ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 790 โดนซ้อมวันละสามรอบ
ตอนที่ 790 โดนซ้อมวันละสามรอบ
……………
หนึ่งคืนผ่านไป
วันที่สองของการสอบขุนนาง การตอบข้อสอบเริ่มขึ้นแต่เช้าตรู่
ในที่สุดวันนี้หลิวจี้ก็จับพู่กันขึ้นมาเสียที
สนามสอบแห่งนี้ไม่รู้จักจุดหญ้าอ้ายไล่ยุงบ้างเลย กลางคืนยุงกัดเขาจนตัวมีแต่ตุ่มแดง คันจะตายอยู่แล้ว
หลิวจี้เกาตรงนั้นทีตรงนี้ทีพลางฝนหมึกและเริ่มจรดพู่กันเขียนลงบนกระดาษคำตอบที่ว่างเปล่าอย่างลื่นไหล
ซือคงเจี้ยนที่คอยจับตามองทุกอิริยาบถของหลิวจี้อยู่ตลอด ขี่ม้าปรากฏตัวขึ้นทันที
เดิมทีคิดว่าเจ้าบ้านนอกไร้ความรู้นี่คงจะเขียนส่งเดชไปอย่างนั้น
คิดไม่ถึงว่า เขาจะเขียนบทความออกมาได้จริงๆ
อีกทั้งลายมือที่ตวัดพู่กันนั่นก็ยังงดงามเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก
หลิวจี้สัมผัสได้ถึงความตื่นตะลึงของใครบางคน ในใจรู้สึกสะใจลึกๆ
ใต้เท้าซือคงเจี้ยน คิดไม่ถึงล่ะสิว่าครั้งนี้บิดาจะตอบได้จริงๆ
อันที่จริงเมื่อวานพอเปิดหัวข้อสอบออกมา หลิวจี้ก็รู้แล้วว่าครั้งนี้กินนิ่ม
ข้อสอบนี้เหมือนกับที่เขาเคยทำมาแล้วถึงเจ็ดแปดส่วน
เขารู้อยู่แล้วว่ายุทธวิธี ‘ทะเลโจทย์’ ที่เมียจ๋าสอนนั้นมีดีจริงๆ
ไม่เสียแรงเปล่าที่เขาเก็บตัวฝึกวิชาตลอดหนึ่งเดือนมานี้ ตะลุยทำข้อสอบเก่าของคนรุ่นก่อนไปตั้งมากมาย
ในสมองมีของ เมื่อลงมือเขียนจึงรวดเร็วอย่างยิ่ง
พอผ่านช่วงเช้าไปก็เข้าสู่ช่วงสรุปจบแล้ว
ช่วงบ่ายเขียนต่ออีกสองชั่วยามครึ่ง บนกระดาษคำตอบก็เต็มไปด้วยตัวอักษรที่มีเนื้อหาสาระอัดแน่น
หลิวจี้จงใจเหลือส่วนท้ายไว้นิดหน่อยยังไม่เขียน
ฟ่านหลงที่เมื่อวานยังดูแคลนศิษย์ของมหาบัณฑิตได้เห็นกับตาว่าวันนี้หลิวจี้เขียนคำตอบจนเต็มแผ่นอย่างไม่รีบร้อน แถมยังทำท่าทางผ่อนคลายสบายใจราวกับว่าข้อสอบนั้นสำหรับเขาแล้ว ง่ายดายจนไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง
ภายในใจก็ได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง
สนามสอบดุจสนามรบ สภาพจิตใจไม่ดีจะได้หรือ
หลังจากถูกโจมตีทางจิตวิญญาณด้วยกลิ่นหอมของอาหารที่ลอยมาจากห้องสอบฝั่งตรงข้ามติดต่อกันสามวัน
ฟ่านหลงมองดูคำตอบตรงหน้าที่ต้องใช้แรงกายแรงใจอย่างมหาศาลกว่าจะเขียนออกมาได้ แล้วมองหมั่นโถวข้าวฟ่างที่ทั้งแห้งทั้งแข็งในมือ เมื่อเทียบกันแล้วก็พาให้คับแค้นใจจนตัวตายได้จริงๆ!
เขาอดกลั้นไม่ไหว กัดหมั่นโถวไปพลางน้ำตาก็ไหลพรากไปพลาง
แน่นอนว่า ในฐานะผู้เข้าสอบรุ่นเก่าที่เคยถูกสังคมเคี่ยวกรำมาอย่างหนัก เขารู้ซึ้งถึงกฎระเบียบในสนามสอบดีจึงไม่ได้ส่งเสียงดังออกมาแม้แต่น้อย
ทำได้เพียงยกแขนเสื้อปิดหน้า ร้องไห้ออกมาอย่างเงียบงัน
หลิวจี้บังเอิญเงยหน้าขึ้นมา สิ่งที่เห็นคือภาพอันน่าสะอิดสะเอียนของตาเฒ่าซอมซ่อคนหนึ่งที่เคี้ยวหมั่นโถวไปน้ำตาไหลไป
คนส่วนใหญ่มักไม่อาจมีอารมณ์ร่วมกับผู้อื่นได้
โดยเฉพาะคนประเภทหลิวจี้
แป้งจี่ไส้เนื้อตากแห้งในมือที่ผ่านการปรุงรสมาอย่างพิถีพิถันจากอาวั่งชิ้นนี้ ทั้งกลิ่นหอม รสสัมผัสก็ดีเยี่ยม
ตาเฒ่าซอมซ่อที่น่ารังเกียจคนหนึ่ง ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความอยากอาหารอันมากล้นของเขาเลยแม้แต่น้อย
หลิวจี้กินรวดเดียวไปสองแผ่น!
พอกินเสร็จ รอจนถึงเวลาช่วงสุดท้ายของบ่ายจึงเขียนเนื้อหาส่วนสุดท้ายลงบนกระดาษคำตอบ
วางพู่กัน ส่งกระดาษคำตอบ
ประตูใหญ่ของสนามสอบยังไม่ทันเปิด หลิวจี้ที่ต่อแถวเป็นคนแรกก็รอไม่ไหวแล้ว
ในมือถือหีบหนังสือ บนหลังแบกเครื่องนอนของตนเอง พอนึกถึงว่าคนในครอบครัวรออยู่ด้านนอกก็ตื่นเต้นจนกระโดดโลดเต้น
ที่เปรียบเทียบกันได้อย่างชัดเจนคือเหล่าผู้เข้าสอบจำนวนมากด้านหลังเขานั้นกลับทำสีหน้าเขียวคล้ำราวกับผักต้มราวกับบิดามารดาเสียชีวิต เหมือนถูกสูบวิญญาณออกไปจนหมดสิ้นอย่างนั้น
พอเห็นว่ามีคนมองตนเอง หลิวจี้ก็ส่งยิ้มที่สดใสเจิดจ้าให้กับพวกเขา
ทหารองครักษ์…ดูท่าข้อสอบปีนี้คงไม่ได้เรื่องจริงๆ
ยามโหย่วสามเค่อ (17:45 น.) ประตูใหญ่สนามสอบก็เปิดออก
หลิวจี้เป็นคนแรกที่พุ่งออกมาจากข้างใน
วิ่งไปพลางเงยหน้ามองหาเงาร่างของเมียจ๋าไปทั่ว
พอเห็นร่างงามระหงในชุดสีเขียวที่ยืนอยู่นอกรั้วกั้น ดวงตาของหลิวจี้ก็เป็นประกายเจิดจ้า
“เมียจ๋า!”
เขาตะโกนลั่นแล้ววิ่งถลันเข้าไปหานางด้วยความดีใจ
ทั่วทั้งหน้าประตูใหญ่สนามสอบหากไม่ใช่ผู้เข้าสอบที่รู้สึกว่าตนเองทำได้ไม่ดีจนหน้าตาอมทุกข์ก็เป็นผู้เข้าสอบที่กำลังทบทวนความผิดพลาดเงียบๆ ด้วยท่าทีเคร่งขรึม
คนที่ดีอกดีใจราวกับเจอเรื่องมงคลฟ้าถล่มดินทลายเช่นหลิวจี้นั้น มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
ฉินเหยาแข็งใจอดทนต่อสายตาอยากรู้อยากเห็นที่ผู้คนรอบข้างส่งมา คว้าคอเสื้อหลิวจี้ที่พุ่งเข้ามาไว้แล้วโยนขึ้นไปบนรถม้า
พอประตูรถปิดลง สายตาทั้งหมดก็ถูกกั้นเอาไว้ด้านนอก
“อาวั่ง กลับบ้าน” ฉินเหยาสั่ง
รถม้ากลับหัว มุ่งหน้าไปยังตรอกควานเจิ้งอย่างไม่รีบร้อน
ภายในตัวรถม้า นอกจากเอ้อร์หลาง ซานหลางและซื่อเหนียงที่อยู่สำนักศึกษามาไม่ได้แล้ว คนในครอบครัวที่เหลือต่างก็มากันครบ
อินเยว่และหลิวเฝย คนหนึ่งช่วยปลดหีบหนังสือและเครื่องนอนให้หลิวจี้ อีกคนรีบส่งน้ำให้หลิวจี้
หลิวเฝยได้ยินคนพูดกันว่า เข้าสนามสอบสามวัน คนเป็นๆ ที่แข็งแรงดีก็อาจจะลอกหนังออกมาได้ชั้นหนึ่งเลยทีเดียว
พอวางสัมภาระเสร็จก็ลงมือบีบนวดไหล่ให้พี่สามของเขาเพื่อให้ผ่อนคลาย
หลิวจี้สะบัดไหล่ “ไม่ต้องนวด ไหล่ข้าไม่เมื่อย”
“แต่ว่าแค่เมียจ๋าช่วยเป่าให้ก็หายแล้ว”
ฉินเหยาตีมือเขาทีหนึ่งอย่างจนคำพูด ปัดมือนั้นออกแล้วถามอย่างจริงจังว่า
“เจ้าสอบเป็นอย่างไรบ้าง”
ครั้งนี้หลิวจี้มั่นใจเต็มเปี่ยมจึงเอนหลังพิงตัวรถม้า กอดอกแสร้งทำเป็นลุ่มลึกแล้วกล่าวว่า
“ก็พอไหว น่าจะมีชื่อติดอันดับจิ้นซื่อขั้นหนึ่งได้แบบสบายๆ กระมัง”
หากใต้เท้าที่ตรวจข้อสอบยังจดจำรูปลักษณ์อันโดดเด่นของเขาได้จะเลือกให้เป็นทั่นฮวาก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
แต่ทว่าคำพูดไม่อาจกล่าวจนเต็มปาก หลิวจี้จึงยังคงถ่อมตนเหลือทางหนีทีไล่ไว้บ้าง
หารู้ไม่ว่า คำพูดที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของเขาที่เอ่ยออกมานี้ คนในรถไม่มีใครกล้าเชื่อสักคนเดียว
แต่เพื่อไม่ให้บั่นทอนความมั่นใจของผู้เข้าสอบทุกคนจึงพร้อมใจกันไม่พูดอะไรออกมา
อย่างไรเสียก็สอบเสร็จไปแล้ว ทุกอย่างรอไปดูวันประกาศผลสอบก็แล้วกัน
แม้จะบอกว่าหลิวจี้กินอิ่มนอนหลับในสนามสอบ สดชื่นกระปรี้กระเปร่าแต่ถึงอย่างไรก็เทียบที่บ้านไม่ได้
หลังจากกลับมาถึงบ้าน หลิวจี้ก็นอนหลับเป็นตายไปสามวันสามคืน
เขายังฝันหวาน ฝันว่าตนเองมีชื่อบนบัญชีรายชื่อ ได้เข้าหอคืนวิวาห์
ต่อจากนั้นในช่วงรอประกาศผล หลิวจี้ไม่ไปที่ไหนทั้งสิ้น
ไม่ออกจากบ้านไปตรวจคำตอบกับผู้เข้าสอบคนอื่นและไม่รับคำเชิญสังสรรค์จากหม่าหยางและผู้เข้าสอบคนอื่นๆ ด้วย
เขาเอาแต่ขลุกอยู่แต่ในบ้าน วันๆ เอาแต่เดินตามฉินเหยา
ฉินเหยาไปไหนเขาไปด้วย ฉินเหยาไปเข้าห้องสุขาเขาก็ยังต้องไปเฝ้าส่งกระดาษชำระให้อยู่ด้านนอก
พูดไม่เกินสามประโยคต้องวนกลับมาที่ “เมียจ๋าเจ้าอย่าลืมคำที่พูดไว้เชียวนะ”ทำเอาฉินเหยารำคาญจนต้องซ้อมเขาวันละสามรอบ
ไม่ง่ายกว่าจะทนรอจนถึงวันประกาศผล หลิวจี้ถึงได้สงบลง
เข้าสู่เดือนหกแล้ว
เมืองหลวงราวกับถูกครอบด้วยฝาชีโปร่งใส ลมสักนิดก็ผ่านเข้ามาไม่ได้
สถานการณ์เช่นนี้ ฉินเหยามีประสบการณ์มาก่อน น่าจะเป็นลางบอกเหตุว่าฝนกำลังจะตกหนัก
ก่อนออกจากบ้านจึงกำชับเป็นพิเศษให้หลิวจี้และอาวั่งพกร่มไปด้วย
วันนี้พวกเด็กๆ ลาเรียนเป็นกรณีพิเศษ แม้แต่หลิวเฝยและอินเยว่ที่เปิดร้านก็ยังปิดร้าน
สมาชิกทั้งครอบครัวมาปรากฏตัว ณ สถานที่ประกาศผลสอบอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
แตกต่างจากการประกาศผลสองครั้งก่อนหน้า ครั้งนี้หลิวจี้มั่นใจในตัวเองเหลือเกินพาลทำให้ทุกคนอดที่จะเกิดความคาดหวังขึ้นมาไม่ได้
ต่อให้ภายนอกฉินเหยาจะดูนิ่งสงบเป็นปกติ แต่ยามที่ได้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและกังวลใจของผู้เข้าสอบนับหมื่นพัน นางก็อดไม่ได้ที่จะกำมือแน่น
เกรงว่าผู้คนกว่าค่อนเมืองหลวงคงมากันหมดแล้วกระมัง
เพราะกลัวว่าพวกเด็กๆ จะทนเบียดเสียดไม่ไหว ฉินเหยาจึงจัดการให้อินเยว่และหลิวเฝยพาพวกเด็กๆ ไปรอที่รถ
ส่วนนางกับอาวั่งยืนประกบซ้ายขวาหิ้วปีกหลิวจี้ที่ไม่มีแรงแม้แต่จะฆ่าไก่และเบียดเข้าไปเองไม่ไหวแน่ๆ บุกทะลวงฝ่าวงล้อมเข้าไปจนถึงใต้กำแพงประกาศผล
พอยามอู่สามเค่อมาถึง ทหารผู้ประกาศผลก็แบกป้ายประกาศบัญชีรายชื่อขนาดใหญ่ขึ้นไปบนหอระฆัง
เสียง “พรึ่บ” ดังขึ้น ป้ายประกาศบัญชีรายชื่อถูกกางออก เหล่าผู้เข้าสอบต่างก็กรูกันเข้ามาอย่างตื่นเต้นแย่งชิงตำแหน่งคนแรก