ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 786 สามีท่านเพิ่งตายนะ ...............
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 786 สามีท่านเพิ่งตายนะ ...............
ตอนที่ 786 สามีท่านเพิ่งตายนะ
……………
ฉีเซียนกวนรู้สึกถึงสายลมวูบหนึ่งพัดผ่านเหนือศีรษะ
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง รอบกายคือเงาของชายคาและต้นไม้ที่เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เบื้องหน้ามีกลุ่มคนถือคบเพลิงเดินลาดตระเวนผ่านมา หัวใจของฉีเซียนกวนกำลังจะหยุดเต้น ทัศนวิสัยเบื้องหน้าพลันก็ถูกคลุมด้วยเสื้อคลุม เขาถูกหิ้วตัวขึ้นแล้วแบกพาดบ่าทันที
สายลมกรรโชกพัดผ่าน ความรู้สึกไร้น้ำหนักถาโถมเข้ามา ฉีเซียนกวนที่ถูกบดบังการมองเห็นตกใจจนเกือบจะกรีดร้องออกมา
คนแบกราวกับคาดเดาปฏิกิริยาของเขาได้จึงใช้มือปิดใบหน้าเขาเอาไว้เสียเลย
เสียงลมหวีดหวิวข้างหู แว่วเสียงกีบม้าควบตะบึงและเสียงผู้คนดังมาจางๆ
หลังจากเหาะเหินเดินอากาศอยู่พักใหญ่ คนเบื้องล่างก็หยุดลงแล้ว
“ถึงแล้ว”
ฉินเหยาวางคนที่แบกอยู่บนบ่าลง เดินไปข้างหน้าอีกก้าวเดียวก็คือประตูหลังจวนตระกูลฉี
ฉีเซียนกวนเลิกชายเสื้อที่คลุมหน้าออกแล้วพักหายใจครู่หนึ่งจึงมองเห็นภาพเบื้องหน้าชัดเจน นึกอัศจรรย์ใจราวกับฝันไป
“เร็วขนาดนี้เชียวหรือ” ฉีเซียนกวนพึมพำด้วยความตกตะลึง
ฉินเหยายกยิ้ม เดินไปเคาะประตูหลังให้เขา พอได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านในก็พลิกกายหลบวูบเข้าไปในเงามืด
ในสายตาของฉีเซียนกวน คือคนเป็นๆ ตรงหน้า จู่ๆ ก็หายวับไปกับตา
ประตูหลังถูกเปิดออกอย่างระมัดระวัง พ่อบ้านชะโงกหน้าออกมา นึกไม่ถึงว่าจะเจอคุณชายน้อยของตน เขาตกใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะรีบเปิดประตูแล้วเชิญคนเข้าไป
จนกระทั่งประตูจวนปิดสนิท มั่นใจว่าฉีเซียนกวนกลับบ้านอย่างปลอดภัยแล้ว ฉินเหยาจึงค่อยจากไป
หนึ่งราตรีผ่านพ้นไป
ยามเหม่า หอระฆังส่งเสียงระฆังมรณะ
ฝ่าบาทสวรรคตแล้ว!
เหล่ามือปราบประกาศไปทั่วเมือง ฝ่าบาทสวรรคต วันนี้ยามอู่ขุนนางกรมพิธีการจะอ่านราชโองการสืบราชบัลลังก์หน้าพระราชวังจื่อเวยให้ราษฎรไปร่วมรับฟัง
ยามอู่ ขุนนางทั้งฝ่ายบู๊ฝ่ายบุ๋นรวมถึงราษฎรในเมืองหลวงต่างก็สวมชุดไว้ทุกข์มารวมตัวกันหน้าพระราชวังจื่อเวยเพื่อฟังประกาศราชโองการ
รัชทายาทขึ้นสืบทอดราชบัลลังก์ เปลี่ยนชื่อรัชศกเป็นหยวนชู
ทว่าเนื่องจากฮ่องเต้องค์ใหม่โศกเศร้าเสียใจเกินไปจนร่างกายทรุดโทรมโรคเก่ากำเริบ ไม่อาจว่าราชการได้ ก่อนที่ฮ่องเต้องค์ใหม่จะทรงหายประชวร กิจการทหารและการเมืองสำคัญทั้งหมด ให้ขุนนางทั้งปวงปรึกษาหารือกับไทเฮาก่อนแล้วจึงตัดสินใจ
ขุนนางกรมพิธีการกล่าวถ้อยคำไว้อาลัยไท่ซั่งหวงที่สวรรคต ทั่วหล้าเศร้าโศกเสียใจ…ทำนองนั้นอีกชุดใหญ่
สุดท้ายจึงประกาศ การไว้ทุกข์ทั่วแผ่นดินเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ
นับตั้งแต่วันที่ไท่ซั่งหวงสวรรคต ขุนนางและราษฎรทุกคน ห้ามมีงานรื่นเริงเป็นเวลาหนึ่งร้อยวัน ห้ามฆ่าสัตว์เป็นเวลาสี่สิบเก้าวันและห้ามแต่งงานเป็นเวลาหนึ่งเดือน
ขุนนางไว้ทุกข์ยี่สิบเจ็ดวัน
ภายในยี่สิบเจ็ดวันนี้ ราชกิจทั้งหมดหยุดชะงักเพื่อไว้ทุกข์ให้แก่แผ่นดิน
ราษฎรไว้ทุกข์สิบวัน
ภายในสิบวัน ให้สวมชุดกระสอบไว้ทุกข์ งดกิจกรรมบันเทิงทุกชนิด ตั้งป้ายวิญญาณไท่ซั่งหวงในบ้าน ตั้งแท่นบูชา จุดธูปเผากระดาษทุกวัน ร้องไห้ไว้อาลัย
ช่วงไว้ทุกข์ทั่วแผ่นดิน ขุนนางและราษฎรต้องสวมชุดไว้ทุกข์จนกว่าจะสิ้นสุดพิธี
……
เมืองหลวงอันกว้างใหญ่พลันเงียบสงบลง
ครอบครัวฉินเหยาที่ไม่เคยผ่านการไว้ทุกข์ระดับแคว้นมาก่อน เริ่มแรกก็ร้องห่มร้องไห้ตามเพื่อนบ้านอยู่สองวัน
จากนั้นก็สวมชุดกระสอบเฝ้าป้ายไม้ที่เขียนชื่อไท่ซั่งหวงอยู่ในบ้าน คุกเข่ากราบไหว้จุดธูปเผากระดาษ
หลังจากนั้นก็เข้าสู่ชีวิตกินมังสวิรัติอันยาวนานถึงหนึ่งเดือน
เหลือเพียงร้านค้าเล็กๆ ในย่านชุมชน หลังจากไว้ทุกข์ครบสิบวันก็เปิดทำการครึ่งวันทุกวัน
โชคดีที่โอ่งข้าวบ้านฉินเหยาเต็มเปี่ยมเสมอ กักตุนเสบียงไว้เพียงพอ
มิเช่นนั้นช่วงไว้ทุกข์ ครอบครัวที่เตรียมตัวไม่พร้อมคงต้องทนหิว จนกระทั่งขุนนางไว้ทุกข์ครบยี่สิบเจ็ดวัน ราษฎรในเมืองจึงมีโอกาสแอบออกจากเมืองเพื่อไปหาซื้อเนื้อสัตว์จากชาวนาแถบชานเมืองมาบ้าง ทั้งต้องทำอย่างลับๆ อย่าให้ใครจับได้
มิเช่นนั้นหากถูกคู่แค้นยัดข้อหาหาความสำราญอาจต้องติดคุกกันทั้งบ้าน
ในบรรยากาศลับๆ ล่อๆ เช่นนี้ เดือนสี่ก็มาเยือนอย่างเงียบเชียบ
มีพระราชเสาวนีย์ฉบับใหม่ลงมา ไทเฮาทรงเห็นใจผู้เข้าสอบจากทั่วสารทิศที่ร่ำเรียนมาอย่างยากลำบากจึงทรงเลื่อนการสอบชุนเหวยไปเป็นวันที่หนึ่งเดือนห้า
พอราชโองการถูกประกาศออกมา เหล่าผู้เข้าสอบที่เดิมทีผิดหวังสุดขีดเตรียมตัวกลับบ้านต่างก็พากันดีใจจนร้องไห้ ซาบซึ้งใจยิ่งนัก
พวกเขาต่างพากันเขียนบทกวีสรรเสริญไทเฮาว่าเป็นเทพเหวินฉวี่ เป็นดาวจื่อเวยมาจุติ
หลิวจี้ย่อมไม่พลาดที่จะเป็นหนึ่งในพวกประจบสอพลอกลุ่มนี้ด้วย
ทุกวันต้องเขียนบทความสามบท ไปอ่านหน้าประตูพระราชวังจื่อเวยเสียงดัง
บางครั้งยังลากฉีเซียนกวนและหม่าหยางที่ไม่เต็มใจไปขายขี้หน้าด้วยกันที่หน้าประตูวังด้วย
เพราะความสามารถทางวรรณกรรมเพียงหางอึ่งของเขา เมื่อเทียบกับพวกประจบคนอื่นแล้ว ช่างไม่ได้เรื่องได้ราวเอาเสียเลย
สำหรับเรื่องนี้สภาพจิตใจของฉินเหยายังดีอยู่
ขอแค่ข้าไม่อยู่ตรงนั้น คนที่ขายหน้าก็ไม่ใช่ข้า
ช่วงไว้ทุกข์ยี่สิบเจ็ดวันผ่านพ้นไป สำนักศึกษาก็กลับมาเปิดสอนอีกครั้ง ร้านรวงบนถนนก็เปิดมากขึ้น
ทว่าผู้คนที่สัญจรไปมาบนท้องถนน ส่วนใหญ่ล้วนมีสีหน้าเคร่งเครียด ไม่กล้าพูดคุยหยอกล้อกันอย่างเปิดเผยอีก
บรรยากาศโดยรวมยังคงตึงเครียดอยู่บ้าง
จะมีก็แต่ไม่กี่วันนี้ที่ราชโองการเลื่อนการสอบชุนเหวยถูกประกาศออกมา เหล่าผู้เข้าสอบต่างปีติยินดี บรรยากาศจึงดีขึ้นมาหน่อย
หลังอุดอู้อยู่แต่ในบ้านมาสองเดือน ตอนนี้บรรยากาศเริ่มดีขึ้น ฉินเหยาจึงถือโอกาสอ้างว่าจะไปรับลูกสาวเลิกเรียน ออกมาเดินเล่นในเมืองเสียเลย
เพื่อให้ไม่ดูโดดเด่น ฉินเหยาจึงสวมชุดผ้าป่านสีเทาบางๆ ออกจากบ้าน รวบผมหางม้าสูงด้วยเชือกสีอ่อน
สองเดือนที่แทบไม่ได้กินเนื้อ บวกกับการแต่งกายสีเรียบ ฉินเหยาจึงดูซูบลงไปถนัดตาซึ่งก็เข้ากับบรรยากาศการไว้ทุกข์เป็นอย่างดี
ใกล้เวลาเลิกเรียน หน้าประตูสำนักศึกษาสตรีมีคนมารอไม่น้อย
ไม่รู้ว่าใครปล่อยข่าวลือว่าสำนักศึกษาสตรีมีไทเฮาหนุนหลัง ปีนี้นักเรียนหญิงจึงเพิ่มขึ้นมาก
ส่วนใหญ่เป็นบุตรหลานขุนนาง มีลูกหลานชาวบ้านบ้าง แต่ก็ไม่มาก
พอคุณหนูตระกูลขุนนางเยอะขึ้น รถม้าที่จอดหน้าสำนักศึกษาสตรีก็เยอะกว่าแต่ก่อนมาก
ฉินเหยารู้สึกซาบซึ้งในความสะดวกสบายที่บ้านอยู่ใกล้ เดินไม่กี่ก้าวก็ถึง ไม่ต้องมาปวดหัวเรื่องรถม้ากลับรถไม่ได้ในถนนแคบๆ นี้
“ฉินเหยา”
จู่ๆ ก็มีมือหนึ่งยื่นมาที่ข้างกายฉินเหยา หมายจะตบไหล่นาง
ฉินเหยาเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว
สายตาเย็นชาดุจน้ำแข็งตวัดมองไป หนาวเหน็บยิ่งกว่าลมหนาว
หลินเว่ยในชุดไว้ทุกข์ผ้าป่านสีขาวชักมือกลับอย่างเก้อเขินแล้วกลืนน้ำลายลงคอเอื๊อก
สายตาน่ากลัวชะมัด!
“ทำไมเป็นเจ้าได้” สายตาของฉินเหยาอ่อนลงบ้าง แต่ในใจยังคงระแวดระวัง
หลินเว่ยชี้ไปที่รถม้าตระกูลสวีที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้าม ฉินเหยาก็เข้าใจทันที
นางชี้ไปที่หน้าประตูใหญ่สำนักศึกษาหญิง ส่งสัญญาณให้หลินเว่ยช่วยจับตาดู อย่าให้คลาดสายตาจากซื่อเหนียง ส่วนตัวเองก็หันหลังเดินสับเท้าเร็วๆ ไปยังรถม้าฝั่งตรงข้าม
แม่นมอวี้เปิดประตูรถ เชิญฉินเหยาขึ้นรถ
ฉินเหยาชำเลืองมองเข้าไปในตัวรถม้าที่มีม่านบังตาด้วยความสงสัยเห็นเพียงสวีเหวินชิงคนเดียว
นางมุดเข้าไปในตัวรถม้าก็พบสวีเหวินชิงที่สีหน้าเปล่งปลั่งสดใส จิตใจเบิกบาน
พอมองดูร่างกายที่ซูบผอมลงของตนเอง ฉินเหยาอยากจะกลอกตามองบนเสียจริงๆ
“อำนาจนี่มันเลี้ยงคนได้ดีจริงๆ กินมังสวิรัติมาสองเดือนสีหน้ายังดีได้ถึงเพียงนี้”
สวีเหวินชิงยิ้มๆ ผายมือเชิญนางนั่ง
“เจ้าดูผอมลงนะ ทำไม ไม่ได้แอบออกนอกเมืองไปซื้อเนื้อหรือ ทรัพย์สินเจ้าคงไม่ได้น้อยขนาดนั้นกระมัง ขนาดเนื้อยังซื้อไม่ไหว ให้ข้าช่วยสงเคราะห์หน่อยไหม”
อาจเพราะอารมณ์ดีเกินไป สวีเหวินชิงจึงขี้เกียจแม้แต่จะเสแสร้งต่อหน้าฉินเหยา นางยิ้มแย้มแจ่มใสยิ่ง
ฉินเหยาโบกมือแสดงออกว่าไม่ต้องการความช่วยเหลือ เอ่ยเตือนสติอีกฝ่ายว่า “สามีท่านเพิ่งตายนะ”
สวีเหวินชิงเอนกายพิงตัวรถม้าอย่างผ่อนคลาย แววตาเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน “อืม ตายเสียที”
ฉินเหยา “…”