ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 789 สมควรถูกจับโยนออกไป
ตอนที่ 789 สมควรถูกจับโยนออกไป
……………
หลิวจี้สูดหายใจเข้าลึกหนึ่งเฮือก กระชับหีบหนังสือและสัมภาระที่น้องชายส่งมาให้ขึ้นสะพายหลัง
สายตากวาดมองใบหน้าคนในครอบครัวทีละคน สุดท้ายหยุดลงที่ร่างของฉินเหยา
“เมียจ๋า เช่นนั้นข้าเข้าไปแล้วนะ”
น้ำเสียงของชายหนุ่มทุ้มลึกราวกับวีรบุรุษที่กำลังจะก้าวเข้าสู่สนามรบ พลีชีพเพื่อชาติ
ฉินเหยาเดินเข้าไปหา ตบไหล่ชายหนุ่มเบาๆ ทุกถ้อยคำล้วนละไว้ในความเงียบงัน
“ไปเถอะ” นางโบกมือ
“อื้มๆ!” ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างหนักแน่น หมุนตัว ก้าวเท้าเข้าสู่รั้วกั้นด่านแรกของสนามสอบ
เอ้อร์หลางส่งสายตาให้น้องชายและน้องสาว
ฝาแฝดชูธงสีผืนเล็กที่ขอให้อินเยว่ช่วยทำขึ้นมาพลางโบกสะบัดไปมาสุดแขน
“ท่านพ่อ ท่านพ่อ ท่านเยี่ยมที่สุด!”
ฝาแฝดตะโกนจนสุดเสียง ใช้แรงทั้งหมดที่มีเพื่อให้กำลังใจบิดาบังเกิดเกล้า
เพียงแต่เสียงนั้นดังเกินไปจนดึงดูดสายตาของทุกคนโดยรอบได้สำเร็จ
ฉีเซียนกวนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ จำต้องรับเคราะห์ตกเป็นเป้าสายตาจากฝูงชนไปด้วยจึงได้แต่ยกแขนเสื้อขึ้นปิดบังใบหน้าไว้อย่างเงียบๆ
ญาติมิตรตระกูลฉีต่างก็มากันหมด เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์นี้ ภายในใจรู้สึกสั่นสะท้าน
ชั่วขณะหนึ่งถึงกับลืมไปเลยว่าจะต้องกำชับบุตรหลาน
กว่าจะได้สติกลับมา ฉีเซียนกวนก็ผ่านการตรวจค้นด่านแรก เข้าสู่สนามสอบไปนานแล้ว
ยามอู่สามเค่อ ผู้เข้าสอบทั้งหมดทยอยเข้าสู่สนามสอบจนครบ
ประตูใหญ่ของสนามสอบปิดลง
การสอบชุนเหวยที่ถูกเลื่อนออกไปรอบนี้ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
ผู้คนที่รอคอยอยู่ภายนอกสนามสอบ รู้สึกเพียงว่าเวลาผ่านไปช้าเหลือเกิน
ส่วนเหล่าผู้เข้าสอบภายในสนามสอบ ต่างช่วงชิงเวลาทุกวินาที กลัวเพียงแต่เวลาจะไม่พอ
ฉีเซียนกวนและหลิวจี้สอบคนละวิชา ดังนั้นจึงถูกแยกไปอยู่คนละสนามสอบ
กลับกลายเป็นหม่าหยางและหลิวจี้ที่ได้อยู่ด้วยกัน ทั้งสองคนยังอยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้องๆ กันอีกด้วย
ยังมีฟ่านหลงที่รู้จักหลิวจี้ แต่หลิวจี้ไม่รู้จักเขาอีกคนซึ่งนั่งอยู่ในห้องสอบเล็กตรงข้ามกับหลิวจี้พอดีเป๊ะ
ภายในสนามสอบทุกๆ ห้าก้าวจะมีทหารเข้าเวรเฝ้าอยู่หนึ่งนาย
บนทางเดินตรงกลาง ผู้ตรวจการเดินตรวจตราสวนกันไปมา
รองเสนาบดีกรมพิธีการและท่านราชครู ผู้คุมสอบทั้งสองท่าน ขี่ม้าปรากฏตัวเป็นระยะๆ เพื่อตรวจตราทั่วทั้งสนามสอบ
และบนแท่นสูงทางทิศตะวันออกของสนามสอบ ไทเฮาของแผ่นดินประทับนั่งอย่างมั่นคง มองลงมาจากที่สูงเพื่อกวาดสายตาดูผู้เข้าสอบทุกคน
บรรยากาศทั่วทั้งสนามสอบเคร่งขรึม เงียบสงัดจนได้ยินเสียงเข็มตก
เพียงมีเสียงดังขึ้นแม้นิดเดียวก็จะดึงดูดสายตาจับจ้องนับไม่ถ้วนทันที
เหล่าผู้เข้าสอบอายุน้อยที่สภาพจิตใจไม่ค่อยเข้มแข็ง ในตอนแรกแม้แต่เสียงหายใจก็ยังไม่กล้าเล็ดลอดออกมา
ประจวบเหมาะกับอากาศในเดือนห้าที่ร้อนอบอ้าว ภายในห้องสอบเล็กๆ แคบๆ หยาดเหงื่อเม็ดเท่าถั่วเหลืองไหลกลิ้งลงมาจากใบหน้าของผู้เข้าสอบ
ผู้เข้าสอบที่ขอดื่มน้ำมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
พอดื่มน้ำมากเข้าก็อยากเข้าห้องน้ำ
ภายในสนามสอบที่เงียบสงบ มีคนเดินไปเดินมา ยิ่งมองก็ยิ่งทำให้คนรู้สึกหงุดหงิดใจ
หม่าหยางค่อยๆ ยกแขนเสื้อขึ้น เช็ดเหงื่อที่ลำคออย่างเบามือ แต่ไอร้อนก็ยังคงทะลักออกมาเป็นระลอก
เขาอดใจไม่ไหวที่จะเงยหน้ามองไปทางฝั่งเยื้องตรงกันข้ามด้วยความอยากรู้ ดวงตาก็พลันเบิกกว้าง
เขาไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม
หม่าหยางขยี้ตา มองไปอีกครั้งก็ต้องตกใจเมื่อพบว่า นายท่านหลิวถึงกับกำลังนอนหลับอยู่บนเสื่อ!
ตัวคนนอนอยู่ ดวงตาปิดสนิท แต่ในมือยังโบกกระดาษคำตอบเปล่าเพื่อพัดลม
เพราะสวมชุดคลุมผ้าป่านที่ระบายอากาศได้ดีที่สุด อย่าว่าแต่เหงื่อไม่ออกสักหยดเลยทั้งร่างยังดูสดชื่นสบายตัว
บวกกับใบหน้าหล่อเหลานั้น เส้นผมปลิวไสวไปตามสายลม ดูแล้วช่างสำราญใจยิ่งนัก
หม่าหยางก้มลงมองสภาพแวดล้อมรอบตัวของตนเองทันที
ใช่แล้วไม่ผิด พวกเขาอยู่ในสนามสอบจริงๆ
ไม่ใช่จวนตากอากาศหนีร้อนที่ไหน
ดังนั้น นายท่านหลิวทำตัวให้สบายอกสบายใจขนาดนี้ได้อย่างไรกัน
หรือว่าข้อสอบนี้เขาตีโจทย์แตกไปนานแล้ว?
หลิวจี้ลืมตาขึ้นมากะทันหัน ส่งยิ้มลึกลับให้หม่าหยาง
ทว่ารอยยิ้มเพิ่งจะผลิบานก็ถูกทหารที่เฝ้าอยู่ข้างๆ หม่าหยางเห็นเข้าจังๆ
สายตาตักเตือนถูกส่งมา หลิวจี้รีบหุบยิ้มทันทีกลับไปอยู่ในท่านอนพักสายตาเมื่อครู่อีกครั้ง
ในสนามสอบอนุญาตให้นอนหลับได้ ตราบใดที่เจ้าไม่ไปรบกวนผู้เข้าสอบคนอื่น
แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังตั้งหน้าตั้งตาเขียน เจ้ากลับมานอนหลับ
นี่มันช่างน่าหมั่นไส้จริงๆ
ซือคงเจี้ยนกางร่มกันแดดคันหนึ่ง ขี่ม้าสีขาวเดินตรวจตราผ่านมาอย่างเชื่องช้า
ไม่มีอะไรพลิกโผ เขาหยุดอยู่ที่หน้าห้องสอบของหลิวจี้ มองจ้องเขาจากที่สูง
เพราะการมาถึงของท่านราชครู ผู้เข้าสอบทั้งฝั่งซ้ายและขวาจึงรีบทำท่าทางขะมักเขม้นตอบข้อสอบ พวกเขาก้มหน้าลง ลดการมีอยู่ของตนเองให้เหลือน้อยที่สุด
ในใจคิดว่า ท่านราชครูหยุดครู่หนึ่งก็น่าจะรีบไป
ทว่า ผ่านไปชั่วหนึ่งจิบชา ราชครูไม่เพียงไม่ไป แต่ยังลงจากม้าเดินมาที่หน้าห้องสอบ
ผู้เข้าสอบทั้งสองข้างหัวใจบีบรัดทันที เผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
หลิวจี้ตกใจกับเสียงความเคลื่อนไหวนี้ เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นใบหน้าที่น่ารังเกียจของซือคงเจี้ยน
เกือบไปแล้ว เกือบถูกเขาทำให้ตกใจตายแล้ว
เหล่าองครักษ์เข้าไประงับเหตุผู้เข้าสอบห้องข้างๆ คนนั้นได้ทันท่วงที
แต่รอยหมึกบนกระดาษคำตอบกลับเช็ดอย่างไรก็ไม่ออก ผู้เข้าสอบร้อนใจจึงร้องไห้โฮออกมาอย่างโศกเศร้าปานจะขาดใจตรงนั้นเลย
ซือคงเจี้ยนออกคำสั่งอย่างไร้ปรานี “รบกวนสนามสอบ ลากออกไป”
ไม่นานนัก ห้องสอบข้างๆ หลิวจี้ก็ว่างเปล่าลง
เหล่าผู้เข้าสอบเห็นกับตาว่ามีคนถูกลากออกไปกลางการสอบ ต่างกลัวว่าภัยจะมาถึงตัวจึงยิ่งระมัดระวังตัวเป็นหมื่นเท่า
บรรยากาศภายในสนามสอบที่อุตส่าห์ผ่อนคลายลงได้เล็กน้อยกลับตึงเครียดยิ่งกว่าตอนเริ่มต้นเสียอีก
ไม่รู้ว่าเป็นภาพลวงตาหรือไม่ หลิวจี้มักจะรู้สึกว่าประโยคที่ว่า “รบกวนสนามสอบ” เมื่อครู่นี้ มีเจตนาพาดพิงถึงใครบางคน
ภายใต้การจ้องมองแบบเอาเป็นเอาตายของซือคงเจี้ยน เขาจึงวางขาที่ไขว่ห้างลง ลุกขึ้นนั่งตัวตรง นำกระดาษคำตอบเปล่าในมือที่ใช้เขียนโจทย์วางแผ่กลับลงบนโต๊ะอย่างเรียบร้อย
เสียงแค่นหัวเราะเย็นชาที่แทบจับไม่ได้สายหนึ่งลอยเข้าหู
หลิวจี้ตามองจมูก จมูกมองใจ นั่งตัวตรงสำรวมกิริยา ไม่มีท่าทางเกียจคร้านเหมือนเมื่อครู่อีกต่อไป
แต่นั่นก็ไม่ได้ขัดขวางเขาในการก่นด่าในใจ
เห็นชัดๆ ว่าการนอนหลับไม่ได้ผิดกฎระเบียบสนามสอบ ซือคงเจี้ยนใช้สิทธิ์อะไรมายืนจ้องคนอื่น
เขาเห็นว่าไอ้คนสารเลวนี่ต่างหากที่รบกวนสนามสอบ สมควรถูกจับโยนออกไป!
เวลาในการตอบข้อสอบของสนามสอบมีจำกัด ช่วงเช้ามีเวลาสองชั่วยามในการตอบ ช่วงเที่ยงปิดกระดาษคำตอบครึ่งชั่วยามเพื่อบังคับให้ผู้เข้าสอบพักผ่อน
ช่วงบ่ายมีเวลาสองชั่วยามครึ่งในการตอบ ยามโพล้เพล้ปิดกระดาษคำตอบจนกว่าจะถึงเช้าวันรุ่งขึ้นจึงจะเริ่มตอบได้อีกครั้ง
เวลาเร่งรัดถึงเพียงนี้ หน้ากระดาษของหลิวจี้กลับสะอาดสะอ้าน ไม่มีตัวอักษรแม้แต่ตัวเดียว
ซือคงเจี้ยนยังอดไม่ได้ที่จะมองเขาเพิ่มอีกสองสามแวบ
หากไม่ใช่เพราะห้ามพูด หลิวจี้คงต้องแขวะเขาไปสักประโยคสองประโยคแน่
มองอะไร มีอะไรน่ามอง!
ไม่เคยเห็นคนนอนกลางวันหรือไง
คนสองคน คนหนึ่งยืนอยู่หน้าห้องสอบ อีกคนหนึ่งนั่งอยู่ในห้องสอบ ดวงตาดอกท้อจ้องดวงตาหงส์
สถานการณ์แปลกประหลาดเช่นนี้ดำเนินไปนานถึงครึ่งเค่อ
หากไม่ใช่เพราะการยืนหยุดอยู่หน้าห้องสอบนานๆ ผิดกฎระเบียบ ซือคงเจี้ยนคงจะยืนจ้องจนกว่าหลิวจี้จะลงมือเขียนเป็นแน่
เมื่อเห็นซือคงเจี้ยนขี่ม้าจากไป หลิวจี้ก็เบ้ปาก อ้าปากด่าทอแบบไร้เสียงชุดใหญ่
ฟ่านหลงที่อยู่ตรงข้ามเขาพอดี อ่านปากของเขาได้ครบทุกคำไม่ตกหล่นถึงกับตะลึงงันไป
ด่าได้หยาบคายเกินไปแล้ว!
หลิวจี้ถลึงตาใส่อย่างไม่สบอารมณ์ ตาเฒ่าเจ้ามองอะไร ไม่เคยเห็นนายท่านใหญ่ที่หล่อเหลา สง่างามและเจ้าสำราญหรือ
ฟ่านหลงหลุบตาลงอย่างเสียไม่ได้ แอบดูแคลนในใจว่าศิษย์ของมหาบัณฑิตกลับเป็นพวกรกโลกเช่นนี้
เขาจรดพู่กันเขียนกระดาษคำตอบต่อด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมพร้อมกับแอบสังเกตความเคลื่อนไหวของหลิวจี้ไปด้วย
แต่จวบจนกระทั่งปิดกระดาษคำตอบยามโพล้เพล้ ทางด้านหลิวจี้ก็ยังไม่ขยับเขียนแม้แต่ตัวอักษรเดียว
อากาศอบอ้าวเกินไป เขาไม่มีอารมณ์ ปลายนิ้วคีบพู่กันแท่งหนึ่ง หมุนไปหมุนมา