ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 782 เล่นไพ่จิ่ว
ตอนที่ 782 เล่นไพ่จิ่ว
……………
หลิวจี้และฉินเฟิงนำประทัดไปจุดที่หน้าประตู
บ้านของพวกเขาเป็นบ้านที่กินข้าวเร็วที่สุดในตรอกควานเจิ้ง
ทันทีที่เสียงประทัดดังขึ้น เสียงของเพื่อนบ้านร้านตลาดก็ดังตามมาอย่างไม่ยอมน้อยหน้า
ท่ามกลางเสียงอึกทึกครึกโครมระลอกแล้วระลอกเล่านี้ หม่าหยางประคองจอกสุราลุกขึ้น สูดหายใจเข้าลึกอย่างซาบซึ้งใจแล้วกล่าวว่า
“พันหมื่นถ้อยคำล้วนอยู่ในสุราจอกนี้ คำพูดสวยหรูข้าไม่ขอเอ่ยแล้วกัน ปีนี้ได้ร่วมฉลองวันส่งท้ายปีเก่ากับทุกท่าน นับเป็นโชคดีที่สุดในชีวิตของเชียนจือ”
“นายท่านหลิว!” หม่าหยางคารวะหลิวจี้ “ขอให้วันหน้าพวกเรามีรายชื่อบนบัญชีรายชื่อในการสอบชุนเหวยด้วยกัน!”
คำพูดนี้หลิวจี้ชอบฟังนักจึงยกจอกสุราขึ้นดื่มจนหมดจอกพร้อมกับหม่าหยาง
รอจนทั้งสองนั่งลง งานเลี้ยงฉลองวันส่งท้ายปีเก่าถึงได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
พวกเขาล้วนเป็นชาวบ้านทั่วไปจึงไม่ได้เคร่งครัดกฎระเบียบถึงเพียงนั้น ทุกคนต่างกินดื่มอย่างผ่อนคลาย พูดคุยกันอย่างเปิดอก
สุราหยางเหมยที่อินเยว่หมักยังคงทำให้มึนเมาได้อยู่บ้าง พวกต้าหลางสี่พี่น้องนึกอยากรู้อยากเห็นจึงลองชิมไปหลายคำ ทีแรกรู้สึกเพียงว่าเปรี้ยวมาก แต่พอกลืนลงคอกลับรู้สึกหวาน
จากนั้นรู้ตัวอีกทีก็ดื่มเข้าไปคนละชามใหญ่เสียแล้ว
กว่าพวกผู้ใหญ่อย่างฉินเหยาจะสังเกตเห็นว่ามีเสียงกรนดังมาจากใต้โต๊ะ พอก้มลงไปมอง ถึงได้พบว่าเอ้อร์หลาง ซานหลางและซื่อเหนียงต่างลงไปนอนหลับปุ๋ยอยู่ใต้โต๊ะกันหมดแล้ว
เหลือเพียงต้าหลางที่เวียนศีรษะตาลาย กำลังพยายามจะช่วยกอบกู้น้องชายและน้องสาวของตน ทว่าน้องชายและน้องสาวตรงหน้าเขามีอยู่นับไม่ถ้วน ยื่นมือไปคว้าก็คว้าได้เพียงอากาศธาตุ
ภาพอันน่าขบขันเช่นนี้ ทำเอาทุกคนหัวเราะชอบใจ
หลิวจี้ตบต้นขาฉาดใหญ่ “เจ้าพวกตัวขายหน้าเอ๊ย!”
แต่ก็จำต้องรีบเรียกอาวั่งกับอินเยว่มาช่วยกันอุ้มเด็กๆ ขึ้นมา
ด้วยกลัวว่าพวกเขาจะหนาวจึงจัดแจงให้ไปนอนบนตั่งตัวใหญ่ที่ห้องโถงข้างๆ จุดเตาถ่านและแง้มหน้าต่างไว้ครึ่งบาน
สุราหยางเหมยไม่ได้ทำให้เมามายมากนัก นอนสักครึ่งชั่วยามก็น่าจะตื่นแล้ว
คืนนี้คนในครอบครัวยังต้องอยู่เฝ้าปีอีก
ปีก่อนๆ ตอนอยู่เฝ้าปีที่หมู่บ้าน ฉินเหยารู้สึกเบื่อหน่ายอยู่บ้าง พอเลยเที่ยงคืน จุดประทัด ไหว้พระเสร็จก็เข้านอนไป
อย่างไรเสียพวกนางก็ไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่คอยควบคุม อยากทำอะไรก็ทำ ทว่าครั้งนี้ฉินเฟิงกลับไม่ยอมให้ทุกคนไปนอน เขาให้ชุนเจ่าหยิบหีบใบหนึ่งมาแล้วกล่าวกับทุกคนอย่างมีลับลมคมในว่า
“มีของดีในหีบนี้ ข้ารับรองว่าคืนนี้พวกเจ้าจะไม่อยากนอนแม้แต่นิดเดียว ตาสว่างยันฟ้าสางแน่นอน”
กล่าวจบ ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของทุกคน เขาก็เปิดหีบแล้วเทของลงบนโต๊ะสี่เหลี่ยม
เสียงหยกกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งน่าฟัง ทุกคนมองไปอย่างประหลาดใจ เห็นเป็นก้อนหยกสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก
บนก้อนหยกยังแกะสลักลวดลาย ใช้สีย้อมวาดเป็นรูปแบบแปลกตาด้วยสีแดงสีเขียว
นอกจากฉินเหยาที่เผยสีหน้าแปลกใจแล้ว คนที่เหลือต่างมองไปทางฉินเฟิงด้วยความสงสัย
หลิวจี้ถามขึ้น “พี่ภรรยา นี่คือสิ่งใดหรือ”
ฉินเฟิงหัวเราะร่า กล่าวว่า “นี่คือไพ่จิ่ว วิธีการเล่นแยบยล ทำให้คนติดงอมแงมเชียวล่ะ!”
ฉินเหยาคิดในใจ นี่ไม่ใช่ไพ่นกกระจอกที่เป็นสมบัติของชาติหรอกหรือ
หน้าตาเหมือนกัน แต่วิธีการเล่นต่างจากไพ่นกกระจอกมากทีเดียว
ฉินเหยาไม่ค่อยสนใจนักจึงให้อินเยว่ลงสนามแทน
คนที่เหลืออีกสามคนคือฉินเฟิง หลิวจี้และหม่าหยาง
ฉินเฟิงอธิบายกติการอบหนึ่ง พาทุกคนเล่นไปสามรอบ ทุกคนก็เริ่มจับทางได้แล้ว
แต่คนที่เล่นแล้วสนุกที่สุด เห็นจะเป็นหลิวจี้
ส่วนอินเยว่และหม่าหยางรู้สึกเพียงว่าเจ้าสิ่งนี้ต้องคอยระวังขาบนและพะวงขาล่าง ทั้งยังต้องคอยคำนวณไพ่คนอื่น เปลืองสมองยิ่งนัก
หลิวจี้กลับรู้สึกว่าของสิ่งนี้เกิดมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ
ผ่านไปสามรอบก็จดจำหน้าไพ่ได้ทั้งหมด
เขาคำนวณไพ่บนโต๊ะเพียงเล็กน้อยก็พอจะคาดเดาได้ว่าอีกสามขาจะมีไพ่อะไรและจะทิ้งไพ่อะไร
หลายตาต่อมา เขาเป็นคนชนะก่อนตลอด
อินเยว่ตะโกนลั่น “ไม่สนุกเลยๆ ไม่อยากเล่นแล้ว!”
หม่าหยางเกรงใจไม่กล้าพูด แต่ก็รู้สึกเปลืองแรงสมองมาก พอผลักไพ่จิ่วนี้ออกไปก็ยิ่งรู้สึกง่วงกว่าเดิม
อาวั่งตบไหล่หม่าหยางเบาๆ “ข้าเล่นเอง”
เขาดูการเล่นอยู่นาน ตอนนี้พอจะมองออกบ้างแล้ว
หลิวจี้เสนอขึ้นว่า “มิสู้พวกเราวางเดิมพันกันสักหน่อยดีไหม แบบนี้แพ้ชนะถึงจะสนุก พี่ภรรยาท่านว่าอย่างไร”
ฉินเฟิงมองหลิวจี้อย่างระแวดระวัง ความจริงวิธีการเล่นไพ่จิ่วนี้เดิมทีก็ต้องมีการวางเดิมพันอยู่แล้ว
ที่เขาไม่พูด เพราะเห็นว่าทุกคนยังมือใหม่ ขืนวางเดิมพันตั้งแต่แรกจะตื่นเต้นเกินไป
คาดไม่ถึงว่ายังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปาก หลิวจี้น้องเขยตัวดีผู้นี้กลับ ‘รู้แจ้ง’ ได้ด้วยตนเองเสียก่อน
ฉินเฟิงพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ไม่รู้จะบอกว่าน้องเขยผู้นี้ฉลาดดี หรือเห็นแก่เล่นมากเกินไปดี
ฉินเหยานั่งลงแทนที่ตำแหน่งของอินเยว่ ยิ้มน้อยๆ “พนันเล็กน้อยเพื่อความบันเทิง เริ่มต้นที่หนึ่งเหวินเป็นอย่างไร”
อาวั่งขานรับทันที เขาจ้องมองนายท่านใหญ่หลิวจี้ของตนด้วยดวงตาเป็นประกาย แทบจะรอไม่ไหวแล้ว
หลิวจี้ถลึงตากลับไปอย่างตักเตือน “หนึ่งเหวินก็ได้”
ฉินเฟิงหัวเราะอย่างจนใจ “ถ้าอย่างนั้นก็มาเถอะ”
เพราะกลัวว่าฉินเหยาที่เมื่อครู่ไม่ได้เล่นเองจะไม่เข้าใจกติกาจึงเอ่ยอีกว่า “ทุกคนเล่นเป็นเพื่อนเหยาเหนียงสักรอบก่อน ให้นางคุ้นเคยสักหน่อย”
ฉินเหยายกมือห้าม “ไม่ต้อง ข้าเล่นเป็นแล้ว”
ฉินเฟิงเอ่ยชม “น้องสาวข้าฉลาดจริงๆ”
ทุกคน “…”
วงไพ่เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
ฉินเฟิงกับอาวั่งนั่งตรงข้ามในทิศตะวันออกและตะวันตก
ฉินเหยากับหลิวจี้นั่งตรงข้ามในทิศเหนือและใต้ ระหว่างสองสามีภรรยามีคนคั่นกลาง
แม้จะรู้ว่าน้องสาวไม่น่าจะ ‘ป้อนไพ่’ ให้น้องเขยตัวดี แต่บนโต๊ะไพ่ไร้ญาติมิตร ฉินเฟิงจึงจับทั้งสองแยกกันอย่างไร้ความปรานีเพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัย
ทว่า การเล่นรอบต่อๆ มา นอกจากตาแรกที่อาวั่งชนะก่อนแล้วอีกเจ็ดตาที่เหลือ ฉินเหยาเป็นฝ่ายชนะรวดทุกตา
ทีแรก ฉินเหยาคิดว่าตนเองเป็นคนดวงดีฟ้าประทาน วันนี้ดวงขึ้นสุดๆ
แต่พอชนะติดต่อกันห้าตา นางก็เริ่มใจคอไม่ดี
พอถึงตาที่เจ็ด นางเผลอปรายตามองไปทางหลิวจี้แวบหนึ่ง
พบว่าเจ้านั่นกำลังใช้มือข้างหนึ่งเท้าคางมองนาง พลางยิ้มเจ้าชู้ พลางใช้นิ้วดีดไพ่ใบหนึ่งออกมาเหมือนไม่ใส่ใจนัก
ฉินเหยาค้นพบด้วยความยินดีว่า ไพ่ใบนี้นางเก็บได้
แต่ขาถัดจากหลิวจี้คืออาวั่ง ต้องให้อาวั่งเก็บไม่ได้ นางถึงจะมีสิทธิ์เก็บ
แต่ที่น่ายินดีคือ อาวั่งเก็บไม่ได้จริงๆ
ไม่ผิดจากที่คาด ฉินเหยาชนะอีกแล้ว
หลิวจี้หน้าม้าตัวยงรีบเอ่ยชม “เมียจ๋าเจ้าเก่งจริงๆ! อันดับหนึ่งในใต้หล้าต้องยกให้เจ้าแล้ว!”
ฉินเหยากระแอมเบาๆ สองที ข่มมุมปากที่กระตุกอยากจะยกยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่จนมาถึงตาที่แปด
คราวนี้นางก็ยังชนะอยู่ดี
หันไปมองรอยยิ้มระรื่นจนตัวแทบลอยของหลิวจี้ ต่อให้ฉินเหยาเป็นคนโง่ก็ควรเข้าใจได้แล้ว…เจ้าหมอนี่กำลังช่วยให้นางชนะไพ่มาโดยตลอด!
หลิวจี้อารมณ์เบิกบานนัก เมียจ๋ามีความสุขเขาก็มีความสุข แหะๆ~
“มาอีกๆ!” เขาเป็นฝ่ายร้องเรียกพี่เขยกับอาวั่งที่แพ้จนหมดความมั่นใจ
เรื่องแค่นี้ทำให้เมียจ๋ามีความสุขได้ ไยถึงจะไม่ทำเล่า
อาวั่งขมวดคิ้วมุ่น จู่ๆ ก็ปัดไพ่ที่หลิวจี้เรียงไว้จนกระจัดกระจายถามเค้นว่า
“ท่านทำได้อย่างไร?”
ฉินเฟิงยังงุนงง “อะไร เกิดอะไรขึ้นหรือ”
เดิมพันกันแค่หนึ่งเหวิน เล่นแค่นี้ก็เล่นไม่ได้แล้วหรือ
น้องสาวเขากดขี่อาวั่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ
เห็นได้ชัดว่า เรื่องราวไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้น
อาวั่งชี้หน้าหลิวจี้ที่กำลังยิ้มหน้าระรื่นแล้วเอ่ยขึ้นอย่างมั่นใจ “เขาโกง”
หลิวจี้ตีหน้าขรึม “ข้าเปล่า”
เขาใช้ฝีมือทำให้เมียจ๋าชนะไพ่ จะนับว่าโกงได้อย่างไร
อาวั่ง “ท่านโกง!”
ฉินเหยากระแอมออกมาสองทีก่อนลุกขึ้นอย่างขัดเขิน “ข้าเหนื่อยแล้ว ใครจะมาเล่นแทนข้าบ้าง”
อินเยว่ยกมืออย่างกระตือรือร้น “ท่านอาจารย์ ข้าๆๆ!”
เมื่อครู่ไม่ได้เล่นพนันเงินนางถึงรู้สึกว่าน่าเบื่อ แต่ตอนนี้รู้สึกว่าน่าสนใจเป็นพิเศษแล้ว
ฉินเหยาพยักหน้าแล้วถอยออกไป
ก่อนไปนางปรายตามองหลิวจี้แวบหนึ่ง
เจ้าหนุ่มนี่ ใช้ได้นี่!
ลมหายใจหลิวจี้สะดุดกึก ความร้อนผ่าวลามเลียขึ้นไปถึงใบหูอย่างไม่รู้ตัว รู้สึกเพียงในใจหวานล้ำยิ่งกว่าได้กินน้ำผึ้ง
“แหะๆ…แหะๆ…” เขาหัวเราะโง่เขลา
อาวั่งที่ในที่สุดก็จับได้ไพ่ดีตะโกนลั่นด้วยความตื่นเต้น “นายท่านใหญ่ ถึงตาท่านทิ้งไพ่แล้ว!”
หลิวจี้สะดุ้งโหยง ความเคลิบเคลิ้มในใจมลายหายไปจนสิ้น ตรงหน้าเหลือเพียงใบหน้าเปื้อนยิ้มอันตื่นเต้นของอาวั่ง
หลิวจี้สูดลมหายใจเข้าลึก สู้ด้วยแรงคงสู้ไม่ไหว ต้องใช้สมองเอาชนะ
เช่นนั้นก็ให้เขานายท่านใหญ่ผู้นี้เปลืองแรงสมองสักหน่อย ขูดรีดเงินเก็บส่วนตัวของเจ้าคนไร้คู่ไร้ซึ่งอารมณ์สุนทรีย์ผู้นี้ให้เกลี้ยงไปเลยก็แล้วกัน!