ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 793 หวังจิ่น ข้าพึงใจกับมารดาเจ้าน่ะสิ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 793 หวังจิ่น ข้าพึงใจกับมารดาเจ้าน่ะสิ
ตอนที่ 793 หวังจิ่น ข้าพึงใจกับมารดาเจ้าน่ะสิ
เมื่อเงี่ยหูฟังจนแน่ใจว่านอกเรือนไม่มีความเคลื่อนไหว ฉินเหยาจึงค่อยเดินออกมาจากห้อง
อาวั่งไปถึงคอกม้าที่สวนหลังบ้านแล้ว ฉินเหยาปรากฏตัวขึ้นด้านหลังเขาราวกับภูตผี นางตบไหล่เขาเบาๆ ทำเอาอาวั่งตกใจจนซัดหมัดสวนกลับมา
ฉินเหยาเบี่ยงตัวหลบแล้วส่งเสียงเบาๆ “ชู่ว์!”
อาวั่งถึงได้สติ รีบยั้งมือกลับ หลีกทางจากตำแหน่งสังเกตการณ์ที่ดีที่สุดแล้วถอยไปอยู่ด้านหลังเอง
ทั้งสองคนหมอบอยู่บนหลังคาคอกม้าหน้าหนึ่งคนหนึ่งหลัง คอยจับตามองไปทางประตูหลัง
ไม่นานนัก อินเยว่ก็หิ้วโคมไฟเดินตรงมา ดูเหมือนจะมาตรวจตราคอกม้าและประตูเรือน แต่ความจริงแล้วกลับคอยชะเง้อมองซ้ายขวาอย่างกระวนกระวายใจราวกับรู้ว่าจะมีใครมาแต่ลึกๆ ก็ไม่ได้อยากให้คนผู้นั้นปรากฏตัวนัก สีหน้าจึงดูเป็นกังวล
จวนจะถึงยามจื่อ เสียงฆ้องบอกเวลาของคนตีฆ้องบอกเวลาก็ดังขึ้น
ทันใดนั้น เงาดำสายหนึ่งก็พลิกตัวข้ามกำแพงเข้ามาโดยไม่เคาะประตูทักทาย ร่างนั้นร่อนลงสู่คอกม้าอย่างมั่นคง
ฉินเหยากับอาวั่งหันมาสบตากันด้วยความตกตะลึง
คาดไม่ถึงว่าจะมีคนแปลกหน้าลักลอบเข้ามาในยามวิกาลจริงๆ
อาวั่งเกร็งร่าง เตรียมจะพุ่งลงไปจับกุมตัวเขา ทว่าตอนนั้นเอง ฉินเหยาก็ได้ยินเงาร่างสูงใหญ่ที่ยืนหันหลังให้คอกม้า เอ่ยเสียงทุ้มต่ำด้วยความยินดีว่า
“แม่นางอินเยว่ เจ้าตั้งใจมารอข้าที่นี่หรือ”
ฉินเหยายกมือขึ้น ห้ามอาวั่งว่าอย่าเพิ่งรีบร้อนลงไป
เสียงนี้ ชัดเจนว่าเป็นบุรุษ แถมยังคุ้นหูยิ่งนัก!
อินเยว่ถอยหลังไปสองก้าว โคมไฟในมือสั่นไหวตามแรงขยับ ทอดเงาบิดเบี้ยววูบวาบลงบนพื้นเหมือนกับความตื่นตระหนกและหวาดหวั่นในใจนางยามนี้
“ข้าบอกท่านแล้วว่าอย่ามาอีก หากถูกอาวั่งจับได้ เขาต้องเอาไปฟ้องท่านอาจารย์ข้าแน่ ถึงตอนนั้นท่านต้องรับเคราะห์หนักแน่”
น้ำเสียงตัดพ้อของอินเยว่ ฟังดูเหมือนจะเป็นห่วงเสียมากกว่า
หวังจิ่นเห็นนางถอยหนีก็คิดจะขยับเข้าไปหา แต่ก็ยั้งร่างไว้ หยุดอยู่ที่เดิมไม่รุกคืบเข้าไป
“หากไม่ใช่เพราะชื่อเสียงอันเลื่องลือของท่านอาจารย์เจ้า ข้าก็คงไม่ปีนกำแพงเข้ามาหรอก” เขาหัวเราะเยาะตัวเองทีเล่นทีจริง
ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่เพราะเขาขลาดกลัว แต่เป็นเพราะแม่นางผู้อ่อนโยนดั่งสายน้ำตรงหน้านี้กลัวว่าเขาจะถูกท่านอาจารย์ของนางจับได้แล้วซ้อมจนปางตายต่างหาก
เมื่อเห็นแม่นางตรงหน้าไม่ส่งเสียง หวังจิ่นจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“เรื่องที่ข้าถามเจ้า เจ้าไม่ยอมให้คำตอบข้าเสียที หากเจ้าบอกว่าไม่ยินยอม ภายหน้าข้าจะไม่มารบกวนอีกเด็ดขาด”
อินเยว่เหลือบตาขึ้นมองเขาแวบหนึ่งอย่างรวดเร็วแล้วก้มหน้าลง ไม่พูดจา
เห็นปฏิกิริยาของนางเช่นนี้ หวังจิ่นก็หัวเราะออกมาหนึ่งเสียง “ในเมื่อเจ้าไม่บอกว่าไม่ยินยอม เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะให้ท่านแม่ของข้ามาสู่ขอกับท่านอาจารย์เจ้า…”
“อย่านะ!” อินเยว่ทั้งดีใจทั้งตกใจ รีบยกมือห้ามเขาไว้ “ท่านอย่ามา…พวกเราไม่เหมาะสมกัน”
“ไม่เหมาะสมตรงไหน” หวังจิ่นเสียงขรึมลง ไม่พอใจที่นางพูดเช่นนี้
เขาเอ่ยว่า “เจ้าเป็นแม่นางที่งดงามดั่งบุปผา มีวิชาเลี้ยงชีพ นิสัยใจคอก็ดี อายุอานามก็น้อยกว่าข้า ในย่านนี้บ้านที่อยากแต่งเจ้าเข้าบ้านมีถมเถไป”
“กลับกันคือข้าที่อายุยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดแล้ว แก่กว่าเจ้าตั้งมาก ที่บ้านยังมีท่านแม่และหลานกำพร้าลูกของพี่ชายพี่สะใภ้ให้ต้องดูแล ข้าเสียอีกที่ต้องขอร้องให้เจ้าอย่ารังเกียจ”
มุมปากของอินเยว่ยกขึ้นนิดหนึ่ง แต่พอคิดถึงอดีตที่ผ่านมาของตนเองก็ส่ายหน้าอย่างแน่วแน่
“ท่านน่าจะรู้ว่าข้าเคยผ่านอะไรมาบ้าง เรื่องที่อำเภอไคหยางท่านก็รู้ตื้นลึกหนาบาง ซ้ำยังเป็นคนจัดการคนชั่วพวกนั้นด้วยมือตนเอง ถึงได้มีอินเยว่ในวันนี้…”
“ข้ามิได้ดูถูกตนเอง เพียงแต่เรื่องราวในอดีตเหล่านี้หากคนในครอบครัวท่าน หรือสหายขุนนางของท่านล่วงรู้ ข้าไม่อยากต้องทนรับสายตาแปลกประหลาดจากพวกเขา”
“ดังนั้น” อินเยว่เอ่ยอย่างจริงจัง “ข้าไม่เหมาะสมกับท่าน”
หวังจิ่นร้อนรน “เจ้าและข้าต่างฝ่ายต่างยังไม่ออกเรือน และไม่มีคนรักเก่ามาตามตอแย หากเจ้ากับข้าอยู่ด้วยกันแล้วมีใครพูดจาพล่อยๆ ข้าจะฉีกปากพวกเขาเสีย ไม่ยอมให้เจ้าต้องได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจแม้แต่น้อย!”
เขาอดไม่ได้ที่จะขยับเข้าไปใกล้ “ข้าว่าจริงๆ แล้วเจ้ากำลังกลัว ปากพร่ำบอกว่าไม่ได้ดูถูกตนเอง แต่ความจริงแล้วทุกถ้อยทุกคำล้วนแต่เป็นการดูถูกตนเองทั้งนั้น”
หากไม่ใส่ใจจริงๆ ไยต้องกังวลขี้ปากชาวบ้าน?
อินเยว่ตกใจกับการขยับเข้ามาใกล้ของเขาจึงยกโคมไฟในมือขึ้นขวางโดยสัญชาตญาณ แต่นึกไม่ถึงว่าจะถูกแย่งไป
แผลใจถูกคนแหวกเปิดออก อินเยว่จึงจ้องมองเขาด้วยความโกรธเคือง มือเลื่อนไปจับอาวุธลับที่เอวแล้ว
“ต่อให้ข้าดูถูกตนเองแล้วจะทำไมเล่า นั่นมันเรื่องของข้า เกี่ยวอะไรกับท่าน! ท่านใช้สิทธิ์อะไรมาพูดจาเช่นนี้กับข้า หากท่านยังไม่ไปอีก อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจนะ!”
หวังจิ่นได้ยินดังนั้น ไม่เพียงไม่ถอยกลับยื่นมือออกไปอย่างรวดเร็ว หวังจะดึงมือนางออกจากอาวุธลับ
มืออีกข้างของอินเยว่รีบคว้าจับมือใหญ่ที่ยื่นมาข้างนี้ทันที ไม่ยอมให้เขามาขัดขวางตน
ชายทึ่มหญิงดื้อ ทั้งสองคนยื้อยุดกันอยู่อย่างนั้น
“ข้าขอถามเจ้าแค่ประโยคเดียว เจ้ามีใจให้ข้าหรือไม่” ชายหนุ่มสายตามุ่งมั่น เอ่ยถามอย่างดื้อรั้น
อินเยว่อายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี นางเบือนหน้าหนี กำลังจะเอ่ยปากตอบก็ได้ยินเสียงสตรีเย็นยะเยือกดังมาจากด้านหลังกะทันหันว่า
“หวังจิ่น ข้าพึงใจกับมารดาเจ้าน่ะสิ!”
ฉินเหยากับอาวั่งโผล่ออกมาจากที่ใดไม่ทราบ ฉินเหยาตวาดด้วยรังสีฆ่าฟันเต็มเปี่ยมว่า
“ปล่อยอุ้งตีนหมูของเจ้าซะ มิฉะนั้นมารดาผู้นี้จะสับเจ้า!”
อาวั่งได้รับสัญญาณจากฮูหยินก็พุ่งตัวไปอยู่ด้านหลังหวังจิ่นที่กำลังหน้าตื่นตระหนกดุจสายลม คว้าไหล่เขาไว้แล้วกระชากตัวออกมา
เขาเหม็นขี้หน้าเจ้าหมอนี่มานานแล้ว ทำตัวลับๆ ล่อๆ ปีนเข้ากำแพงบ้าน แทบจะไม่เห็นพ่อบ้านอย่างเขาอยู่ในสายตา
หยามกัน นี่มันหยามกันซึ่งๆ หน้า!
อาวั่งยกตัวคนขึ้นเตรียมจะทุ่มลงพื้น
หวังจิ่นนั้นด้วยความร้อนตัวผสมกับความลนลาน ชั่วขณะหนึ่งจึงตั้งรับไม่ทัน
อินเยว่ร้องอุทาน ร่างกายตอบสนองไวกว่าสมอง รีบทิ้งโคมไฟยื่นมือออกไปกางแขนขวางไว้
“อาวั่ง อย่า!”
อาวั่งถลึงตามองอินเยว่ “เจ้าไม่ยึดถือคุณธรรมยุทธภพ”
อินเยว่งุนงง “อะไรนะ”
อาวั่ง “เจ้ามีผู้ชายแล้วนี่” แต่เขายังตัวคนเดียวอยู่เลย
สหายรักเคยตกลงกันไว้ว่าจะถวายชีวิตรับใช้ฮูหยินและนายท่านใหญ่ จะไม่ข้องแวะเรื่องรักใคร่ของหนุ่มสาวกลับกลายเป็นว่าตอนนี้มีเพียงเขาที่ไร้คนรู้ใจ
อินเยว่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ได้แต่กล่าวขอโทษซ้ำๆ แล้วถามว่า “เจ้าชอบแม่นางแบบไหน คราวหน้าข้าจะไปบอกแม่สื่อให้เจ้า”
อาวั่งถลึงตามองหวังจิ่นอย่างโกรธเคืองแล้วพูดประชดว่า “ข้าไม่เอา”
สุดท้ายเขาก็ปล่อยมือ ไม่ได้จับคนทุ่มลงพื้น
หวังจิ่นม้วนตัวกับพื้นไปด้านข้างแล้วลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเลเล็กน้อย เบื้องหน้าก็มีฉินเหยาที่ทำสายตากินเลือดกินเนื้อยืนจังก้าอยู่
หัวใจเขาหล่นวูบ หันหลังเตรียมจะวิ่งหนี
ฉินเหยายิ้มเหี้ยมเกรียม ถีบเปรี้ยงเดียวเขาก็ลงไปนอนหมอบกับพื้น
หวังจิ่นรู้ดีว่าถ้าตนเองตอบโต้ในเวลานี้ ชาตินี้คงต้องโดดเดี่ยวจนแก่ตายเขาจึงไม่กล้าขัดขืนแม้แต่นิดเดียวและไม่เอ่ยแก้ตัวใดๆ
ได้แต่ยกมือป้องส่วนสำคัญอย่างศีรษะและหน้าอก ยอมรับการทุบตีจากฉินเหยาแต่โดยดี
อินเยว่อยู่ข้างๆ อยากจะห้ามแต่ก็ไม่กล้า ได้แต่คุกเข่ายอมรับผิด
“รับผิด? เจ้าผิดตรงไหน”
ฉินเหยาเตะหวังจิ่นกระเด็นไปกระแทกกำแพงไม่แม้แต่จะชายตามอง ไม่สนว่าเขาจะกระแทกกำแพงจนกระอักเลือดหรือซี่โครงหัก นางเดินลิ่วไปหาลูกศิษย์แล้วดึงนางลุกขึ้นมาจากพื้น
“เจ้าไม่มีความผิดแม้แต่น้อย เป็นเจ้าเฒ่าหัวงูนี่ที่ตามตอแยไม่เลิก เดี๋ยวอาจารย์จะช่วยเจ้าจัดการเขาให้สิ้นซากเอง”
ทางฝั่งอาวั่งนั้นหยิบขวดยาพิษออกมา “พิษนี้มีฤทธิ์กัดกร่อนสูงมาก แม้แต่หินแข็งก็ยังละลายได้” แล้วนับประสาอะไรกับกระดูกคน
อินเยว่เบิกตาโพลงร้องเสียงหลงด้วยความหวาดกลัว “อาวั่ง ทำไม่ได้เด็ดขาด! เขาเป็นขุนนางราชสำนัก ฆ่าเขาพวกเราจะเดือดร้อนเอานะ!”