ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 792 ซุ่มฮึด
ตอนที่ 792 ซุ่มฮึด
……………
การสอบหน้าพระที่นั่งถูกจัดขึ้นในวันที่ห้าหลังประกาศผลสอบ
โดยมีฮ่องเต้ทรงเป็นประธานการสอบและไทเฮาร่วมสังเกตการณ์
สุดท้ายก็ได้รายชื่อ จอหงวน ป๋างเหยี่ยนและทั่นฮวาหลาง คัดเลือกจากผู้เพียบพร้อมทั้งรูปโฉมและความสามารถในกลุ่มจิ้นซื่อขั้นหนึ่งให้ประดับดอกไม้ ขี่ม้าแห่รอบเมืองและร่วมงานเลี้ยงฉยงหลิน ทว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับเหล่าจิ้นซื่อขั้นสองและขั้นสาม ความรุ่งโรจน์เป็นของเหล่าจิ้นซื่อขั้นหนึ่งเท่านั้น
หลิวจี้ยืนอยู่ในมุมมืด มองดูเหล่าจิ้นซื่อขั้นหนึ่งที่มีศิษย์พี่ตัวน้อยผู้เป็นจอหงวนเดินนำหน้า เขาสวมชุดคลุมสีแดงสดและประดับดอกไม้สีสวยบนศีรษะ
เมื่อคิดว่าตนเองควรจะได้เป็นหนึ่งในนั้นก็ได้แต่กัดชายเสื้อไว้ อดกลั้นไม่ให้ร้องไห้กระซิกๆ ออกมา
ฉินเหยาที่ยืนอยู่ด้านข้างคิด…สภาพน่าสงสารที่ดูน่าเอ็นดูขึ้นมาหน่อยๆ นี่คืออะไรกัน
นางจึงยื่นมือออกไปคว้าคอเจ้าตัวขี้แยหลิวจี้แล้วกลับบ้าน
ตามระบบเคอจวี่ของแคว้นเซิ่ง มีเพียงจิ้นซื่อขั้นหนึ่งเท่านั้นที่ได้รับพระราชทานตำแหน่งขุนนางทันที
ส่วนจิ้นซื่อขั้นสองและขั้นสามที่เหลือทำได้เพียงเข้าเรียนใน ‘สำนักศึกษาหลวง’ เพื่อเป็นขุนนางสำรอง
พวกเขาต้องผ่านการสอบเข้ารับตำแหน่งเสียก่อนจึงจะได้รับคำสั่งแต่งตั้งเป็นขุนนาง
กระบวนการรอคอยการสอบเข้ารับตำแหน่งนี้อาจจะรวดเร็วหรืออาจจะยาวนาน
หากมีเส้นสาย วิ่งเต้นสักหน่อยก็อาจจะลัดขั้นตอน ได้เป็นขุนนางเล็กๆ ขั้นแปดขั้นเก้า เช่นเดียวกับตำแหน่งผู้ช่วยเจ้ากรมการค้าชายแดนของนายท่านติงในอดีตที่ได้พ่อตาช่วยวิ่งเต้นมาให้
ฉินเฟิงได้ข่าวว่าน้องเขยสอบได้ก็รีบส่งจดหมายมา บอกว่าเขาสามารถช่วยวิ่งเต้นให้ได้
เขาอาจจะพอหาตำแหน่งขุนนางเล็กๆ ในเมืองหลวงให้ทำได้ ครอบครัวจะได้เปลี่ยนฐานะวงศ์ตระกูลอย่างสิ้นเชิงแต่ฉินเหยาปฏิเสธเพราะไม่ต้องการใช้เส้นสาย
ในเมื่อยังมีโอกาสจากการสอบเข้ารับตำแหน่งก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนติดหนี้บุญคุณใคร
เมื่อเริ่มเข้าสู่ราชสำนัก สิ่งที่พึงระวังที่สุดคือก็การเลือกข้างแบ่งพรรคแบ่งพวก
พระวรกายของฮ่องเต้ซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด บวกกับพระบรมศพของไท่ซั่งหวงยังไม่ได้ฝัง บัลลังก์มังกรนี้จึงยังไม่มั่นคงดี
ลมพายุในเมืองหลวงคงจะพัดโหมกระหน่ำไปอีกสักพัก
ให้หลิวจี้พักรอในสำนักศึกษาหลวงไปก่อนก็นับเป็นโอกาสในการฝึกฝนประสบการณ์ที่ไม่เลว
แต่การปฏิเสธของฉินเหยาในครั้งนี้ อันที่จริงยังเป็นการเคารพความคิดเห็นของตัวหลิวจี้เองด้วย
หลังจากได้รับจดหมายจากฉินเฟิง ฉินเหยาก็ไม่ได้ปิดบังหลิวจี้ แต่กลับเรียกให้เขามาอ่านจดหมายด้วยกัน
ตามความเข้าใจที่นางมีต่อเจ้าหมอนี่ พอรู้ว่าพี่ภรรยาจะช่วยเหลือเช่นนี้ เขาต้องดีอกดีใจคารวะขอบคุณในความหวังดีของพี่เขยและน้อมรับไว้อย่างยินดีปรีดาเป็นแน่ ทว่า เจ้านี่กลับยังไม่ตัดใจจากความคิดชั่วร้าย
หลิวจี้โบกมือไม้กล่าวด้วยท่าทีองอาจห้าวหาญว่า “ข้าไม่ต้องการ!”
“เมียจ๋าเจ้าแค่บอกข้ามาว่า คำพูดที่เจ้าเคยพูดไว้ยังนับอยู่หรือไม่”
เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่ลุกโชนดั่งเพลิงของหลิวจี้ ภายในใจฉินเหยาก็อดประหลาดใจอยู่บ้าง เจ้านี่ยังคิดถึงเรื่องนั้นอยู่อีกหรือ
เช่นนั้นนางก็อยากจะดูเหมือนกันว่าเขาจะทำได้ถึงขั้นไหน
ฉินเหยาพยักหน้าเบาๆ “ข้าฉินเหยาพูดคำไหนคำนั้น หากเจ้าสามารถสวมชุดขุนนางได้ บ้านนี้ข้าจะยกให้เจ้าเป็นคนดูแล”
“ไม่ใช่เรื่องนี้!” หลิวจี้แก้ไขด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ประโยคที่เจ้าพูดต่อจากนั้นต่างหาก!”
ดวงตาเร่าร้อนทั้งสองจ้องมองนางเขม็งราวกับจะบอกว่า บิดาจำได้แม่นยำเชียวล่ะ เจ้าอย่าคิดจะบิดพลิ้ว
ฉินเหยากวาดตามองเขาขึ้นลงอย่างนึกสนุก ยืนกอดอกพิงโต๊ะแล้วพยักหน้า “ถอดชุดขุนนางใช่หรือไม่”
น้ำเสียงของนางแผ่วเบา ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย มองจนหลิวจี้รู้สึกชาไปทั้งตัว
ใบหูสองข้างแดงก่ำขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว แต่ปากกลับยังเอ่ยด้วยท่าทีจริงจังมาก “ใช่ คำพูดเจ้ายังนับอยู่หรือไม่”
ฉินเหยาตอบกลั้วหัวเราะ “นับสิ ทำไมจะไม่นับเล่า”
“ได้” หลิวจี้รอประโยคนี้ของนางอยู่พอดี “จะ…เจ้าคอยดูเถอะ!” ครั้งนี้เขาจะต้องทำให้นางเป็นฝ่ายเข้ามาถอดเสื้อผ้าของเขาด้วยตัวเองให้จงได้!
ชายหนุ่มจึงทิ้ง ‘คำพูดอันห้าวหาญ’ เอาไว้แล้วปฏิเสธความหวังดีของพี่ภรรยาอย่างเด็ดเดี่ยว
พอพบว่าเขาทั้งไม่อ่านตำราและไม่ช่วยคัดลอกตำราทำชิ้นงานใดๆ ในสำนักศึกษาหลวงต่างก็พากันส่ายหน้า
จบกัน คราวนี้จบเห่แล้วจริงๆ
หารู้ไม่ว่า หลิวจี้กำลังแอบฮึดสู้อยู่เงียบๆ
เขาไม่เชื่อหรอก ด้วยความสามารถของเขา จะหาชุดขุนนางมาใส่สักชุดไม่ได้เชียวหรือ
ฟ่านหลงเองก็สอบติดจิ้นซื่อ เป็นขั้นสามอันดับท้าย
เดิมทีหลิวจี้ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร เพียงแค่รู้สึกว่าสายตาที่เจ้านี่มองตนเองดูไม่ชอบมาพากลจึงไม่ชอบหน้าเป็นอย่างยิ่ง
จนกระทั่งวันที่หม่าหยางและฉีเซียนกวนมาบอกลา เขาถึงได้รู้ว่า ที่แท้เจ้านี่ก็คือคนที่พูดจาโอหังใส่เขา ศิษย์พี่และท่านอาจารย์ที่ตรอกหย่งทงคนนั้น
ฟ่านหลงคนนี้เป็นพวกประจบสอพลอ พอเข้าสำนักศึกษาหลวงก็แอบจับกลุ่มตั้งพรรคพวก รวบรวมพวกหนอนหนังสือที่ต่อต้านสตรีมีอำนาจกลุ่มหนึ่ง
คนกลุ่มนี้ดูแคลนหลิวจี้ที่เอะอะก็ร้องเรียกเมียจ๋าๆ เป็นอย่างมาก แต่ด่าอย่างไรก็ด่าสู้ปากสุนัขของหลิวจี้ไม่ได้
พวกเขาลอบขัดแข้งขัดขาลับหลังไม่สำเร็จกลับโดนหลิวจี้ตลบหลังเล่นงานกลับอีกด้วย
หลิวจี้ไปเป่าหู ‘ยุยงใส่ไฟด้วยมารยา’ ต่อหน้าปั๋วซื่อในสำนักศึกษาหลวงทุกวัน คอยใส่ร้ายป้ายสีฟ่านหลงกับพวกเพื่อรอคอยโอกาสที่ตนเองจะได้กระโดดข้ามประตูมังกร
เมียจ๋าเคยบอกไว้ว่า โอกาสมีไว้สำหรับคนที่เตรียมพร้อม
ท่านอาจารย์ก็เคยกล่าวไว้ว่า หากคิดจะทะยานขึ้นตามลมก็ต้องคว้าสายลมนั้นไว้ให้ทันท่วงที
ช้าไปก้าวเดียวไม่ได้ เร็วไปก้าวเดียวก็ยิ่งไม่ได้ ต้องไม่เร็วไม่ช้า พอดีเป๊ะ ถึงจะแสดงผลลัพธ์ได้สูงสุด
ดังนั้นสิ่งที่หลิวจี้กำลังรออยู่ก็คือลมระลอกนั้น
และสิ่งที่เขาต้องเตรียมตัวให้พร้อมล่วงหน้า ก็คือการเอาอกเอาใจเหล่าปั๋วซื่อในสำนักศึกษาหลวงให้ดีเพื่อที่จะได้รับข่าวสารวงในของราชสำนักจากปากพวกเขาเป็นคนแรก
เพราะได้รับอานิสงส์จากการแจกโจ๊กเมื่อก่อนหน้านี้ทำให้จิ้นซื่อส่วนหนึ่งในสำนักศึกษาหลวงได้รับประโยชน์จึงให้ความเคารพหลิวจี้เป็นอย่างมาก
เมื่อเห็นว่าหลิวจี้ค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับชีวิตในสำนักศึกษาหลวงได้และนิสัยใจคอก็เริ่มเปลี่ยนเป็นกระตือรือร้นรักความก้าวหน้าคนทั้งครอบครัวต่างก็พากันโล่งอก ยกเว้นเพียงฉินเหยา
นางมักจะรู้สึกว่าเจ้านี่แค่ทำตัวปกติเพียงเปลือกนอก แต่เนื้อแท้ในใจกำลังกลั้นหายใจรอ เตรียมจะทำเรื่องใหญ่สักเรื่องเพื่อรนหาที่ตาย
เพียงแต่เวลายังมาไม่ถึงจึงอดทนอดกลั้นไว้ก่อนเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ฉินเหยาจึงไปรับไปส่งเขาที่สำนักศึกษาหลวงติดต่อกันถึงครึ่งเดือนโดยเฉพาะ
ที่ทำไปก็เพื่อจับตาดูหลิวจี้ กลัวว่าเขาจะเผลอไปก่อเรื่องใหญ่กลับมา
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหลิวจี้วรยุทธ์แก่กล้าจึงสามารถแสดงละครได้แนบเนียนไร้ช่องโหว่หรือว่าเขาตระหนักถึงความจริงได้แล้วจริงๆ จึงไม่รนหาที่ตายอีก
เอาเป็นว่า ครึ่งเดือนมานี้ฉินเหยาไม่พบความผิดปกติใดๆ
กลับเป็นอาวั่งที่มารายงานว่า ระยะนี้ตอนกลางคืนมักจะมีเสียงบุรุษแปลกหน้าดังมาจากสวนหลังบ้าน
พอเขาตามไปดูกลับเจอเพียงอินเยว่กำลังให้อาหารม้าอยู่เพียงลำพัง
ครั้งสองครั้งแรก อาวั่งยังนึกว่าตัวเองระแวงจนตาฝาดหูแววไปเอง
แต่ครึ่งเดือนมานี้ได้ยินเสียงประหลาดติดต่อกันสี่ห้าครั้ง แถมสีหน้าของอินเยว่ยังดูมีพิรุธอย่างชัดเจน อาวั่งก็รู้แล้วว่าตนเองต้องฟังไม่ผิดแน่
“นางมีความลับ” อาวั่งกล่าวกับฉินเหยาอย่างมั่นใจ
ช่วงนี้ฉินเหยาเอาแต่จับตาดูหลิวจี้เลยไม่ได้สนใจลูกศิษย์เท่าไหร่จริงๆ
พอได้ยินอาวั่งพูดเช่นนี้ ทั้งสองก็สบตากัน ตัดสินใจว่าจะดักซุ่มดูคืนนี้เพื่อดูว่าเป็นเรื่องอะไรกันแน่
ตกดึกเมื่อทุกคนในบ้านล้างหน้าบ้วนปากเสร็จเรียบร้อยต่างก็แยกย้ายกลับห้องไปพักผ่อน
หลิวจี้ยังเป็นเหมือนเช่นทุกวัน พอปรนนิบัติฉินเหยาล้างหน้าบ้วนปากเสร็จก็พยายามจะใช้รูปลักษณ์ยั่วยวนนาง
ไม่ผิดไปจากที่คาด เขาถูกฉินเหยาถีบกระเด็นออกจากประตูไป
หลิวจี้ก็ไม่โกรธเคือง ตบก้น ลุกขึ้นยืนแล้วเดินกลับไปนอนที่ห้องหนังสืออย่างสบายใจเฉิบ
ระยะนี้วันไหนไม่ได้ให้เมียจ๋าซ้อมสักหน่อย เขาก็จะครั่นเนื้อครั่นตัว