ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 791 เจ็บปวดจนอยากจะร้องไห้
ตอนที่ 791 เจ็บปวดจนอยากจะร้องไห้
……………
ฉินเหยากางแขนกั้นกันที่ว่างเล็กๆ ออกมาได้อย่างเผด็จการ
ปากหลิวจี้พ่นคำหวานยกยอเมียจ๋า ส่วนมือก็ตบตีอาวั่งอย่างร้อนรน
“เร็ว! รีบยกนายท่านใหญ่ของเจ้าขึ้นสูงๆ เร็วเข้า!”
ป้ายประกาศบัญชีรายชื่อด้านบนสุดมีขนาดมหึมา ด้านบนคือรายชื่อจิ้นซื่อขั้นหนึ่งทั้งหมด ตัวอักษรใหญ่กว่ารายชื่อจิ้นซื่ออีกสองขั้นที่เหลือนักจึงสามารถมองเห็นได้ชัดเจนและสะดุดตา
ส่วนรายชื่อขั้นสองและขั้นสามที่เหลือเขียนเป็นขนาดปกติปิดไว้ที่ด้านซ้ายและขวาของป้ายประกาศบัญชีรายชื่อด้านบนสุด
ประกาศเหล่านั้นหลิวจี้ไม่ชายตามองแม้แต่น้อย เขาจะดูแค่ป้ายประกาศบัญชีรายชื่อด้านบนสุดเท่านั้น
ทว่า อาวั่งเพิ่งจะยกตัวเขาขึ้น สายตาเขาก็กวาดผ่านประกาศรายชื่อขั้นสองไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
คำว่า ‘หลิวจี้’ สองคำที่คุ้นเคย กระแทกเข้ามาในสายตาอย่างไม่ทันตั้งตัว
ชั่วพริบตานั้น สมองของหลิวจี้ก็ดังวิ้งขึ้นมา
การมีชื่อบนป้ายประกาศบัญชีรายชื่อขั้นสองของเขาเท่ากับการร่วมหอของเขาจบเห่แค่นี้?
ขณะที่หลิวจี้ยังเหม่อลอย อาวั่งก็ตะโกนลั่นด้วยความดีใจว่า
“นายท่านใหญ่สอบติดแล้ว!”
“ฮูหยิน! นายท่านใหญ่สอบติดแล้วขอรับ!”
อาวั่งวางหลิวจี้ลงจากบ่า ชี้ไปยังประกาศสีแดงที่ปิดอยู่บนกำแพงด้านขวา บอกให้ฉินเหยารีบดู
ฉินเหยาเงยหน้ามองตามไป บนรายชื่อขั้นสองอันดับที่สามมีชื่อของหลิวจี้เขียนไว้อย่างเด่นชัด
นางนึกแปลกใจอยู่บ้างจึงแหวกฝูงชนที่พยายามจะเบียดเข้ามาออกไปแล้วมายืนใต้ประกาศ พลางเพ่งมองอย่างละเอียดอีกสองรอบ
ข้อมูลบนประกาศ เป็นชื่อหลิวจี้จริงๆ เขาสอบติดจิ้นซื่อจริงๆ หรือนี่?
มิหนำซ้ำอันดับยังไม่เลวเลยด้วย ฉินเหยาหันกลับมามองหลิวจี้ที่ทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อแล้วยิ้มออกมาจากใจจริง “ข้านึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะสอบติดจิ้นซื่อได้จริงๆ”
“เช่นนั้นที่เมียจ๋าพูดไว้ก่อนหน้านี้…”
ฉินเหยา “ข้าพูดคำไหนคำนั้น แต่เจ้าไม่ได้ขึ้นป้ายประกาศรายชื่อด้านบนสุด”
ความคาดหวังในแววตาของหลิวจี้มลายหายไปในพริบตา เขาเหลือบมองนางด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจอยู่สองครั้ง
พอเห็นนางทำท่าทางยืนกรานไม่เปลี่ยนแปลงก็อดไม่ได้ที่จะชกกำแพงประกาศผลนั่นระบายความโกรธ
จะให้โทษตัวเองนั้นเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดล้วนเป็นความผิดของคนอื่นทั้งสิ้น
หลิวจี้ก่นด่า “ต้องเป็นซือคงเจี้ยนคนถ่อยนั่นที่กลั่นแกล้งบิดา! ต้องเป็นเขาแน่ๆ!”
มิเช่นนั้นเขาจะไม่ได้ขึ้นป้ายประกาศบัญชีรายชื่อด้านบนสุดได้อย่างไรกัน
ยามนี้ อาวั่งวิ่งไปที่รถม้าแล้วบอกข่าวเรื่องหลิวจี้สอบติดจิ้นซื่อให้หลิวเฝยและพวกเด็กๆ ฟัง
ทุกคนดีใจจนเนื้อเต้น
เอ้อร์หลางแทบไม่อยากจะเชื่อว่าท่านพ่อของตนจะสอบติดจิ้นซื่อได้
ฝาแฝดหันมองหน้ากัน อดไม่ได้ที่จะหัวเราะฮ่าๆ ออกมา
ท่านพ่อของพวกเขากลายเป็นจิ้นซื่อแล้ว
ต่อไปพวกเขาก็เป็นบุตรชายบุตรสาวของนายท่านจิ้นซื่อ พูดออกไปสหายร่วมชั้นเรียนที่สำนักศึกษาต้องอิจฉาพวกเขาแทบตายแน่
มีเพียงหลิวจี้ที่มีสีหน้าโศกเศร้าคับแค้นใจเดินคอตกตามหลังฉินเหยากลับมาเท่านั้น
สองมือที่ห้อยอยู่ข้างลำตัวของชายหนุ่มกำหมัดแน่น ปากขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกล่าวว่า “ซือคงเจี้ยน ข้าหลิวจี้กับเจ้าอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้!”
อินเยว่และคนอื่นๆ มองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความไม่เข้าใจ
นี่ก็สอบติดจิ้นซื่อแล้ว แถมอันดับยังดีขนาดนี้ เหตุใดถึงยังไม่ดีใจอีกเล่า
ทุกคนที่กำลังงุนงงหันไปมองฉินเหยา นางแบมือออก ยิ้มแต่ไม่พูดอะไร
หลิวจี้เห็นนางยิ้มก็ยิ่งแค้นใจหนักกว่าเดิม
ไม่เพียงแค้นซือคงเจี้ยน เขายังแค้นฟ้าแค้นดินแค้นอากาศด้วย!
“ติดแล้ว! ข้ามีชื่อบนป้ายประกาศบัญชีรายชื่อด้านบนสุดแล้ว!”
เขาทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะ วิ่งตรงมาทางครอบครัวฉินเหยาที่เขาคุ้นเคยเพียงหนึ่งเดียวเพื่อแบ่งปันความสุขและถือโอกาสแสดงความยินดีกับหลิวจี้ด้วย
เมื่อครู่เขาเห็นแล้ว คุณชายน้อยฉีได้เป็นอันดับหนึ่งของป้ายประกาศบัญชีรายชื่อด้านบนสุดอย่างไม่มีพลิกโผ
หากไม่มีเหตุผิดพลาด ในการสอบหน้าพระที่นั่ง การคว้าตำแหน่งจอหงวนย่อมเป็นเรื่องที่สำเร็จได้โดยง่ายดุจน้ำไหล
ยังมีนายท่านหลิว อันดับที่สามของขั้นสอง นับเป็นผลการสอบที่ดีเกินคาดหมายมาก
ในอดีตหม่าหยางเคยมองว่าหลิวจี้เหลวไหลไม่เอาถ่าน ไม่ใส่ใจเรื่องเรียนเลยสักนิด หากไม่ได้คุณชายน้อยฉีคอยกำราบก็คงไม่คิดจะหยิบตำราขึ้นมาอ่าน
แต่ใครเล่าจะคิดว่า เก็บตัวก่อนสอบครั้งนี้เพียงหนึ่งเดือน กลับสอบได้คะแนนดีจนน่าตกใจถึงเพียงนี้
ถึงได้บอกว่า การที่ท่านมหาบัณฑิตรับลูกศิษย์ ย่อมมีเหตุผลของท่านอย่างแน่นอน
หลิวจี้ผู้นี้ มิใช่อัจฉริยะโดยกำเนิด แต่เป็นปีศาจผู้มีพรสวรรค์เปี่ยมศักยภาพไร้ขีดจำกัด!
“หลิวจิ้นซื่อ เชียนจือขอคารวะขอรับ”
หม่าหยางใจเต้นระรัว มือไม้สั่นเทา ยิ้มพลางคารวะหลิวจี้อย่างนอบน้อม จงใจเรียกเขาว่าหลิวจิ้นซื่อเพื่อแสดงความยินดีอย่างตื่นเต้น
ทว่า อีกฝ่ายไม่เพียงไม่รับคารวะกลับแค่นเสียงใส่เขาคำหนึ่ง
เขาถลกชายเสื้อ มุดเข้าไปในตัวรถม้าแล้วแล้วไล่ทุกคนลงจากรถจนหมด
เขานั่งกอดเข่าคุดคู้อยู่ในมุมรถม้า เขาปวดใจ…อยากจะร้องไห้…ไม่อยากพูดคุย!
หม่าหยางยืดตัวขึ้นอย่างกระอักกระอ่วน มองซ้ายแลขวาอย่างงุนงง “นี่…นี่…หรือว่าเชียนจือพูดอันใดผิดไป? เหตุใดนายท่านหลิวถึง…”
อาวั่งซึ่งเป็นคนเดียวที่รู้ความจริงนอกจากฉินเหยา ดังนั้นพอตั้งสติได้จึงตบไหล่ปลอบใจหม่าหยาง
“ไม่เกี่ยวกับเจ้าหรอก นายท่านใหญ่ของข้าไม่พอใจที่สอบไม่ติดป้ายประกาศบัญชีรายชื่อด้านบนสุดเท่านั้น”
“ขั้นสองอันดับที่สามก็ดีมากแล้วไม่ใช่หรือ!” เสียงแห่งความอิจฉาดังมาจากด้านหลังของทุกคน
ฉินเหยาและคนอื่นๆ หันกลับไปมอง ที่แท้ก็เป็นครอบครัวของนายท่านติงนั่นเอง
คนที่พูดก็คือติงซื่อ
ติงเซียงยิ้มเจื่อนๆ พี่ชายของนางแม้แต่จวี่เหรินยังสอบไม่ติดเลยด้วยซ้ำ
นายท่านติงกลับมีจิตใจที่ปล่อยวาง เพราะนอกจากอัจฉริยะอย่างฉีเซียนกวนแล้ว บัณฑิตธรรมดาที่คิดจะสอบผ่านต่อเนื่อง แถมยังได้คะแนนดีนั้น ยากยิ่งกว่ามีก้อนทองหล่นลงมาจากฟากฟ้าเสียอีก
ติงซื่อเดินมาที่ข้างหน้าต่างรถม้า เคาะตัวรถกล่าวปลอบใจหลิวจี้ที่จมดิ่งอยู่ในความโศกเศร้าจนถอนตัวไม่ขึ้นว่า
“แค่นี้ก็ดีมากแล้ว ไม่รู้ว่ามีคนอิจฉาตาร้อนตั้งเท่าไหร่ ท่านยังจะมานั่งไม่พอใจอยู่อีก”
ไม่มีเสียงตอบรับจากในรถ
หลิวจี้เบิกตาจ้องหลังคารถ คนตัวเล็กๆ ที่อยู่ในใจตะโกนก้อง เจ้าเด็กเมื่อวานซืนที่ยังไม่แต่งงานจะไปรู้อะไร! สิ่งที่เจ้าเสียไปแค่ชื่อเสียง แต่สิ่งที่ข้าเสียไปคือความสุขชั่วชีวิตเชียวนะ!
ติงซื่อถอนหายใจ ไม่เข้าใจความโศกเศร้าของหลิวจี้
เขาหันมาทางหม่าหยาง แสดงความยินดีที่เขาสอบผ่านมีชื่อบนบัญชีรายชื่อด้านบนสุด
หม่าหยางที่มีชื่อบนป้ายประกาศบัญชีรายชื่อด้านบนสุดรู้สึกกระอักกระอ่วนจนไม่กล้าพูดจา ได้แต่ประสานมือยิ้มแห้งๆ เขากลัวว่าถ้าส่งเสียงดังจะไปกระทบจิตใจหลิวจี้เข้า
ตรงนี้วุ่นวายและเสียงดังเกินไป ฉินเหยากำชับหม่าหยางว่าหลังเสร็จธุระปะปังให้กลับไปกินข้าวที่จวน นางจะให้อาวั่งทำอาหารมื้อใหญ่ฉลองสักหน่อย
หม่าหยางรับคำด้วยความซาบซึ้ง รีบบอกว่ารอจัดการทางนี้เสร็จแล้วจะรีบกลับไป
ฉินเหยายังบอกกล่าวกับครอบครัวนายท่านติงที่มาดูความครึกครื้นว่า อีกสองวันจะเขียนเทียบเชิญเชิญพวกเขามางานเลี้ยง
ทุกคนแยกย้ายกันชั่วคราว ฉินเหยาพาคนในครอบครัวกลับบ้านไปก่อน
แม้ว่าหลิวจี้เจ้าตัวจะจิตตก แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความเบิกบานใจของคนทั้งบ้าน
หลิวเฝยได้รับคำสั่งจากฉินเหยาจึงจัดเตรียมงานเลี้ยงขอบคุณอย่างปรีดิ์เปรม ป่าวประกาศเรื่องที่หลิวจี้สอบติดจิ้นซื่อออกไปทั่ว
ไม่เพียงเชิญเพื่อนบ้านในตรอกควานเจิ้ง ยังเชิญตระกูลฉี ตระกูลติงและตระกูลหวังอีกหลายบ้าน
จวนองค์หญิงใหญ่ส่งอวิ๋นนั่วให้นำของขวัญมามอบให้ด้วยตนเอง
ยังมีทางด้านสวีเหวินชิงก็ให้พ่อบ้านตระกูลสวีแอบนำของขวัญมาส่งและเขียนหยอกล้อฉินเหยามาในเทียบตอบกลับว่า นางตาถั่วเอง
‘คนที่เจ้าฉินเหยาหมายตา ย่อมไม่ธรรมดาจริงๆ’
ฉินเหยาเลิกคิ้วอย่างลำพองใจ ยิ้มพลางเก็บเทียบตอบกลับฉบับนี้ใส่ลิ้นชักลงกลอน
ชื่อเสียงเกียรติยศของบุรุษก็คือเหรียญตราของสตรี
เทียบตอบกลับของสวีเหวินชิงฉบับนี้ นางต้องเก็บรักษาไว้อย่างดี
ที่ห้องโถงหน้า หลิวจี้ที่เป็นตัวเอกของงานกลับยิ้มไม่ออกเลยสักนิด
เขามองดูฉินเหยาที่กำลังต้อนรับอวิ๋นนั่วให้นั่งโต๊ะด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจเต็มอก
หลูเสี่ยวเฟิ่งที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางระหว่างหลิวจี้กับฉินเหยา ตีฆ้องร้องป่าวมาแสดงความยินดีที่พี่ใหญ่สอบได้คะแนนสูง นั่นเป็นการพูดแทงใจดำอย่างไม่ต้องสงสัย
รอจนงานเลี้ยงเลิกรา เขาก็ถูกหลิวจี้ทุบตีไปยกหนึ่ง
หลูเสี่ยวเฟิ่ง…ข้าเป็นใคร? ข้าอยู่ที่ไหน? ข้ามาทำอะไรที่นี่?