ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 783 ไม่อยากไปสำนักศึกษาแล้ว ...............
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 783 ไม่อยากไปสำนักศึกษาแล้ว ...............
ตอนที่ 783 ไม่อยากไปสำนักศึกษาแล้ว
……………
เสียงหยกกระทบกันดังต่อเนื่องตลอดทั้งคืน กระทั่งถึงยามเฉินจึงค่อยหยุดลง
ฉินเฟิงและหลิวจี้ลูบคลำถุงเงินที่พองตุง สีหน้ายังคงเอิบอิ่มกระปรี้กระเปร่า
อินเยว่ลูบคลำถุงเงินที่ว่างเปล่า ใบหน้าซีดเซียวไม่อาจปั้นสีหน้าแสดงความรู้สึกใดๆ ออกมาได้อีกแล้ว
อาวั่งขมวดคิ้วมุ่น จ้องมองถุงเงินที่ว่างเปล่าของตนเอง ขบคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ
ทว่าไก่ตัวผู้ที่ฮูหยินผู้เฒ่าชิวเพื่อนบ้านเลี้ยงไว้ต่างก็ส่งเสียงขันแล้ว
ต่อให้คิดไม่ตกว่าเหตุใดถุงเงินของตนถึงว่างเปล่า อาวั่งก็จำต้องวางเรื่องนี้ลงชั่วคราวแล้วลุกไปห้องครัวเพื่อทำอาหารเช้าให้ทุกคน
อยู่เฝ้าปีใหม่มาตลอดทั้งคืน ทุกคนต่างก็เหนื่อยล้ากันหมด
หลังกินอาหารเช้าเสร็จต่างคนต่างทยอยกลับห้องไปนอนชดเชยภายในเรือนจึงเงียบสงบลง
วันขึ้นปีใหม่จึงผ่านพ้นไปในห้วงความฝันเช่นนี้
พอเข้าสู่วันที่สอง ถนนหนทางก็เริ่มคึกคักขึ้นมา
ผิดกับความเงียบสงบในชนบท ในเมืองหลวงหลังผ่านพ้นวันแรกไปแล้วก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คน
บ้านที่มีฐานะร่ำรวยก็จะอาศัยช่วงเทศกาลว่าจ้างคณะงิ้ว คณะกายกรรม มาช่วยโหมโรงบรรยากาศปีใหม่ให้ครึกครื้นร้อนแรง
ตั้งแต่วันที่สามลากยาวไปจนถึงวันที่หก บรรดาจวนกั๋วกงและเศรษฐีผู้มั่งคั่งต่างก็จุดดอกไม้ไฟให้ชาวบ้านได้รับชมทุกค่ำคืน
แถบเมืองฝั่งทิศตะวันออก ตลอดแนวริมแม่น้ำ พอตกกลางคืนก็เต็มไปด้วยแสงสีตระการตาราวกับความฝัน
ความครึกครื้นเช่นนี้ ดำเนินต่อเนื่องไปตลอดเดือนหนึ่ง
หลังผ่านพ้นวันที่สิบห้า กลิ่นอายความคึกคักของปีใหม่ในเมืองจึงค่อยๆ จางหายไป
ยามที่อากาศเพิ่งจะเริ่มอุ่นขึ้นบ้าง ฉินเฟิงก็เตรียมตัวจะกลับเมืองวั่งเฉิงแล้ว
เวลานี้สองสามีภรรยาฉินเหยาและหลิวจี้กำลังพาเด็กชายทั้งสามของบ้าน ตระเวนหาสำนักศึกษาเอกชนแห่งใหม่ในเมืองหลวง
ทางตระกูลฟ่านนั้นพวกเขาไม่ไปเรียนแล้วเพราะพวกเด็กๆ ล้วนไม่ชื่นชอบ
แม้กระทั่งเอ้อร์หลางก็ยังเอ่ยปากแสดงความคิดเห็นของตนเองหลังปีใหม่ เขาเห็นว่าท่านอาจารย์ฟ่านสอนหนังสือได้ แต่เรื่องการอบรมบ่มนิสัยคนยังบกพร่องอยู่บ้าง
เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ท่านพ่อท่านแม่ เด็กอย่างเอ้อร์หลางถึงขั้นวางแผนจะศึกษาด้วยตนเองที่บ้านแล้ว
เรื่องนี้ฉินเหยาย่อมไม่ยอมอย่างแน่นอน เด็กเล็กควรจะได้ใช้ชีวิตวัยเยาว์อันแสนสุขร่วมกับสหายร่วมชั้นเรียนในสำนักศึกษา
การเรียนจะดีหรือไม่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ที่สำคัญคือสุขภาพจิตของเด็ก
หลังผ่านพ้นวันที่สิบห้า ยามกลางวันฉีเซียนกวนมักจะหนีมาที่บ้านของฉินเหยา
ด้านหนึ่งมาคอยคุมหลิวจี้ อีกด้านก็มาหลบหาความสงบที่นี่
ตระกูลฉีเป็นตระกูลใหญ่ มีสมาชิกมากมาย พอพ้นวันสิ้นปี ญาติสนิทมิตรสหายและขุนนางที่ไปมาหาสู่ก็แห่กันมาเหมือนฝูงตั๊กแตน ส่งกลับไปชุดหนึ่งก็มีมาใหม่อีกชุดหนึ่ง
บ้านฉินเหยามีกันอยู่แค่นั้น ในเมืองหลวงก็ไม่มีญาติที่ต้องไปเยี่ยมเยียนจึงนับเป็นสถานที่สงบเงียบที่หาได้ยากยิ่ง
ฉีเซียนกวนมาถึงที่นี่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกทันที
บางครั้งยามค่ำคืนเรียนหนังสือกับหลิวจี้จนดึกดื่นก็ถือโอกาสนอนค้างเสียเลย
หม่าหยางเองก็ยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวสำหรับการสอบชุนเหวย เรื่องสอนการบ้านเด็กๆ จึงต้องพักไว้ก่อน
อย่างไรเสียก็นับเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวพันถึงโชคชะตา ฉินเหยาเองก็เกรงใจที่จะให้เขาสอนหนังสือเด็กๆ ต่อ
ดังนั้น พอพ้นวันที่แปด นางกับหลิวจี้จึงพาเด็กๆ ออกตระเวนหาสำนักศึกษาในเมือง
ระหว่างที่กำลังกลุ้มจนปวดหัว ฉินเฟิงก็บอกว่าจะกลับ ฉินเหยาจึงรู้สึกห่อเหี่ยวขึ้นมาทันควัน
หลิวจี้เองก็ตกใจมาก รีบเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “หรือเป็นเพราะช่วงนี้พวกเรามัวแต่ยุ่งกับการหาสำนักศึกษาเอกชนให้พวกต้าหลางสามพี่น้อง จนละเลยพี่ภรรยา ทำให้พี่ภรรยาโกรธเคืองหรือไม่”
ฉินเฟิงรีบโบกมือ “ในบ้านครึกครื้นทุกวัน ข้าอยู่ที่นี่รู้สึกผ่อนคลายยิ่งนัก จะโกรธเคืองได้อย่างไร”
“เพียงแต่ผ่านวันที่สิบห้ามาแล้ว กิจการร้านค้าต่างๆ ต้องเริ่มเตรียมการ ข้าจากเมืองวั่งเฉิงมานานเพียงนี้ หากไม่กลับไปคอยดู มีเพียงพ่อบ้านไม่กี่คนอยู่ที่นั่น อย่างไรก็วางใจไม่ลง”
กล่าวจบ เห็นฉินเหยาทำหน้าไม่สบอารมณ์ ฉินเฟิงจึงเย้าแหย่ว่า
“ไหนๆ ทางน้องเขยก็มีคุณชายน้อยฉีคอยจ้องอยู่แล้ว มิสู้น้องสาวกลับไปเยี่ยมบ้านพร้อมข้าดีหรือไม่”
ฉินเหยาก็อยากจะตอบตกลงอยู่หรอก
แต่พอก้มลงมองก็เห็นซานหลางกับซื่อเหนียงคว้าชายเสื้อนางไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ พวกเขาจ้องมองนางตาแป๋วอย่างน่าสงสาร
ต่อให้อยากไปก็ไปปุบปับเช่นนี้ไม่ได้
“เฮ้อ ไว้รอข้าเตรียมตัวก่อนค่อยว่ากันเถอะ” ฉินเหยาถอนหายใจเบาๆ ถามฉินเฟิงว่า “พี่ชายจะเดินทางเมื่อใดหรือ”
เมื่อรู้ว่าน้องสาวไม่อาจติดตามไปพร้อมตนในครั้งนี้ได้ ฉินเฟิงก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อย แต่พอเห็นสายตาคู่น้อยของฝาแฝด เขาก็อดเอ็นดูระคนสงสารไม่ได้จึงจำต้องข่มความเสียดายในใจลงแล้วตอบว่า
“อีกสองวัน พรุ่งนี้เตรียมของ เช้าตรู่วันมะรืนค่อยออกจากเมือง”
หลิวจี้ถามด้วยความแปลกใจ “คราวนี้พี่เขยไม่นั่งเรือหรือ”
ฉินเฟิงส่ายหน้า “ไม่นั่ง ครั้งนี้ข้ามุ่งหน้ากลับเมืองวั่งเฉิงเลย”
เดี๋ยวนี้ไม่ต้องออกเดินทางค้าขายแล้ว เพียงแค่ดูแลทางเหมืองเกลือให้ดีก็เพียงพอ
ฉินเหยาสูดหายใจเข้าลึก เก็บความอาลัยอาวรณ์จางๆ ในใจแล้วตามฉินเฟิงกลับห้องไปช่วยเก็บของ
แน่นอนว่าฉินเฟิงย่อมไม่ยอมให้นางออกแรงที่ทำไปก็เพื่ออยู่เป็นเพื่อนกันเท่านั้น
สองพี่น้อง คนหนึ่งเก็บของ อีกคนคอยกำชับสั่งการ
ทันใดนั้น ด้านนอกก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
ช่วงนี้อากาศแจ่มใส ประตูห้องจึงไม่ได้ปิดไว้
พี่น้องทั้งสองในห้องหันไปมองทางประตูก็เห็นต้าหลางยืนทำหน้าลังเลอยู่หน้าประตู
เมื่อเห็นท่านแม่และท่านลุงมองมา เด็กหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกราวกับกำลังจะทำเรื่องยิ่งใหญ่เทียมฟ้า สองมือกำหมัดแน่น รวบรวมความกล้าก้าวเท้าเข้ามาในห้อง
“ต้าหลาง?” ฉินเหยาสงสัยเล็กน้อย
“ท่านแม่ ท่านลุง” ต้าหลางคารวะผู้ใหญ่ก่อน ฉินเฟิงส่งสัญญาณให้เขานั่ง เด็กหนุ่มจึงนั่งลงที่หน้าโต๊ะ
ต้าหลางมองฉินเหยา นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ภายใต้สายตาที่คอยให้กำลังใจของนาง เขาจึงตัดสินใจเอ่ยปากอย่างเด็ดขาดว่า
“ท่านแม่ ข้าไม่อยากไปสำนักศึกษาแล้วขอรับ”
ฉินเหยาแปลกใจอยู่บ้าง ก่อนหน้านี้เด็กหนุ่มไม่เคยแสดงอาการไม่อยากไปสำนักศึกษาออกมาให้เห็นเลย
หลายวันมานี้ที่นางกับหลิวจี้พาเด็กๆ ไปตระเวนหาสำนักศึกษาเอกชน ต้าหลางก็ดูคาดหวังเป็นอย่างมาก
ตามการนับอายุของแคว้นเซิ่ง ผ่านปีใหม่แล้ว ต้าหลางก็อายุสิบสามปีแล้ว
เด็กในยุคสมัยนี้ล้วนเติบโตเร็ว อย่างเช่นฉีเซียนกวน ทางบ้านก็เริ่มเตรียมทาบทามหาคู่ครองให้แล้ว
ดังนั้นฉินเหยาจึงเห็นว่า ไม่อาจมองต้าหลางเป็นเด็กเล็กๆ ได้อีกต่อไป
นางไม่ได้ดุด่า ทว่าเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรหรือ”
ถ้อยคำห่วงใยอันนุ่มนวลทำให้กำปั้นที่กำแน่นของต้าหลางคลายลงเล็กน้อย ทีแรกเขายังนึกว่าจะถูกดุด่าเสียอีก แต่ฉุกคิดขึ้นได้ว่า แท้จริงแล้วท่านแม่ไม่เคยดุด่าว่ากล่าวพวกเขาเลย
นางมักจะใจกว้างและเคารพความคิดเห็นของลูกมากกว่ามารดาคนอื่นๆ เสมอมา
ดังนั้น ต้าหลางจึงเปิดเผยความในใจที่ซ่อนเร้นไว้ออกมาจนหมดเปลือก
“ท่านแม่ ข้าไม่มีพรสวรรค์ด้านการเรียนเหมือนเอ้อร์หลาง ความรู้ที่ร่ำเรียนในสำนักศึกษาหลายปีมานี้ก็เพียงพอให้ข้านำไปใช้ได้แล้ว หากไปสำนักศึกษาอีก สิ่งที่ท่านอาจารย์สอนข้ากลับรู้สึกว่าเข้าใจยากและน่าเบื่อหน่าย…”
“ไม่รู้วันไหน จู่ๆ ข้าก็คิดขึ้นมาได้ว่า บางทีข้าควรจะออกไปเปิดหูเปิดตาหาประสบการณ์บ้าง ไม่อาจใช้ชีวิตอย่างกลัดกลุ้มสับสนเช่นนี้ต่อไปได้”
“คราวนี้ท่านลุงบอกว่าจะกลับ ข้าจึงอยากติดตามท่านลุงไปด้วยขอรับ”
พูดถึงตรงนี้ ต้าหลางก็หันไปมองฉินเฟิงที่มีท่าทีแปลกใจเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า
“ท่านลุง ข้าขี่ม้าเป็นแล้ว ทั้งยังมีวรยุทธ์ติดตัว แม้จะไม่เก่งกาจเท่าพวกท่านแม่ แต่หากเกิดเรื่องข้าก็สามารถปกป้องตัวเองได้ ท่านลุงไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องข้า”
ฉินเฟิงไม่ได้รังเกียจที่จะมีคนเพิ่ม เพียงแต่ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นลูกหลานตระกูลหลิวจำต้องถามบิดาบังเกิดเกล้าของเด็กด้วย
ฉินเฟิงหันไปมองฉินเหยา “หากเจ้ากับน้องเขยเห็นชอบ ข้าจะพาต้าหลางไปเมืองวั่งเฉิงด้วยก็ย่อมได้”
แต่เห็นได้ชัดจากท่าทีอกสั่นขวัญแขวนของต้าหลาง บิดาบังเกิดเกล้าของเขาเวลานี้เกรงว่าจะยังไม่รู้เรื่องที่ลูกชายแท้ๆ คิดจะติดตามท่านลุงผู้นี้ไป ‘ท่องโลกกว้าง’
ทว่าในความคิดของต้าหลาง ขอเพียงท่านแม่ที่เป็นประมุขของบ้านเห็นชอบ ทางฝั่งบิดาจะเป็นอย่างไรก็ไม่สำคัญ
อย่างมากก็แค่โดนอัดสักยก
จากนั้น…ต้าหลางก็ถูกบิดาบังเกิดเกล้าไล่หวดไปทั่วลานบ้านเข้าจริงๆ