ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 784 หนุ่มน้อยลาจากบ้าน
ตอนที่ 784 หนุ่มน้อยลาจากบ้าน
……………
หลิวจี้ชูไม้กวาดขึ้นพลางด่ากราด “หลิวจื่อวั่ง! เจ้าลูกระยำ ปีกกล้าขาแข็งแล้วใช่ไหม คอยดูเถอะ บิดาจะตีขาเจ้าให้หัก!”
ต้าหลางหลบหลีกอย่างคล่องแคล่วพลางวิ่งวนไปรอบลานบ้าน
ปากก็เอ่ยเตือนด้วยความหวังดีว่า “ท่านพ่อ ระวังจะหกล้มเอานะขอรับ!”
ทว่าสิ้นเสียง หลิวจี้กลับก้าวพลาดบันไดไปขั้นหนึ่งอย่างไม่ทันระวัง เกือบจะหน้าทิ่มดินล้มคะมำไปจริงๆ
ฉินเหยาที่ยืนกอดอกพิงเสาอยู่ยื่นขาออกไปยันร่างที่ถลาร่วงลงมาของเขาแล้วใช้เท้าดันกลับไป หลิวจี้ถึงได้รอดตัวมาได้อย่างหวุดหวิดกลับมายืนทรงตัวได้ใหม่
บิดาชราทั้งโกรธทั้งอายจึงขว้างไม้กวาดในมือใส่เจ้าหนุ่มน้อยแสนว่องไวตรงมุมกำแพง!
ต้าหลางยกมือขึ้นกุมศีรษะ ยอมรับการฟาดครั้งนี้แต่โดยดี
เขากลัวว่าถ้าท่านพ่อตีไม่โดนสักที ความโกรธจะคั่งค้างจนกลายเป็นเพลิงโทสะสุมอก
ถึงเวลานั้นต้องเสียเงินเสียทองไปรักษาจะไม่คุ้มค่า
สู้ยอมเจ็บตัวสักที ให้ท่านพ่อบังเกิดเกล้าได้ระบายโทสะหน่อยจะดีกว่า
หลิวจี้ร้อง “เหอะ!” พอเห็นอีกฝ่ายไม่หนีก็ยิ่งโมโหหนักกว่าเดิม
นี่ดูถูกกันหรือไง!
เขาถลกแขนเสื้อขึ้น เดินดุ่มๆ เข้าไปอย่างดุดัน “บอกให้ไปสำนักศึกษาก็ไม่ไป! ริอ่านจะเลียนแบบตัวเอกในนิยายไปท่องยุทธภพรึ!”
“ไอ้ลูกอกตัญญู วันนี้บิดาจะตีเจ้าให้ตาย!”
ต้าหลางถอนหายใจอย่างจนปัญญา คนเป็นลูกจะไปตีพ่อก็ไม่ได้จึงได้แต่ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปทางท่านแม่ที่ยืนดูละครฉากนี้อยู่
ฉินเหยากระตุกยิ้ม ยื่นนิ้วออกไปเกี่ยวคอเสื้อด้านหลังของหลิวจี้ไว้เบาๆ ก็ตรึงร่างเขาไว้อยู่หมัด
“ฆ่าคนตายมันผิดกฎหมายนะ การสอบชุนเหวยเจ้าจะไม่สอบแล้วหรือ”
หลิวจี้เหวี่ยงแขนสะบัดมือที่เกี่ยวคอเสื้อออก หันขวับมาถลึงตาใส่ฉินเหยาอย่างหงุดหงิด
“ข้าเป็นคนให้กำเนิดเขามา ต่อให้ตีจนตายก็ไม่มีความผิด!”
ฉินเหยาพูดเสียงเรียบ “เลี้ยงมาจนโตขนาดนี้ด้วยความยากลำบาก ตีตายอย่างไรก็ไม่คุ้ม”
“เจ้าเองก็เคยพูดไม่ใช่หรือว่า การเรียนไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจะเรียนได้ หากทุกคนอ่านออกเขียนได้ไปสอบเคอจวี่กันหมด จะยังมีที่ว่างให้เจ้าหลิวจี้อยู่อีกหรือ”
“อีกอย่าง ตอนแรกที่ให้เด็กๆ ไปสำนักศึกษาก็เพื่อให้พวกเขาอ่านออกเขียนได้รู้ความก็เท่านั้น”
“ตอนนี้ต้าหลางคิดได้แล้วว่าตัวเขาเองจะทำอะไร ต่อให้เจ้าขู่จะตีให้ตาย ใจเขาก็ไม่อยู่กับการเรียนแล้ว ขืนให้กลับไปสำนักศึกษา จะอ่านเข้าหัวสักกี่ตัวกันเชียว”
หลิวจี้เถียงอย่างไม่ยอมแพ้ “แล้วทำไมบิดาต้องสอบเคอจวี่ด้วยเล่า ในเมื่อเจ้าอนุญาตให้ต้าหลางไม่ต้องเรียนแล้ว งั้นบิดาก็จะไม่เรียนเหมือนกัน!”
“หลิวจี้ พูดอีกทีซิ!” น้ำเสียงของฉินเหยาเย็นยะเยือก แววตาเต็มไปด้วยการตักเตือน
หลิวจี้สะดุ้งโหยง รีบกลับคำทันที “ฮ่าๆๆ ล้อเล่นน่า เมียจ๋าอย่าเข้าใจผิดสิ”
“แต่ว่าต้าหลาง…”
เขาเปลี่ยนเรื่อง ชี้ไปที่เด็กหนุ่มตรงมุมกำแพงอย่างไม่สบอารมณ์นัก “เจ้าเด็กนี่ตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยห่างบ้าน ตัวแค่นี้ริจะไปท่องยุทธภพ ตายอยู่ข้างนอกบิดาก็ขาดทุนแย่สิ”
ต้าหลางรีบพูดขึ้น “ข้าไปกับท่านลุง เส้นทางพวกนั้นท่านลุงไปมาตั้งหลายรอบแล้ว ไม่เป็นไรหรอกขอรับ ท่านพ่ออย่าแช่งท่านลุงสิ”
พอคำพูดนี้หลุดออกมา หลิวจี้ก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าสายตาของหญิงสาวข้างกายเย็นเฉียบขึ้นมาอีก
เขารีบแก้ตัว “เจ้าลูกบ้าพูดจาเหลวไหลอะไร บิดาไม่ได้ว่าอะไรท่านลุงเจ้าสักหน่อย”
ต้าหลาง “ก็ได้ ท่านพ่อไม่ได้พูด”
“แต่ท่านพ่อก็ไม่ได้เป็นคนเลี้ยงข้ามา ต่อให้ข้าตายอยู่ข้างนอก ท่านก็ไม่ขาดทุนหรอก”
หลิวจี้จุกจนพูดไม่ออก คิดอยากจะถอดรองเท้าปาใส่อีกรอบ
แต่ครั้งนี้ต้าหลางไวกว่าหนึ่งก้าว รีบเดินมาคุกเข่าลงตรงหน้าพ่อของเขาดังตุบ
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ “ท่านพ่อ ท่านแม่อนุญาตแล้ว เดิมทีข้าไม่จำเป็นต้องแจ้งท่านอีก แต่อย่างไรท่านก็เป็นพ่อข้า ข้าจึงต้องบอกกล่าวท่านสักคำ”
“เขาว่าบิดาเมตตาบุตรกตัญญู แต่นั่นก็ต้องให้บิดาเมตตาก่อน บุตรถึงจะกตัญญู ในเมื่อท่านไม่เมตตาก็อย่าโทษที่ลูกอกตัญญูเลย”
พูดจบก็ก้มศีรษะลงโขกคำนับสามครั้ง ถือว่าได้ไว้หน้าพ่อบังเกิดเกล้าอย่างถึงที่สุดแล้ว
คำนับเสร็จ ต้าหลางก็ลุกขึ้นยืน หันไปประสานมือคารวะฉินเหยาอย่างหนักแน่น
“ท่านแม่วางใจ ข้าจะเชื่อฟังท่านลุง จะตั้งใจเรียนรู้กับท่านลุง รอข้าฝึกฝนจนเก่งกล้าแล้วจะกลับมากตัญญูต่อท่านแม่ให้ดีที่สุดขอรับ!”
ฉินเหยายิ้มพลางพยักหน้า ตบไหล่ที่เริ่มหนาขึ้นของเด็กหนุ่มเบาๆ
“คนเราหากไม่บ้าบิ่นก็เสียทีที่เกิดเป็นดรุณ เจ้าอยากไปผจญภัยก็ไปเถอะ แม่สนับสนุนเจ้า!”
ต้าหลางพยักหน้าอย่างแรง ขอบตาแดงก่ำ
วินาทีนี้ จู่ๆ หลิวจี้ก็นึกถึงหลิวเหล่าฮั่นที่เคยวิ่งไล่ตีตนเองในอดีต
คิดถึงตอนนั้น เขาก็เคยเป็นดรุณที่บ้าบิ่นเหมือนกัน
น่าเสียดาย ที่เขาไม่มีพ่อแม่ดีๆ แบบนี้ที่คอยสนับสนุนให้เขาไปตามความฝัน
แต่งงานมีลูกตั้งแต่ยังหนุ่ม ใช้ชีวิตอย่างซัดเซพเนจร เป็นคนเหลวไหลคนหนึ่ง
ไม่ได้เป็นทั้งสามีที่ดีและก็ไม่ได้เป็นทั้งพ่อที่ดี
ดังนั้น…นี่คือเวรกรรมของเขาตอนนี้สินะ
ได้แต่มองดูแผ่นหลังลูกชายคนโตที่เดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง หลิวจี้ก็ยกมือข้างหนึ่งกุมหน้าอก อีกข้างทุบตีตัวเอง ท่าทางเจ็บปวดรวดร้าว
แหงนหน้าตะโกนก้องฟ้า “เวรกรรมแท้ๆ!”
แสดงสมจริงเกินไปจนเกือบจะกระอักเลือดออกมาจริงๆ แล้ว
ขมับของฉินเหยากระตุกยิก นางเตะเข้าที่น่องของเขาหนึ่งป้าบ “เลิกแสดงได้แล้ว คนเขาเดินไปไกลแล้ว”
“ถ้ายังอยากให้ลูกชายนึกถึงความดีของเจ้าบ้าง ตอนนี้รีบตามไปช่วยเก็บสัมภาระเสียเถอะ” ฉินเหยาแนะนำด้วยความจริงใจ
หลิวจี้หยุดการแสดงในเสี้ยววินาที ประสานมือรับคำ “น้อมรับบัญชา สามีไปล่ะ”
เขาหันหลังกลับ ถลกชายเสื้อแล้ววิ่งตามไปทันที
ปากก็ตะโกนพลางเรียกพลางวิ่งไปด้วย “ต้าหลาง รอพ่อด้วย!”
เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งแผ่นหลังเหยียดตรงดั่งต้นสนที่เดินนำอยู่ข้างหน้าถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
ในที่สุดก็หยุดฝีเท้าลงรอเขา
หลิวจี้หัวเราะแหะๆ วาดแขนโอบไหล่ลูกชาย
ในใจนึกประหลาดใจ ลูกชายโตจนตัวเกือบจะสูงเท่าเขาแล้ว
บิดาแก่ๆ ไม่เอ่ยถึง ‘ฉากวิ่งไล่ล่า’ เมื่อครู่แม้แต่ครึ่งคำ จู่ๆ ก็แสร้งทำตัวเป็นพ่อที่ดี กำชับลูกชายว่าอยู่ข้างนอกต้องระวังตัวอะไรทำนองนั้น
ต้าหลางฟังเงียบๆ ความขุ่นเคืองในใจค่อยๆ จางหายไป
เขาคิดว่า เขาไม่ควรไปถือสาคนเหลวไหลพรรค์นี้
ขนาดเจ้าตัวเองก็ยังใช้ชีวิตไม่ค่อยจะถูกเลย
ถ้าไม่มีท่านแม่…ต้าหลางส่ายหน้าอย่างจนใจ ไม่กล้าจินตนาการเลยจริงๆ ว่าบุรุษที่โอบไหล่เขาอยู่ตอนนี้กำลังหัดทำตัวเป็นพ่อที่ดี
ต่อให้เขาไม่ได้อยากจะเป็นพ่อที่ดีจากใจจริง แต่เขาก็กำลังพยายามแสดงอยู่
เพียงเพื่อทำให้คนคนนั้นที่เขาให้ความสำคัญที่สุดรู้สึกพึงพอใจ
“ท่านพ่อ ท่านหลงรักท่านแม่เข้าจริงๆ แล้วใช่หรือไม่”
คำพูดของเด็กหนุ่มช่างน่าตื่นตะลึงทำเอาบิดาแก่ๆ เขินแทบตาย
หลิวจี้รีบตะครุบปากเจ้าลูกชายตัวดี ส่งสัญญาณให้เงียบเสียง
เด็กหนุ่มยิ้มจนตาหยี
วันที่สิบเจ็ดเดือนหนึ่ง ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆ
ต้าหลางสะพายคันธนูที่ท่านแม่ทำให้ พกกระบี่เล็กที่ท่านอาให้ จูงม้าตัวเล็กเพียงลำพัง เดินตามหลังขบวนม้าของฉินเฟิง แววตาเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังขณะจากบ้านไป
สองสามีภรรยาฉินเหยาพาเอ้อร์หลาง ซานหลาง ซื่อเหนียง รวมทั้งอินเยว่ อาวั่ง หลิวเฝยและฉีเซียนกวน ทุกคนในครอบครัวมาส่งอยู่ด้านหลัง
สี่พี่น้องไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดมา
จู่ๆ พี่ใหญ่ก็จากไป เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงจึงได้สัมผัสถึงความขมขื่นของการจากลาเป็นครั้งแรก
พอนึกถึงว่าในวันหน้าพี่น้องอาจจะต้องกระจัดกระจายกันไปคนละทิศละทางความอาลัยก็ท่วมท้นจิตใจ พวกเขาซุกหน้าลงกับอกท่านพ่อท่านแม่ กอดพวกเขาไว้แน่นแล้วร้องไห้โฮออกมา
แต่ร้องไห้เสร็จ ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป
ฉินเหยาและหลิวจี้หาสำนักศึกษาแห่งใหม่ที่เอ้อร์หลางและซานหลางพอใจได้แล้ว
ปลายเดือนหนึ่ง เด็กๆ ก็กลับไปเข้าเรียนที่สำนักศึกษา
บ้านที่เคยครึกครื้นมาเดือนกว่า ในเวลากลางวันก็กลับมาเงียบสงบดังเดิม