ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 787 ไม่รู้ว่าควรเอ่ยหรือไม่
ตอนที่ 787 ไม่รู้ว่าควรเอ่ยหรือไม่
……………
ฉินเหยากลัวว่าหากรู้มากเกินไปจะอายุสั้นจึงไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องสามีที่ตายไปแล้วของสวีเหวินชิงอีก
เพียงถามนางว่า “เรียกข้ามาทำไมกันเจ้าคะ”
“ไม่มีอะไร เพียงแค่อยากหาคนมาแบ่งปันความเบิกบานใจ” สวีเหวินชิงกล่าวหยอกเย้า ทำให้คนแยกไม่ออกว่านางพูดจริงหรือพูดเล่นกันแน่
ฉินเหยาจนปัญญาจะโต้ตอบ ทำได้เพียงเบ้ปาก แสดงความไม่พอใจที่ตนเองต้องกินมังสวิรัติติดต่อกันมาถึงสองเดือนแล้ว
สวีเหวินชิงเอ่ยเนิบนาบ “สามีของเจ้านั่นน่ะ แม้จะเป็นพวกเกาะสตรีกิน แต่ก็มีฝีมือทางวรรณกรรมก็ใช้ได้เลย”
“หือ” ฉินเหยาเลิกคิ้วมองไป “ท่านว่าอะไรนะ”
คนอย่างหลิวจี้น่ะหรือมีฝีมือทางวรรณกรรม?
นางไม่ได้หูฝาดไปใช่หรือไม่!
สวีเหวินชิงยิ้มพลางล้วงกระดาษไม่กี่แผ่นออกมาจากด้านหลังส่งให้ฉินเหยา “เจ้าดูสิ แม้จะไม่มีถ้อยคำที่สละสลวยหรูหรา แต่ก็เข้าใจง่าย เป็นภาษาชาวบ้าน การใช้คำก็นับว่ายอดเยี่ยม”
สวีเหวินชิงยื่นนิ้วออกมาด้วยท่าทีเคร่งขรึมจริงจัง ชี้ไปยังกระดาษแผ่นแรกที่ฉินเหยาคลี่ออก วิเคราะห์ว่า
“เจ้าดูประโยคนี้ ‘ไทเฮาเหนียงเหนียงผู้งดงามบริสุทธิ์ดุจจันทร์กระจ่าง พระองค์เปรียบเสมือนเทพธิดาฉางเอ๋อในวังจันทราที่ส่องสว่างนำทางเส้นทางขุนนางอันมืดมิดของเหล่าบัณฑิตท่ามกลางราตรี’ กล่าวได้ดีหรือไม่”
ฉินเหยาสังเกตสีหน้าของสวีเหวินชิงซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแน่ใจว่าอีกฝ่ายรู้สึกว่าดีจริงๆ ไม่ใช่การประชดประชัน มุมปากจึงกระตุกอย่างแรง
“ท่านเอาจริงหรือ”
สวีเหวินชิงพยักหน้า “ย่อมเป็นเช่นนั้น ทำไมหรือ เห็นบุรุษของเจ้าชื่นชมสตรีอื่นแล้วเจ้าไม่พอใจรึ”
ฉินเหยาหน้านิ่งไร้ความรู้สึก “ไม่เป็นไร ท่านมีความสุขก็ดีแล้วเจ้าค่ะ”
สวีเหวินชิงพลิกเปิดหน้าถัดไปอีก ชี้เนื้อหาที่เป็น ‘สาระสำคัญ’ ในบทความนั้นให้ฉินเหยาดู บอกว่าบุรุษของนางมีความสามารถอยู่บ้างจริงๆ ปากหวานปานน้ำผึ้ง
“ทว่า…” จู่ๆ น้ำเสียงก็เปลี่ยนไป “ประจบสอพลอได้ดีไม่ได้หมายความว่าเขาจะสอบเคอจวี่ได้ดีด้วย”
แน่นอนว่า อีกฝ่ายก็ไม่ได้คิดจะให้ทายปริศนา นางเก็บกระดาษบทความเหล่านั้นพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงจนใจว่า
“เพื่อรับรองความยุติธรรมในการสอบชุนเหวยครานี้ข้ารับหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้คุมสอบด้วยตนเอง ดังนั้นข้าจะไม่อนุญาตให้มีการวิ่งเต้นใช้เส้นสายใดๆ ทั้งสิ้น”
“ด้วยระดับความรู้ของบุรุษของเจ้า เกรงว่าจะไม่ติดอันดับรายชื่อ”
ดังนั้นนางจึงแนะนำจากใจจริงว่า ปีหน้าค่อยมาใหม่ ปีนี้อย่าเพิ่งลงสนามไปเป็นตัวตายตัวแทนเลย
ฉินเหยาแค่นเสียงเฮอะ คราได้ยินเสียงพูดคุยหัวเราะของซื่อเหนียงและสวีเจียเจียดังขึ้นนอกรถจึงลุกขึ้นมุดออกจากตัวรถม้า
ก่อนลงจากรถ นางหันกลับไปกล่าวกับสวีเหวินชิงที่ให้คำแนะนำอยู่ด้านในว่า “ขอบคุณสำหรับคำแนะนำของท่าน แต่ข้าขอแนะนำว่าคราวหลังไม่ต้องแนะนำอีก มารดาผู้นี้ไม่ชอบฟัง!”
ฉินเหยาเสียใจจริงๆ ที่ขึ้นรถม้าของสวีเหวินชิง ซวยชะมัด!
สวีเหวินชิงเบิกตากว้าง อารมณ์ร้อนถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ลองใคร่ครวญคำพูดที่ตนเพิ่งกล่าวไป นางแนะนำด้วยความจริงใจแท้ๆ
อีกทั้งยังเป็นการบอกใบ้ฉินเหยาว่า ปีหน้าหากหลิวจี้ลงสนามสอบ นางก็จะไม่สนเรื่องการใช้เส้นสายเล็กๆ น้อยๆ แล้ว
ดังนั้น หรือว่านางจะฟังคำใบ้ของตนไม่เข้าใจ?
สวีเหวินชิงส่ายหน้ายิ้มขื่น คนหนุ่มสาวสมัยนี้ช่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจริงๆ
“ท่านแม่ ท่านอารมณ์ไม่ดีหรือเจ้าคะ”
ระหว่างทางกลับบ้าน ซื่อเหนียงจับสังเกตอารมณ์ของท่านแม่ได้จึงถามด้วยความเป็นห่วง
ฉินเหยาก้มหน้าส่งยิ้มให้เด็กหญิงตัวน้อย “เปล่าจ้ะ”
“จริงหรือเจ้าคะ”
“จริงสิ”
เมื่อได้รับคำตอบยืนยันจากท่านแม่ ซื่อเหนียงถึงได้วางใจ
สองแม่ลูกจูงมือกัน เดินกลับบ้านอย่างเบิกบานใจ
เขารู้อยู่แล้ว ไม่มีผู้ใดปฏิเสธคำสรรเสริญเยินยอได้หรอก!
หม่าหยางกุมขมับ เขาคิดว่านายท่านหลิวน่าจะเข้าใจอะไรผิดไปกระมัง
ปฏิกิริยาอันรุนแรงโดยรอบนั่น ชัดเจนว่าเป็นเสียงหัวเราะเยาะ
ทั้งสองฝ่ายเดินเข้าประตูบ้านมาไล่เลี่ยกัน
ซื่อเหนียงตะโกนเรียกเสียงใส “ท่านพ่อ! ท่านลุงเชียนจือ!”
หลิวจี้หันกลับมาด้วยความประหลาดใจระคนยินดี ปากก็ตะโกนเรียกเมียจ๋าพลางส่งบทความของตนให้ฉินเหยาช่วยชื่นชมอย่างตื่นเต้น
“ของแบบนี้คนทั่วไปข้าไม่ให้ดูหรอกนะเนี่ย~” หลิวจี้กล่าวอย่างลำพองใจ
คาดไม่ถึงว่า เมียจ๋าผู้ยิ่งใหญ่ที่ปกติมักจะไม่แยแสบทความเหล่านี้ของเขา จู่ๆ กลับหยิบบทความนั้นไปตั้งใจอ่านแล้วอ่านอีก
จากนั้น ฉินเหยาก็ส่งบทความคืนให้เขาด้วยสีหน้าจริงจังแล้วตบไหล่เขาหนักๆ
“พยายามเข้านะหลิวจี้ ข้าเชื่อมั่นในตัวเจ้า!”
“เมียจ๋า!” หลิวจี้ได้รับความโปรดปรานจนตกใจ
ฉินเหยาเขย่งเท้า ลูบศีรษะเขาเบาๆ “อนาคตของตระกูลฉินของข้า ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว”
“การสอบชุนเหวยตั้งใจสอบให้ดี งัดเอาความสามารถทั้งหมดของเจ้าออกมา ให้พวกคนที่ดูถูกเจ้าได้เบิกตาดูให้เต็มตาว่าคนของข้าฉินเหยาร้ายกาจเพียงใด!”
หลิวจี้น้ำตาแทบไหลพราก คว้ามือฉินเหยาไว้ด้วยความตื้นตันใจ
ครั้งนี้ นางไม่สะบัดออกและไม่ได้ทุบตีเขา แต่กลับกุมมือตอบและบีบกระชับแน่นๆ
ฉินเหยากล่าวว่า “หากเจ้าสอบได้เป็นขุนนาง วันหน้าบ้านนี้จะยกให้เจ้าเป็นคนดูแล”
หลิวจี้แทบไม่อยากเชื่อ เขาข่มความตื่นเต้นไว้แล้วถามอย่างระแวดระวังว่า
“เมียจ๋า นี่เจ้ากำลังทดสอบข้าอีกแล้วใช่หรือไม่ วางใจเถิด ข้าไม่มีทางโลภมากอยากได้ตำแหน่งประมุขของบ้านแน่นอน!”
ฉินเหยาส่ายหน้า “ไม่ เจ้าโลภมากได้เลย”
เมื่อเห็นว่าในดวงตาของหลิวจี้เริ่มมีไฟแห่งการต่อสู้ลุกโชน ฉินเหยาจึงตัดสินใจงัดไม้ตายออกมา เติมเชื้อไฟให้เขาอีกนิด
ฉินเหยาขยับเข้าไปกระซิบที่ข้างหูเขาครู่หนึ่ง
จากนั้นก็เลิกคิ้วส่งยิ้มบางๆ ให้เขาแล้วหมุนตัวเดินไปให้อาหารม้าที่สวนหลังบ้าน
รอยยิ้มนี้ ไม่อาจกล่าวได้ว่าเย้ายวนชวนหลงใหล แต่ต้องบอกว่ากระชากวิญญาณพรากสติโดยแท้!
หลิวจี้รู้สึกเหมือนวิญญาณของตนกำลังจะล่องลอย
เบาหวิว อ่อนระทวยราวกับแช่อยู่ในน้ำอุ่นสบายจนแยกทิศเหนือใต้ไม่ออก
เมียจ๋านางถึงกับ…นางถึงกับพูดว่า…เพียงแค่ย้อนนึกถึงคำกระซิบข้างหูเมื่อครู่รอบหนึ่ง หลิวจี้ก็ทนไม่ไหวจนต้องผวาเข้าไปกอดเสาระเบียงหน้าประตูไว้แน่น
มีเพียงเสาที่เย็นเฉียบต้นนี้เท่านั้นที่จะช่วยระงับเลือดในกายที่กำลังเดือดพล่านของเขาได้
‘บอกความลับให้เจ้าฟังเรื่องหนึ่ง อันที่จริงข้า…ชอบถอดชุดขุนนางที่สุด ดังนั้น เจ้าเข้าใจใช่ไหม’
“เข้าใจ! เมียจ๋าข้าเข้าใจแล้ว!” หลิวจี้กอดเสาตะโกนไปยังสวนหลังบ้านเสียงดังลั่น
กล่าวจบก็สะบัดตัว หันไปกล่าวกับอาวั่ง อินเยว่ หลิวเฝย หม่าหยางและซื่อเหนียงที่ยืนอ้าปากค้างตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกว่า
“ข้าจะเก็บตัวอ่านหนังสืออย่างหนัก ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนกว่าการสอบชุนเหวยจะเริ่ม ห้ามใครมารบกวนข้าเด็ดขาด! ต่อให้ศิษย์พี่ตัวน้อยมาก็ไม่ได้!”
พูดจบก็พุ่งตัวเข้าไปในห้องหนังสือ
ช่างหัวการประจบสอพลอสิ!
ช่างหัวท่านปรมาจารย์ขงจื๊อปราชญ์เมธีอะไรนั่นด้วย!
ใครกล้าขัดขวางไม่ให้เขาใส่ชุดขุนนาง เขาจะเล่นงานให้ตาย!
“ย้าก ย้าก ย้าก!”
มีเสียงคำรามอย่างบ้าคลั่งของบุรุษดังออกมาจากห้องหนังสือราวกับจะดื่มเลือดกินเนื้อคนทำเอาทุกคนในลานบ้านขนลุกซู่ไปตามๆ กัน
ซื่อเหนียงกลืนน้ำลาย มองเหล่าผู้ใหญ่ในลานบ้านอย่างขอความช่วยเหลือ “ท่านพ่อของข้า เขาบ้าไปแล้วหรือเปล่า”
อินเยว่ส่ายหน้าอย่างมั่นใจ “ไม่ เขาถูกท่านอาจารย์กรอกยาเสน่ห์ให้กินต่างหาก”
หม่าหยาง “ข้าอ่านตำรามามากมาย ไม่เคยพบเห็นปรากฏการณ์…ประหลาดเช่นนี้มาก่อน”
หลิวเฝยอุทานด้วยความทึ่ง “หากพี่สามของข้ามีจิตวิญญาณการต่อสู้เช่นนี้มาแต่แรก ไยต้องกลัวว่าจะสอบไม่ผ่าน”
อาวั่งที่ได้ยินบทสนทนาของสองสามีภรรยาชัดเจนแจ่มแจ้งขมวดคิ้วแน่น อ้าปากเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็เงียบไป
เขาไม่รู้ว่าควรพูดดีหรือไม่
เพราะประโยคนั้น ฟังแล้วเขายังรู้สึกเขินแทน
แต่เห็นได้ชัดว่า ไม้ตายนี้ของฮูหยินจี้จุดตายของนายท่านใหญ่เข้าอย่างจัง
ช่างเถอะ ไม่พูดดีกว่า
ซื่อเหนียงยังอยู่ด้วย เรื่องนี้ไม่เหมาะกับเด็ก
โดนฮูหยินกระตุ้นถึงเพียงนี้ การสอบชุนเหวยเดือนหน้า นายท่านใหญ่ผู้หล่อเหลาสง่างามของบ้านเขา ไม่แน่อาจจะสอบได้จิ้นซื่อขั้นหนึ่งจริงๆ แล้วได้สวมชุดขุนนางมาให้ถอด…
ไม่ใช่สิ ได้ชุดขุนนางมาสวมใส่
เช่นนั้นเขาก็ขออวยพรเงียบๆ ให้นายท่านใหญ่สมปรารถนาก็แล้วกัน