ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 781 มื้อค่ำวันสิ้นปี ...............
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 781 มื้อค่ำวันสิ้นปี ...............
ตอนที่ 781 มื้อค่ำวันสิ้นปี
……………
สวีเหวินชิงมองดูท่าทางวางตัวไม่ถูกของหลานสาวแล้วอดหัวเราะออกมาไม่ได้
หัวเราะพอแล้วก็ลุกขึ้นเตรียมตัวลากลับ
ฉินเหยาคิดในใจว่าในที่สุดท่านก็จะไปเสียทีจึงรีบให้ต้าหลางไปหยิบกล่องอาหารมาใบหนึ่ง นำเค้กที่ยังเหลืออยู่เกินครึ่งจานบนโต๊ะบรรจุลงไป ให้สองย่าหลานห่อกลับบ้านไปด้วย
สวีเหวินชิงนึกในใจว่านี่เจ้ากำลังไล่ขอทานหรืออย่างไร แต่เมื่อเห็นท่าทางดีอกดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ของหลานสาวก็ได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ
เด็กคนนี้พูดไม่ผิด พ่อครัวในห้องเครื่องฝีมือแย่ลงทุกปีจริงๆ แม้แต่เค้กกับชานมก็ยังทำออกมาไม่ได้
“วันหน้ามีเวลาจะมาใหม่” สวีเหวินชิงพูดกับฉินเหยาพร้อมรอยยิ้ม
ฉินเหยายักไหล่ “ข้าอาจจะไม่อยู่บ้านตลอดนะเจ้าคะ”
ความนัยก็คือ ท่านควรดูตาม้าตาเรือก่อนมาจะดีที่สุด
สวีเหวินชิงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ไม่เพียงไม่รู้สึกผิดหวังที่ตนเองไม่เป็นที่ต้อนรับกลับยิ้มตาหยี พึมพำเสียงเบาตลอดทางว่า “ดียิ่งนัก ดียิ่งนัก”
ดีอันใดหรือ
จนกระทั่งขึ้นรถม้าแล้ว สวีเจียเจียก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมวันนี้ท่านย่าถึงได้อารมณ์ดีขนาดนี้ ทว่านางได้พบสหายตัวน้อย ทั้งยังได้เล่นจุดประทัดที่ไม่เคยเล่นมาก่อนก็มีความสุขมากเช่นกัน~
ฉินเหยามองส่งองครักษ์หลินบังคับรถม้าพาสองย่าหลานสวีเหวินชิงจากไปจนกระทั่งมองไม่เห็นเงารถม้าแล้วจึงได้เรียกพวกต้าหลางสี่พี่น้องที่ตื่นเต้นอย่างไม่มีสาเหตุให้เข้าบ้าน
หลิวจี้และฉินเฟิงรออยู่ที่ห้องโถงหลักแล้ว พอฉินเหยาห้าแม่ลูกเดินเข้ามา หลิวจี้ก็รีบกันเด็กทั้งสี่คนออกไปด้านข้างทันที ส่วนตนเองก็ขยับเข้าไปหาฉินเหยาแล้วเอ่ยถามอย่างตื่นตระหนกว่า
“นางมาบ้านเราทำไม นางพูดอะไรกับเจ้าบ้าง บ้านเราไม่ได้ไปก่อเรื่องอะไรไว้ใช่ไหม หรือว่าเป็นเรื่องการแจกโจ๊กที่ไปขัดกับข้อห้ามอะไรเข้า”
ฉินเหยานั่งลงหน้าเตาถ่าน น้ำเสียงราบเรียบ “ก็แค่พูดคุยสัพเพเหระไม่กี่ประโยค กินอะไรนิดหน่อยก็กลับไปแล้ว”
หลิวจี้ไม่เชื่อจึงลากเก้าอี้มานั่งลงตรงข้ามนาง “แค่นี้? ไม่มีอย่างอื่นแล้วหรือ อย่างเช่นคำพูดบอกใบ้หรือตักเตือนอะไรทำนองนั้น”
ฉินเหยาไม่ตอบ เพียงปรายตามองไปทางสี่พี่น้องแวบหนึ่ง
ซื่อเหนียงเงี่ยหูตั้งใจฟังอยู่นานแล้ว ใบหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยความสงสัย ไม่รู้ว่าสหายร่วมชั้นเรียนพาผู้ปกครองมาเยี่ยมบ้านตนเอง เหตุใดท่านพ่อถึงได้มีปฏิกิริยาแปลกประหลาดเช่นนี้
หลิวจี้เพิ่งจะได้สติว่าเด็กๆ ยังอยู่กันครบ
มิหนำซ้ำดูจากท่าทีของฉินเหยา ดูเหมือนจะไม่อยากให้พวกเด็กๆ รู้ถึงฐานะที่แท้จริงของสวีเหวินชิง
แต่ลองคิดดูก็ถูก สวีเจียเจียไม่เคยบอกฐานะทางบ้านที่แท้จริงกับซื่อเหนียงมาก่อน เห็นได้ชัดว่าเป็นความตั้งใจของฮองเฮาที่กำชับให้ปิดบังไว้
เมื่อคิดได้ดังนี้ หลิวจี้ก็ไม่กล้าขัดพระประสงค์ของผู้สูงศักดิ์ ได้แต่ข่มอารมณ์ความรู้สึกหลากหลายในใจแล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
จนกระทั่งหลังมื้ออาหารเย็น ทุกคนต่างแยกย้ายกลับห้อง หลิวจี้ถึงได้หาโอกาสเข้าไปในห้องของฉินเหยาเพื่อซักไซ้ต่อ
ฉินเหยาคาดไม่ถึงว่าเขายังจะตามมาอีก น้ำเสียงจึงเริ่มรำคาญ “ข้าก็บอกแล้วว่าแค่คุยสัพเพเหระไม่กี่ประโยค เจ้าจะถามซอกแซกอะไรนักหนา คิดมากขนาดนั้นเจ้าไม่เหนื่อยหรือไง”
“ไม่เหนื่อยหรอก” หลิวจี้นั่งยองๆ อยู่ข้างเตียงนาง เอ่ยถามอย่างกระตือรือร้น “แล้วพวกเจ้าคุยเรื่องอะไรกัน”
หากเขาจำไม่ผิด นี่น่าจะเป็นการพบกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่างเมียจ๋ากับฮองเฮา
ดังนั้นคนสองคนที่เดิมทีแทบจะไม่มีทางมาบรรจบกันได้ สรุปแล้วจะคุยเรื่องอะไรกันได้บ้าง เขาอยากรู้จริงๆ
อีกอย่างสถานการณ์ในตอนนี้ ฮองเฮาจะว่างขนาดนั้นเชียวหรือ ถึงได้เจาะจงมาหาเมียจ๋าของเขาเพื่อคุยเล่น
มองอย่างไรก็น่าสงสัย
“เมียจ๋า ข้ารู้ว่าเจ้ารำคาญ แต่เจ้าอย่าเพิ่งรำคาญ สามีก็แค่เป็นห่วงเจ้านี่นา เรื่องระหว่างคนกับคนเนี่ย ผิดกันแค่นิดเดียวก็ห่างไกลกันเป็นหมื่นลี้ เจ้าคิดว่าเขามาคุยเล่น ไม่แน่ว่าอาจจะมีความนัยลึกซึ้งแอบแฝงอยู่ก็ได้นะ”
ขนตาของหลิวจี้กะพริบวิบวับ ดวงตาดอกท้อคู่นั้นดูเหมือนจะเป็นห่วงนางเสียเหลือเกิน
ฉินเหยาอดใจไม่ไหว ยื่นมือออกไปดีดหน้าผากเจ้าคนหน้าหล่อที่ยื่นเข้ามาตรงหน้าทีหนึ่ง
“ข้าโง่นักหรือไง มีนัยยะแฝงหรือไม่ข้าจะไม่รู้เชียวหรือ ต้องลำบากเจ้ามาเตือนด้วยรึ!”
อย่าคิดว่านางดูไม่ออก เขาเพียงแค่ห่วงว่าเส้นทางขุนนางของตนจะยังไปต่อได้หรือไม่ก็เท่านั้นแหละ
หลิวจี้กุมหน้าผากสูดปากด้วยความเจ็บพลางยิ้มประจบพูดว่า “เมียจ๋าอย่าโกรธเลย ข้าก็แค่อยากถามดูว่า ฮองเฮาท่านไม่ได้เอ่ยถึงข้าหรือท่านอาจารย์เลยสักครึ่งคำจริงๆ หรือ”
ฉินเหยา “เจ้าช่างหลงตัวเองจริงๆ”
“เขามาหาข้า มีเหตุผลอันใดจะต้องเอ่ยถึงเจ้า” นางมองอย่างเหยียดหยาม อย่ามาทำหน้าบานแถวนี้
หลิวจี้ที่ถูกเยาะเย้ย: ก็ได้ๆๆ เขาเป็นตัวตลกเอง!
แต่พอรู้ว่าตัวเองไม่ได้ถูก ‘หมายหัว’ หลิวจี้ก็วางใจลงทันที
เขาลุกขึ้นยืน “ขอตัว!” แล้วก็รีบเผ่นแน่บไปอย่างไว
ฉินเหยาค้อนใส่แผ่นหลังเขาคราหนึ่ง พอไม่มีเสียงโหวกเหวกของคนบางคนมากวนใจก็คลุมโปงหลับไปอย่างมีความสุข
ตื่นมาพรุ่งนี้ก็เป็นวันสิ้นปีแล้ว น่าตั้งตารอจริงๆ
…..
ช่วงต้นยามเหม่า ฟ้ายังไม่ทันสว่างดีเสียงกลองบอกเวลาเปิดประตูเมืองก็ดังแว่วมา
ภายในตรอกควานเจิ้งเริ่มมีควันไฟสีขาวลอยออกมาจากหลังคาบ้านเรือน
ความปีติยินดีของเทศกาลกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ
ในบ้านฉินเหยา นอกจากเด็กๆ ที่ยังนอนต่อกับตัวฉินเหยาเองแล้ว ผู้ใหญ่ที่เหลือหลังจากล้างหน้าบ้วนปากแล้วก็พากันมาสาละวนอยู่ที่ห้องครัวด้านหลัง
คนที่ทำอาหารเป็นต่างก็วุ่นวายอยู่หน้าเตา ส่วนคนที่ทำอาหารไม่เป็นอย่างหม่าหยางและฉินเฟิงก็คอยช่วยเป็นลูกมืออยู่ข้างๆ หรือไม่ก็ช่วยให้อาหารสัตว์เลี้ยงในบ้าน
สรุปคือไม่มีใครว่างงานและไม่มีใครอยากอยู่เฉยๆ
คนเยอะครึกครื้น แต่ในห้องครัวกลับไม่มีเสียงดังมากนักเพราะเกรงว่าจะรบกวนคนที่ยังอยู่ในห้วงนิทรา
ทุกคนทำงานอย่างเบามือแต่คล่องแคล่ว ไม่นานก็นึ่งหมั่นโถวร้อนๆ ออกมาได้หม้อใหญ่
เวลานี้ คนในบ้านที่นอนอยู่ต่างก็ตื่นกันแล้ว ทุกคนจึงล้อมวงกินมื้อเช้าที่แท่นเตรียมอาหารกลางห้องครัวทานคู่กับนมแพะอุ่นๆ ที่ฉินเฟิงรีดมาเมื่อเช้า
เมื่อท้องอิ่ม หม้ออีกใบที่ตั้งไฟเคี่ยวมาตลอดก็เริ่มส่งเสียง “ปุดๆ” ที่แสนยั่วยวนออกมา
กลิ่นหอมของน้ำปรุงรสผสานกับกลิ่นเนื้อลอยลอดออกมาจากช่องว่างของฝาหม้อ พวกฉินเหยาที่เพิ่งกินอิ่มกันไปหยกๆ อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอพร้อมกันดังอึก
อาวั่งลุกขึ้นไปเปิดฝาหม้อ เนื้อพะโล้เต็มหม้อถูกน้ำพะโล้ซึมเข้าเนื้อจนชุ่มฉ่ำ
เนื้อสามชั้นหั่นเต๋าชิ้นสี่เหลี่ยม สะท้อนแสงแวววาวดุจแก้วใสราวกับเยลลี่ เด้งดึ๋งน่ากินสุดๆ
อาวั่งใช้ตะเกียบจิ้มขึ้นมาหนึ่งชิ้น ยื่นส่งให้ซานหลางที่รออ้าปากกว้างอย่างอดใจไม่ไหวอยู่ข้างๆ
เนื้อที่เพิ่งขึ้นจากหม้อยังร้อนจัด ซานหลางกินไปก็เป่าปากพ่นลมร้อนไป
ถึงกระนั้นก็ยังตัดใจคายเนื้อในปากทิ้งไม่ลง ฝืนกินจนหมดทั้งน้ำตาคลอเบ้า
เขายกนิ้วโป้งให้ “อร่อยสุดยอด!”
อาวั่งยิ้มพยักหน้า “เช่นนั้นก็ใช้ได้แล้ว” จึงตักแบ่งใส่ชามเล็กวางไว้บนโต๊ะ รอให้เย็นลงเพื่อให้ทุกคนได้ชิม
ส่วนที่เหลือก็นำอ่างดินเผาขนาดมหึมาสองใบออกมา ตักใส่จนเต็มปรี่
อ่างหนึ่งวางไว้บนตู้กับข้าว เก็บไว้กินคืนนี้และอีกสองสามวันข้างหน้า
อีกอ่างหนึ่ง หม่าหยางยกขึ้นไปบนรถม้า
หลิวเฝยเป็นคนบังคับรถม้า หลิวจี้และหม่าหยางช่วยกันประคองอ่างเนื้อพะโล้ร้อนๆ นั่งไปบนรถ ทั้งสามมุ่งหน้าไปเรือนตระกูลฉินเพื่อมอบความอบอุ่นแก่เหล่าบัณฑิตที่มาขออาศัยพักพิง
รอจนทั้งสามกลับมาก็เริ่มลงมือเตรียมอาหารค่ำวันสิ้นปี
ไก่นึ่งแปดเซียน เป็ดย่างน้ำผึ้ง ปลาหลีฮื้อนึ่งซีอิ๊วตัวใหญ่ถูกยกขึ้นโต๊ะเป็นชุดแรก
เนื้อพะโล้ที่ตุ๋นไว้เมื่อเช้าก็ถูกยกมาหนึ่งชามใหญ่ น้ำปรุงสีแดงมันวาวส่งกลิ่นหอมฉุยจนฉินเหยาที่กำลังพาพวกเด็กๆ จัดจานชาม ต้องจัดไปสูดน้ำลายไป
ตามมาด้วยผัดผักสองอย่าง แกงจืดไก่ตุ๋นเต้าหู้อีกหนึ่งชาม เกี๊ยวลูกโตอีกหลายจาน แถมด้วยน้ำจิ้มรสเด็ด ผักดองเครื่องเคียง ขนมเข่งนึ่ง หมูชุบแป้งทอดและของกินเล่นอื่นๆ ถูกทยอยยกออกมา
ไม่นาน โต๊ะอาหารกลมขนาดใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางสองเมตรก็ถูกวางอาหารจนเต็มแน่น ไม่มีที่ว่างอีก
เท่านั้นยังไม่พออินเยว่กับหลิวเฝยยังช่วยกันยกสุราหยางเหมยไหใหญ่ที่หมักไว้เมื่อฤดูร้อนปีนี้ซึ่งอุ่นร้อนแล้วขึ้นมาอีกไห
ทุกคนถึงได้ทยอยนั่งประจำที่ เตรียมเริ่มลงมือกินมื้อค่ำวันสิ้นปี