ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 785 ไต่กำแพงเหินเวหา ...............
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 785 ไต่กำแพงเหินเวหา ...............
ตอนที่ 785 ไต่กำแพงเหินเวหา
……………
ฉีเซียนกวนปักหลักอยู่ที่บ้านฉินเหยาไม่ยอมขยับไปไหนเสียแล้ว
เพียงกลับไปกินมื้อเย็นเป็นเพื่อนคนในครอบครัวบ้างเป็นครั้งคราว ก่อนถึงยามห้ามออกจากเคหสถานก็ยังรีบกลับมานอนที่นี่
วันที่สองเดือนสอง วันมังกรเชิดหัว
ฉีเซียนกวนถูกสารถีจวนตระกูลฉีมารับกลับจวนไปรับประทานมื้อเย็นร่วมกับผู้อาวุโสเช่นเคย
นึกไม่ถึงว่าเพิ่งออกจากบ้านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม จู่ๆ ก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง มิหนำซ้ำยังขี่ม้ากลับมา ท่าทางดูรีบร้อนลุกลี้ลุกลนยิ่งนัก
ครอบครัวฉินเหยากับแขกอย่างหม่าหยางกำลังรับประทานมื้อเย็นอยู่ด้วยกัน เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู อินเยว่จึงลุกขึ้นไปเปิด
“คุณชายน้อยฉี…”
สิ้นเสียงอินเยว่ ฉีเซียนกวนก็ลงจากม้าเดินผ่านประตูใหญ่ เข้ามาถึงห้องโถงหลักแล้ว
“เมื่อครู่ผู้อาวุโสในบ้านข้าล้วนถูกเรียกตัวเข้าวังไปหมดแล้ว ฝ่าบาทคงจะพระอาการวิกฤตแล้ว”
น้ำเสียงของฉีเซียนกวนจงใจกดให้ต่ำลง แต่ก็ยังคงทำให้หลิวจี้และหม่าหยางสองคนฟังแล้วอกสั่นขวัญแขวน
พวกเขามิได้ห่วงใยว่าฝ่าบาทจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ทว่าการสอบชุนเหวยใกล้เข้ามาแล้ว หากฝ่าบาทสวรรคต งานไว้ทุกข์ทั่วแผ่นดินมาถึง การสอบชุนเหวยมิใช่จะต้องเลื่อนออกไปหรือ
เลื่อนออกไปยังพอรับได้ ที่กลัวก็คือ กลัวว่าการสอบชุนเหวยปีนี้จะถูกยกเลิกไปเลย ถึงตอนนั้น…
ไม่กล้าคิด หม่าหยางไม่กล้าคิดต่อเลยจริงๆ
หัวใจหลิวจี้กระตุกวูบอย่างแรง สีหน้าภายนอกยังพอดูสงบนิ่งอยู่บ้างแล้วให้ฉีเซียนกวนนั่งลงค่อยๆ เล่า
“แน่ใจนะว่ามิใช่มีราชกิจสำคัญต้องหารือจึงเข้าวังน่ะ” หลิวจี้ยังคงมีความหวังลมๆ แล้งๆ หลงเหลืออยู่หลายส่วน
อย่างไรเสียเมื่อวันส่งท้ายปีเก่า ฝ่าบาทกับฮองเฮายังประทับยืนบนป้อมกำแพงพระราชวังจื่อเวย ร่วมเฉลิมฉลองกับพสกนิกรอยู่เลย
เห็นๆ อยู่ว่าพระองค์ทรงลุกขึ้นประทับไหวแล้ว
นี่เพิ่งจะพ้นเดือนหนึ่งก็จะไม่ไหวแล้วหรือ
ยังไม่ทันที่ฉีเซียนกวนจะเอ่ยปาก อินเยว่ที่อยู่หน้าประตูก็วิ่งเข้ามากล่าวว่า
สิ้นคำอินเยว่ หัวใจของฉินเหยาก็กระตุกวูบตามไปด้วย
นับตั้งแต่คดีอ๋องเฟิงผ่านพ้นไป หวังจิ่นได้เลื่อนขั้นถึงสองระดับ ตอนนี้ดำรงตำแหน่งจงเฉิงเป็นผู้ตรวจการขั้นห้า
อายุน้อยเพียงนี้ก็ได้นั่งตำแหน่งนี้ เห็นได้ว่าทรงโปรดปรานมิใช่น้อย
หากแม้แต่หวังจิ่นยังรีบรุดไปพระราชวังจื่อเวย เช่นนั้นข้อสันนิษฐานเมื่อครู่ของฉีเซียนกวนก็คงเป็นจริงไปแปดเก้าส่วนแล้ว
“อาวั่ง” ฉินเหยาเอ่ยเรียก
อาวั่งก้าวมาข้างหน้าทันที “ฮูหยินมีคำสั่งใดขอรับ”
ฉินเหยากวักมือ ส่งสัญญาณให้เขาเข้ามาใกล้ๆ แล้วกระซิบกำชับข้างหูเขาว่า “เจ้าไปจับตาดูจวนราชครู ดูว่าตกลงสถานการณ์เป็นอย่างไรกันแน่”
อาวั่งรับคำสั่ง
เพราะมื้อเย็นยังกินไม่อิ่มจึงหยิบหมั่นโถวลูกหนึ่งคาบไว้ในปากแล้วออกจากบ้านไปทันที
“รอเถอะ กินไปรอฟังข่าวไป” ฉินเหยากล่าวกับทุกคน
นางเปรียบเสมือนเสาหลักยึดเหนี่ยวจิตใจ ตราบใดที่มีนางอยู่ หลิวจี้ก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรต้องตื่นตระหนก
อีกทั้งได้ส่งอาวั่งไปสืบข่าวแล้ว กว่าข่าวจะส่งกลับมาต้องใช้เวลา มิสู้เติมท้องให้อิ่มเสียก่อนค่อยว่ากัน
หลิวจี้สงบใจลงได้อย่างรวดเร็ว ส่งสัญญาณให้หม่าหยางที่กำลังตื่นตระหนกอย่าเพิ่งร้อนรนแล้วถามฉีเซียนกวน
“ศิษย์พี่ตัวน้อย กินด้วยกันสักหน่อยไหม”
ฉีเซียนกวนพยักหน้า เขายังไม่ได้กินข้าวก็มาเลย กำลังหิวอยู่พอดี
อินเยว่หยิบถ้วยตะเกียบมาเพิ่มอีกชุด พวกเขาจึงกินมื้อเย็นที่ยังค้างคาอยู่นี้กันต่อระหว่างรอคอยข่าวจากอาวั่งไปด้วย
เพียงแต่ในใจมีเรื่องพะวง พวกผู้ใหญ่จึงไม่ค่อยเจริญอาหารนัก
หากฝ่าบาทสวรรคต นั่นย่อมส่งผลกระทบไปทั่วทั้งกระดาน
ไม่เพียงการสอบชุนเหวยได้รับผลกระทบ ทั่วหล้าต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่อาจคาดเดา
และในค่ำคืนนี้ ภายในพระราชวังจื่อเวยคงจะโกลาหลวุ่นวายกันน่าดู
ฉินเหยาให้พวกเขารั้งอยู่ต่อเพื่ออ่านหนังสือฝึกคัดอักษรกันในห้องโถง
จะได้ถือโอกาสฟังความเคลื่อนไหวภายนอก ให้เตรียมใจไว้บ้าง
ทุกคนรอคอยเช่นนี้จนล่วงเข้าสู่กลางดึก
ไม่จำเป็นต้องรอให้อาวั่งกลับมารายงานแล้วเพราะทหารยามทั่วทั้งเมืองหลวงต่างก็เคลื่อนพลกันหมด ประตูเป่ยติ้งทางโน้นกลางค่ำกลางคืนยังเปิดประตูเมืองปล่อยคนผ่าน
พอเกิดความเคลื่อนไหว ชาวบ้านทั่วเมืองต่างก็ได้กลิ่นอายของพายุฝนที่กำลังจะโหมกระหน่ำ
ช่วงเวลาเที่ยงคืน ในที่สุดอาวั่งก็หลบเลี่ยงการป้องกันแน่นหนาในเมือง ปีนกำแพงเข้ามาในลานบ้าน
หลิวจี้ลุกพรวดพราดขึ้นมา “เป็นอย่างไรบ้าง หรือว่าฝ่าบาท พระองค์…” คำว่า ‘ไปแล้ว’ สองคำนี้ หลิวจี้ไม่กล้าพูดออกมา
อาวั่งไม่ส่ายหน้าและไม่พยักหน้า เขาไปหาฉินเหยาก่อนแล้วค่อยเอ่ยปากเล่าสถานการณ์ที่สืบมาได้
ภายในพระราชวังจื่อเวยเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นจริง คนของจวนราชครูล้วนเข้าวังไปกันหมดแล้ว รวมถึงท่านหมอเทวดาท่านนั้นด้วย
คาดเดาว่าคนในวังท่านนั้น อาการคงวิกฤตเข้าขั้นอันตรายแล้วจริงๆ
เวลานี้ขุนนางชั้นสูงขั้นสามขึ้นไป บรรดาอ๋องและเชื้อพระวงศ์ล้วนถูกเรียกตัวเข้าพระราชวังจื่อเวย
ค่ายทหารชานเมือง กองกำลังส่วนตัวที่คนตระกูลสวีพามาเหล่านั้นกว่าครึ่งได้ฉวยโอกาสช่วงกลางคืนเข้าวังไปแล้ว
มือปราบในที่ว่าการอำเภอเมืองหลวงทั้งหมดต่างก็วิ่งวุ่น กองทหารองครักษ์หลวงแห่งพระราชวังจื่อเวยได้ประกาศกฎอัยการศึก ควบคุมทางเข้าออกหลักๆ ของเมืองหลวงไว้หมดแล้ว
เรื่องราวมากมายถาโถมเข้ามาพร้อมกัน สถานการณ์วิกฤต เพียงแต่ข่าวยังไม่หลุดออกมาจากในวังอย่างชัดเจนก็เท่านั้น
หม่าหยางตบต้นขาอย่างลับๆ คราวนี้การสอบชุนเหวยคงจัดตามกำหนดไม่ได้แล้วจริงๆ!
หลิวจี้มองดูฉินเหยาแล้วมองดูฉีเซียนกวน สองคนนี้กลับดูเฉยเมยราวกับว่าการสอบชุนเหวยจัดตามกำหนดไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่สลักสำคัญ
หารู้ไม่ว่า เมื่อเทียบกับการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินแล้ว การสอบชุนเหวยเรื่องนี้ไม่นับเป็นอะไรเลยจริงๆ
“รัชทายาทกับองค์หญิงใหญ่ล้วนเข้าวังไปแล้วหรือ” ฉินเหยาถาม
ไม่รู้ว่าได้ทิ้งราชโองการไว้หรือไม่ว่าจะส่งต่อบัลลังก์ให้แก่ผู้ใด
ราวกับล่วงรู้ความคิดในใจของฉินเหยา ฉีเซียนกวนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวเสียงเบา
“เวลานี้ในเมืองแม้จะวุ่นวาย แต่กลับไม่ได้โกลาหลจนไร้ระเบียบ น่าจะเป็นรัชทายาทสืบทอดราชบัลลังก์ไม่ผิดแน่”
“ฮูหยิน ข้าต้องกลับบ้านสักเที่ยว” ฉีเซียนกวนมองฉินเหยาอย่างลำบากใจ คงต้องรบกวนนางไปส่งเขาสักหน่อย
มิเช่นนั้นเวลานี้ข้างนอกมีทหารมากเพียงนี้ เขาคงกลับไปเองไม่ได้แน่
ฉินเหยาพยักหน้า ส่งสัญญาณให้เขารอสักครู่
นางอธิบายเรื่องราวให้เด็กๆ ฟังก่อน ให้พวกเขาวางใจกลับห้องไปนอนได้แล้วในตอนนี้
แล้วหันไปกล่าวกับหม่าหยางที่เอาแต่ถอนหายใจว่า “เวลานี้งานไว้ทุกข์ระดับแคว้นจ่อคอหอย เรื่องการสอบชุนเหวยพักไว้ก่อนเถิด ค่อยว่ากันอีกที เจอเรื่องเช่นนี้ พวกเราชาวบ้านธรรมดาทำได้เพียงปรับตัวไปตามสถานการณ์”
“แทนที่จะมานั่งกลุ้มใจ มิสู้เปลี่ยนความคิด ถือเสียว่าสวรรค์ประทานเวลาให้พวกเราเตรียมตัวให้พร้อมมากขึ้น”
พูดน่ะพูดได้ แต่หลิวจี้ก็ยังรู้สึกคับข้องใจจึงถอนหายใจ “เฮ้อ~” ยาวเหยียด “ซวยชะมัด!”
“ศิษย์น้องระวังคำพูดด้วย!” ฉีเซียนกวนกล่าวเตือนเสียงเข้ม “ต่อหน้าเรื่องใหญ่เช่นนี้ ยิ่งต้องระมัดระวังคำพูดและการกระทำ หากผิดพลาดเพียงนิดเดียวก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต!”
หลิวจี้ถูกเขาเตือนสติเช่นนี้จึงได้สติว่าตนเองพลั้งปากไป รีบเอามือปิดปาก แสดงท่าทีว่าจะไม่พูดอีก
เขาไม่อยากถูกประหารล้างตระกูลหรอกนะ
“พวกเจ้าไปนอนเถอะ ข้าจะไปส่งคุณชายน้อย” ฉินเหยากำชับทุกคนเสร็จก็พาฉีเซียนกวนออกไป
ราตรีนี้ช่างเข้มข้นยิ่งนัก แต่เพราะแสงเทียนและคบเพลิงที่จุดขึ้นทั่วเมืองทำให้ท้องฟ้าทั้งผืนถูกย้อมด้วยม่านแสงสีส้มสลัว
คืนนี้ไร้จันทร์ แม้แต่บ้านเรือนริมถนนก็ยังเห็นเป็นเงาเลือนราง
ฉีเซียนกวนเดินตามฉินเหยาออกไปทางตรอกหลังอย่างตื่นเต้น อดถามเสียงเบาไม่ได้
“ฮูหยิน พวกเราจะไปอย่างไร จะใช้วิชาตัวเบาไต่กำแพงเหินเวหาหรือไม่ขอรับ”
ฉินเหยาหันกลับไปมอง เด็กหนุ่มรูปงามแววตาเป็นประกาย เต็มไปด้วยความคาดหวัง
เห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ ยังเป็นเด็กอยู่จริงๆ
นางแกล้งถามเย้า “คุณชายน้อยไม่อยากเดินตามทางปกติรึ”
ฉีเซียนกวนพยักหน้าอย่างตื่นเต้น
ดังนั้น วินาทีต่อมา คอเสื้อด้านหลังของเขาจึงถูกฉินเหยาคว้าหมับหิ้วจนตัวลอย