีเจียเจียวิ่งไปทางประตูใหญ่
สามพี่น้องต้าหลางรีบตามไปติดๆ
เสียงประทัดที่เพิ่งเงียบหายไปเมื่อครู่ดังขึ้นอีกระลอก ปะปนมากับเสียงโห่ร้องยินดีของเด็กๆ เพื่อนบ้าน
เสียงหัวเราะของสวีเจียเจียรวมอยู่ในนั้นด้วย สำหรับเด็กหญิงตัวน้อยแล้ว การละเล่นจุดประทัดเช่นนี้ถือเป็นครั้งแรกในชีวิต ทั้งน่าสนุกและตื่นเต้น
สวีเหวินชิงนั่งลงหน้าเตาไฟ ฟังเสียงหยอกเย้าที่ดังแว่วมาจากนอกห้อง สายตาก็มองเหม่อไปที่บานหน้าต่างพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“พี่ชายสองคนของข้าจากบ้านเดิม หลานสาวหนึ่งคน หลานชายสองคนล้วนตายในสนามรบ ปัจจุบันลูกหลานรุ่นที่สามของบ้านเดิม เหลือเพียงเจียเจียคนนี้ที่ข้าเลี้ยงดูมาข้างกายแต่เล็ก ไม่เคยไปชายแดนจึงรอดชีวิตจนเติบใหญ่มาได้”
สิ้นคำกล่าวนี้ บรรยากาศคึกคักภายในห้องพลันก็เปลี่ยนไปทันที
ทุกคนหันไปมองคู่สามีภรรยาฉินเหยาและหลิวจี้อย่างกระอักกระอ่วน ไม่รู้จะต่อบทสนทนาอย่างไร
ฉินเหยาลอบโบกมือ ส่งสัญญาณให้ทุกคนถอยออกไปก่อน
หลิวจี้อยากหนีใจจะขาดอยู่แล้ว พอได้รับสัญญาณจากฉินเหยาก็รีบพาผู้คนออกไปเร็วรี่
ฉินเฟิงรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง ปฏิกิริยาที่น้องเขยจอมกะล่อนของเขามีต่อท่านย่าตระกูลสวีผู้นั้นดูจะรุนแรงเกินไปหน่อย ต่อให้พยายามปกปิดเพียงใด แต่ความหวาดกลัวยำเกรงในแววตานั้นกลับปิดไม่มิด
แต่ฉินเฟิงก็รู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะถามจึงได้แต่ปลีกตัวออกไปก่อน รอคนกลับไปแล้วค่อยไปถามน้องสาว
ไม่นานนัก ภายในห้องก็เหลือเพียงฉินเหยากับสวีเหวินชิงที่ยังคงตกอยู่ในภวังค์แห่งความหลังตามลำพัง
อินเยว่ทิ้งชานมร้อนและผลไม้แห้งไว้สำหรับรับแขก ฉินเหยารินชานมร้อนหนึ่งถ้วย โรยผลไม้แห้งลงไปหนึ่งกำมือ วางช้อนเงินลงไปแล้วยกให้สวีเหวินชิง
นางหันกลับมามอง มองดูชานมรสกลมกล่อมที่ผสมผลไม้แห้งถ้วยนั้น เหม่อลอยอยู่เนิ่นนาน กว่าจะยื่นมือออกไปรับ
ฉินเหยานึกว่านางกำลังระแวงจึงจงใจพูดว่า “บ้านข้าไม่มียาพิษหรอกเจ้าค่ะ”
“แน่นอน ตอนนี้ในห้องไม่มีคนนอก หากไม่วางใจ ท่านจะเรียกองครักษ์ลับออกมาตรวจสอบพิษก็ได้ ข้าไม่ถือสา” ฉินเหยาเสริมอีกประโยค
พูดจบ นางก็ตักผลไม้แห้งที่แช่อยู่ในชานมสองช้อนโตๆ เข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย
รู้สึกว่ารสสัมผัสยังขาดอยู่บ้างจึงหยิบเค้กไข่ชิ้นเล็กๆ เข้าปากอีกคำ ดื่มชานมหอมกรุ่นตามไปอีกอึก เอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายใจ
สวีเหวินชิงรอจนถึงตอนนี้ ถึงค่อยเริ่มขยับปาก
นางทำตามอย่างฉินเหยา หยิบเค้กไข่มากินบ้างแล้วตามด้วยชานมอีกอึก
ผ่านไปครู่หนึ่ง สวีเหวินชิงก็หัวเราะออกมา มองฉินเหยาด้วยสายตาเจือแววอิจฉาเล็กน้อย “เจ้ายังทำของอร่อยอะไรไว้อีก?”
ฉินเหยาตอบว่า “ยังห่อเกี๊ยวไว้อีกหน่อยเจ้าค่ะ แต่ขี้เกียจต้มแล้ว ท่านกลับไปให้คนทำให้กินเถอะ”
สวีเหวินชิงมองนางอย่างพูดไม่ออก ก่อนจะส่ายหน้าขำๆ “เจ้าจะไม่เกรงใจสักหน่อย รั้งข้ากินข้าวสักมื้อหรือ”
“ท่านมีเวลาหรือ” ฉินเหยาเลิกคิ้วถามกลับ
สวีเหวินชิงเงียบไป
นางไม่มีเวลามากขนาดนั้นจริงๆ การมาเยือนในวันนี้ก็เป็นเวลาที่เจียดมา ทว่านางรู้สึกว่าวันนี้ที่มานั้นคุ้มค่าแล้ว
“วันธรรมดาเจ้าทำอะไรบ้าง เอาแต่กินๆ ดื่มๆ หรือ” สวีเหวินชิงถามด้วยความสงสัย
ฉินเหยายกยิ้มมุมปาก เอื้อมมือไปหยิบสมุดภาพวาดสองสามเล่มจากโต๊ะสูงด้านหลังส่งให้
“อะไรหรือ” สวีเหวินชิงถามอย่างฉงน แต่มือก็วางของกินลงอย่างว่าง่ายแล้วรับสมุดพวกนั้นมา
พอเปิดออกดูก็พบว่าเป็นสมุดภาพเล่าเรื่องราวต่อเนื่องคล้ายการ์ตูนช่อง
ส่วนเนื้อหาในนิทานก็เข้าใจง่ายมาก วนเวียนอยู่กับแต่เรื่องรักใคร่ของหนุ่มสาว บทสนทนามีไม่กี่ประโยคก็ตระกองกอดกันเสียแล้ว
สวีเหวินชิงเงยหน้ามองสีหน้าภาคภูมิใจของฉินเหยาด้วยความตกตะลึง คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะเป็นสตรีเช่นนี้!
แต่ลายเส้นของจิตรกรนั้นยอดเยี่ยมมาก ไม่ว่าชายหรือหญิง รูปร่างหน้าตาล้วนวาดออกมาได้งดงามหล่อเหลาราวกับเทพเซียน
แต่ก็ไม่ใช่ทุกเล่มที่จะร้อนแรงโจ่งแจ้งเช่นนั้น บางเล่มก็เล่าเรื่องภูตผีปีศาจทำนองนิทานพื้นบ้าน
สวีเหวินชิงพลิกดูผ่านๆ จนครบทุกเล่ม อาจเพราะอายุมากแล้วจึงไม่ได้สนใจมากนัก
“ดีจริง”
ตอนส่งหนังสือการ์ตูนคืนให้ฉินเหยา นางเปรยออกมาประโยคหนึ่ง
ฉินเหยาถามนางว่าอะไรดี
สวีเหวินชิงกล่าวว่า “ได้รอจนเจ้ามา ช่างดีเหลือเกิน”
เพราะก่อนที่นางจะปรากฏตัว นางโดดเดี่ยวและอ้างว้างเหลือเกิน
“เจ้ารู้สึกว่าเจ้าเป็นคนของโลกใบนี้หรือไม่” สวีเหวินชิงถามด้วยความใคร่รู้
ที่ถามเช่นนี้ เพราะนางไม่เคยรู้สึกว่าตนเองเป็นคนของโลกใบนี้
ตั้งแต่แบเบาะจนถึงตอนนี้ที่อายุห้าสิบปีแล้ว พอย้อนนึกดูก็เหมือนกำลังดูเกมสวมบทบาทเกมหนึ่ง นางเป็นเพียงตัวละครในเกมนั้น ไม่ใช่ตัวตนจริงๆ ของนาง
ฉินเหยาไม่ได้คิดลึกซึ้งขนาดนั้น “ข้าคิดว่าการมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวังก็ดีมากแล้วเจ้าค่ะ”
ภาพฉากวันสิ้นโลก ทุกครั้งที่นางหวนนึกถึงกลับรู้สึกว่าเป็นฝันร้ายที่ดูไม่จริงเสียมากกว่า
“ดูท่าเมื่อก่อนเจ้าคงลำบากน่าดู” สวีเหวินชิงกล่าวอย่างมั่นใจ
ฉินเหยายักไหล่ “ก็พอไหว ชินแล้วก็ดีเจ้าค่ะ”
เสียงประทัดนอกบ้านเงียบลงตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ
สี่พี่น้องซื่อเหนียงพาสวีเจียเจียที่ยังสนุกไม่หายกลับเข้ามาที่ห้องโถงหลัก พอเห็นของกินเล่นบนโต๊ะ สวีเจียเจียก็กะพริบตาปริบๆ ให้ซื่อเหนียง
ซื่อเหนียงเข้าใจความหมายจึงหยิบให้นางอย่างละนิดละหน่อย ให้ไปนั่งผิงไฟค่อยๆ กิน
สวีเหวินชิงถามด้วยความห่วงใย “หนาวหรือไม่”
สวีเจียเจียเคี้ยวจนแก้มตุ่ย ส่ายหน้าตอบเสียงอู้อี้ “ไม่หนาว น่าสนใจ สนุกมากเจ้าค่ะ”
สามพี่น้องต้าหลางยืนยิ้มเจื่อนๆ อยู่ข้างๆ อย่างวางตัวไม่ถูกเล็กน้อย
สวีเหวินชิงกวาดตามองสามพี่น้องแล้วหันมาล้อฉินเหยาว่า “ไม่มีใครเหมือนเจ้าสักคน แต่ล้วนหล่อเหลาใช้ได้”
“หล่อเหลา?” สวีเจียเจียและซื่อเหนียงหันมาถามพร้อมกัน “หล่อเหลาคืออะไรหรือ”
ฉินเหยาอธิบาย “ก็คือเท่ ดูดีอย่างไรเล่า”
เด็กหญิงตัวน้อยทั้งสองร้องอ้อ ได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่อีกคำแล้ว
“ท่านย่าทวด หลานอิ่มแล้วเจ้าค่ะ” สวีเจียเจียปัดเศษขนมเค้กบนมือด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข
ทั้งยังไม่ลืมหันไปพูดกับฉินเหยาว่า “ท่านป้าฉิน ของบ้านท่านอร่อยจริงๆ อร่อยกว่าของห้องเครื่องเสียอีก!”
พูดจบก็ตระหนักได้ทันทีว่าหลุดปากไปแล้ว นางมองสวีเหวินชิงอย่างลนลานราวกับกระรอกน้อยที่ตื่นตระหนก สมองหมุนเร็วจี๋ รีบอธิบายแก้ตัวอย่างกระท่อนกระแท่นว่า
“ท่านป้าฉิน ความหมายของข้าคือของบ้านท่านอร่อยมากๆ น่าจะอร่อยกว่าห้องเครื่องในวังเสียอีก ถึงแม้ข้าจะไม่เคยกินของของห้องเครื่องก็ตาม แหะๆ~”
ซานหลางหัวเราะร่า “ข้าก็นึกว่าเจ้าเคยกินของของห้องเครื่อง กำลังอยากถามพอดีว่าในห้องเครื่องมีอะไรอร่อยบ้าง”
ที่แท้ก็ปากพาไปนี่เอง
สวีเจียเจียส่งเสียงฮึดฮัด “ไว้ข้าได้ไปจริงๆ แล้วจะมาบอกเจ้าว่ามีอะไรอร่อย”
นางหันไปกระซิบกับซื่อเหนียงเสียงเบา “พี่สามของเจ้าตะกละจริง”
ซานหลางถลึงตา “ข้าได้ยินนะว่าเจ้าว่าข้าตะกละ!”
สวีเจียเจีย “…”