ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 794 รู้ดีเกินไป
ตอนที่ 794 รู้ดีเกินไป
“ท่านอาจารย์ ปล่อยเขากลับไปเถอะเจ้าค่ะ” อินเยว่กล่าวอย่างร้อนรน
นางรู้ดีว่าฉินเหยากับอาวั่งเป็นคนประเภทพูดจริงทำจริงจึงรีบส่งสายตาให้หวังจิ่นเพื่อบอกให้เขารีบหนีไป
หวังจิ่นกุมหน้าอกพยุงกำแพงลุกขึ้นมาอย่างยากลำบาก คารวะไปทางฉินเหยาหนึ่งครั้ง ถึงได้รวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย ปีนกำแพงหนีออกไป
อินเยว่กลัวว่าฉินเหยากับอาวั่งจะตามไปจึงรีบคว้าตัวพวกเขาไว้คนละมือ
จนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าในตรอกหลังเรือนห่างออกไปเรื่อยๆ และคนทั้งสองในมือก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะตามไปสังหาร ถึงได้ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก รับประกันด้วยความหวาดหวั่นว่า
“ท่านอาจารย์ ข้าสัญญาว่าครั้งหน้าจะไม่มีทางปล่อยใครก็ตามที่บุกรุกเข้ามาในบ้านเด็ดขาดเจ้าค่ะ”
ฉินเหยาจ้องมองนางไม่พูดไม่จา ทำเอาคนถูกมองขนลุกซู่
อินเยว่ก้มหน้ากล่าวอย่างเคร่งขรึม “ท่านอาจารย์ ต่อไปข้าจะไม่ไปหาฮูหยินผู้เฒ่าที่ตระกูลหวังอีกแล้วเจ้าค่ะ”
คำพูดนี้ฉินเหยาฟังแล้วไม่เข้าหูเอาเสียเลย ไฉนกลายเป็นลูกศิษย์นางเป็นคนหาเรื่องใส่ตัวเสียได้เล่า
“เจ้าสารเลวหวังจิ่นนั่นล่อลวงเจ้าใช่หรือไม่?” ฉินเหยาถามเสียงเครียด
อินเยว่เกือบสำลักการใช้คำอันอุกอาจของท่านอาจารย์ตน นางไอโขลกๆ สองทีแล้วรีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่ใช่เจ้าค่ะ”
ฉินเหยาขมวดคิ้ว “ถ้าอย่างนั้นก็เป็นเขาที่ตามตื๊อไม่เลิกราสินะ”
“ก็ไม่ใช่เจ้าค่ะ!” อินเยว่รีบอธิบาย “ระหว่างข้ากับใต้เท้าหวังไม่มีอะไรกันทั้งนั้น ต่อไปก็จะไม่มีด้วย ขอท่านอาจารย์โปรดวางใจ”
ฉินเหยาโบกมือ “เจ้าอย่าเพิ่งรีบพูดตัดรอนนัก ในเมื่อมิใช่เขาที่ล่อลวงเจ้าและมิใช่เขาที่ตามตื๊อไม่เลิกรา เช่นนั้นก็เป็นเจ้าที่ถูกตาต้องใจเขาเข้าแล้วสิ”
“มะ ไม่ใช่นะ…ท่านอาจารย์ ข้า…” ใบหน้าของอินเยว่แดงก่ำไปทั้งหน้า พอถูกท่านอาจารย์ถามตรงๆ เช่นนี้ก็ทำเอานางทำตัวไม่ถูก
อาวั่งที่ยืนมองอยู่ข้างๆ เห็นสถานการณ์ได้ชัดเจนจึงพูดออกมาตรงๆ ว่า “เช่นนั้นก็แปลว่าพวกเจ้าสองคนใจตรงกัน”
ฉินเหยาถามจริงจัง “ใช่หรือไม่”
คำพูดนี้อาวั่งไม่ชอบฟัง เขาเท้าสะเอวกล่าวว่า “ข้าจะไปจับตัวคนกลับมาให้เจ้า”
อินเยว่ตกใจ หากถูกอาวั่งจับกลับมา ชีวิตของหวังจิ่นคงต้องทิ้งไว้ในมือท่านอาจารย์แน่จึงรีบห้าม
ฉินเหยากอดอก “ข้าไม่เข้าใจ พวกเจ้าสองคนไปต้องตากันตอนไหน ในเมื่อชอบพอกันทำไมไม่บอกข้า ข้าจะได้ให้หลิวจี้ไปสู่ขอให้ เป็นแบบนี้ กลับกลายเป็นพวกเราให้หน้าตระกูลหวังไปเสียเปล่าๆ”
“นั่นอย่างไร” อาวั่งเสริม “มีเรื่องอะไรเจ้าน่าจะรีบบอกฮูหยินกับนายท่านใหญ่แต่เนิ่นๆ ของที่ชอบต้องรู้จักไขว่คว้าเอามา”
“ถ้าตระกูลหวังไม่ยอม พวกเราก็ซ้อมจนกว่าเขาจะยอมได้!”
อินเยว่ตาโตเท่าไข่ห่าน นางส่ายหน้าไปมาเพื่อให้แน่ใจว่าตนเองไม่ได้หูฝาดไป
ท่านอาจารย์กับอาวั่งไม่เพียงไม่ตำหนิที่นางไปยุ่งเกี่ยวกับบุรุษภายนอกกลับยังจะให้นางเป็นฝ่ายไปสู่ขอก่อนอีกหรือ
หากอีกฝ่ายไม่ยอมก็จะซ้อมจนกว่าจะยอมเนี่ยนะ
“นะ นี่มันทำเช่นนั้นได้ด้วยหรือเจ้าคะ”
แม้จะไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่คำพูดนี้เมื่อออกมาจากปากท่านอาจารย์ของนางเอง อินเยว่ก็เริ่มจะคล้อยตามอยู่บ้างแล้ว
“แน่นอนว่าได้!”
หลิวจี้เดินออกมาจากข้างประตูวงพระจันทร์กวาดตามองอินเยว่หัวจรดเท้าด้วยความตื่นเต้น ทำเสียงจุ๊ๆ
“คิดไม่ถึง คิดไม่ถึงจริงๆ คนถ่อยไร้ยางอายที่ยกจมูกเชิดฟ้าอย่างหวังจิ่นกลับต้องมาสยบอยู่ใต้ชายกระโปรงอาเยว่ของบ้านเรา…”
“ข้าเลยพลอยลำบากใจที่จะตัดหัวเขามาให้ท่านอาจารย์หญิงเจ้าเตะเล่นเป็นลูกหนังเลย”
หลิวจี้ถอนหายใจอย่างนึกเสียดาย
ฉินเหยาปรายตามองมา “เจ้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่”
มัวแต่โมโหคนถ่อยไร้ยางอายอย่างหวังจิ่น นางเลยไม่ทันสังเกตว่าเจ้าหลิวจี้โผล่หัวมาตั้งแต่ตอนไหน
หลิวจี้หัวเราะแหะๆ แก้เก้อ “เมื่อครู่นี้เอง ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวเลยตกใจตื่นขึ้นมา นึกว่าขโมยขึ้นบ้าน แต่คิดดูอีกที ที่บ้านมีเมียจ๋าอยู่ โจรหน้าไหนจะกล้ามา”
“ข้านึกสงสัยเลยเดินมาดูว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็เห็นพวกเจ้ากำลังซุบซิบกันอยู่นี่แหละ”
ทั้งสามคนเงียบกริบไปครู่หนึ่งอย่างกระอักกระอ่วน
ที่นี่มืดตึ๊ดตื๋อ แถมลานม้าก็มีกลิ่น ไม่ใช่สถานที่เหมาะจะพูดคุยกัน
ฉินเหยากวักมือเรียกคนทั้งหมดไปที่ห้องของนาง
หลิวจี้และฉินเหยานั่งบนเก้าอี้ประธาน อาวั่งกอดอกยืนอยู่ด้านข้าง
อินเยว่ยืนอยู่เบื้องหน้าคนทั้งสามเพียงลำพัง เผชิญหน้ากับการจ้องมองของดวงตาสามคู่
ในที่สุดก็ทนไม่ไหว ยอมสารภาพเรื่องราวของตนเองกับหวังจิ่นออกมาจนหมดเปลือก
เนื่องจากอินเยว่ไปหาฮูหยินผู้เฒ่าหวังที่ตระกูลหวังเพื่อพูดคุยสัพเพเหระอยู่บ่อยครั้งจึงค่อยๆ สนิทสนมกับเจ้าหนูหวังเฉิงหยางไปด้วย
หลังจากเรื่องราวของอ๋องเฟิงผ่านพ้นไป หวังจิ่นกลับเมืองหลวงได้เลื่อนขั้นติดต่อกันถึงสามขั้น กลายเป็นคนโปรดเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้ชรา ได้รั้งอยู่เมืองหลวงไม่ได้ถูกส่งไปประจำการข้างนอกอีกดังนั้นเวลาที่เขาอยู่บ้านจึงมีมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ตอนอินเยว่ไปตระกูลหวัง ที่บ้านมีเพียงฮูหยินผู้เฒ่ากับหลานชายตัวน้อย นางจึงไม่ได้คิดอะไรมากนัก
ต่อมาเมื่อหวังจิ่นกลับมาแล้วเพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา นางจึงไปหาน้อยลง
แต่หวังเฉิงหยางชอบนางมาก ฮูหยินผู้เฒ่าหวังเองก็คิดถึงนาง หวังจิ่นจึงมาอธิบายด้วยตนเอง บอกให้นางไม่ต้องเกรงใจเขา ให้ไปมาหาสู่ได้เหมือนเมื่อก่อน อยากจะไปเล่นเมื่อไหร่ก็ไป
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังจิตใจดี ชอบทำของอร่อยให้ลูกหลานกิน บางครั้งบางคราวยังตัดเย็บเสื้อผ้าทำรองเท้าถุงเท้าให้อินเยว่ ปฏิบัติต่อนางประหนึ่งลูกสาวแท้ๆ
หวังเฉิงหยางเองเอะอะก็เรียกท่านน้าเยว่ๆ เสียติดปาก ชอบให้นางช่วยฝึกวรยุทธ์ สอนท่ารำมวยเป็นที่สุด
ในเมื่อหวังจิ่นมาอธิบายด้วยตนเอง อินเยว่ที่ชอบย่าหลานคู่นี้อยู่แล้วจึงวางความกังวลลง ยังคงไปมาหาสู่เหมือนเมื่อก่อน สามวันห้าวันก็ไปหาหนหนึ่ง
บางครั้งที่ร้านยุ่ง พอฮูหยินผู้เฒ่าหวังคิดถึงนางก็จะมาหาที่ร้านแล้วนั่งอยู่เป็นวันๆ โดยไม่ต้องให้อินเยว่มาคอยดูแลรับรอง ฮูหยินผู้เฒ่าเพียงแค่นั่งมองนางทำงานก็รู้สึกมีความสุขแล้ว
บวกกับในร้านสระผมมีลูกค้าเยอะ มีทั้งคนแก่ เด็กและคนหนุ่มสาว
เหล่าท่านป้าสะใภ้น้อยใหญ่ในตรอกควานเจิ้งจึงย้ายฐานทัพนินทามาอยู่ที่นั่นด้วย
บางครั้ง เมื่อร้านปิดแล้ว อินเยว่จะไปส่งฮูหยินผู้เฒ่าหวังกลับจวนก่อนแล้วค่อยกลับบ้านตนเอง
บางครั้งก็เป็นหวังจิ่นที่ตั้งใจมารับมารดาของตนกลับไป
ไปๆ มาๆ หนุ่มสาวสองคนก็เริ่มมีใจให้กันเงียบๆ
บวกกับฮูหยินผู้เฒ่าหวังตั้งใจจับคู่ หวังจิ่นจึงมองข้ามสถานะลูกศิษย์ฉินเหยาของอินเยว่ไปโดยอัตโนมัติ เริ่มแสดงไมตรีจิตต่ออินเยว่บ่อยครั้ง เพียงแต่เมื่อหวังจิ่นรุกคืบก้าวหนึ่ง อินเยว่กลับถอยหนีก้าวใหญ่
“เพราะอะไรกันเล่า” หลิวจี้ฟังแล้วร้อนใจ ไล่ถามอย่างไม่เข้าใจ
อินเยว่ถอนหายใจ ต่อหน้าคนกันเอง นางไม่จำเป็นต้องปิดบังความคิดที่แท้จริงของตน
“การแต่งงานต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของฐานะชาติตระกูล นับตั้งแต่ใต้เท้าหวังเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการจงเฉิง แม่สื่อที่ไปทาบทามสู่ขอที่ตระกูลหวังหากไม่ใช่ออกปากก็ถึงคุณหนูสายตรงจากตระกูลขุนนางเก่าแก่ก็เป็นท่านหญิงหรือคุณหนูตระกูลใหญ่ ข้าเป็นเพียงสตรีที่เปิดร้านสระผม จะไปคู่ควรได้อย่างไร”
หลิวจี้กุมขมับก็มีเหตุผลอยู่บ้างจริงๆ
อินเยว่กล่าวต่อ “ตอนนี้ใจตรงกันย่อมไม่สนใจฐานะวงศ์ตระกูล แต่หากแต่งงานใช้ชีวิตร่วมกันแล้วย่อมมีแต่เรื่องปากท้องและความเป็นจริง เมื่อหัวสมองเย็นลง หากเส้นทางขุนนางเขาไม่ราบรื่น เห็นเพื่อนขุนนางมีตระกูลภรรยาคอยหนุนหลังจนรุ่งโรจน์ในราชสำนักย่อมอดไม่ได้ที่จะนึกเสียใจภายหลังที่เลือกคนผิด เกิดความระหองระแหง กลายเป็นคู่สามีภรรยาที่ขมขื่นในท้ายที่สุด”
สรุปก็คือ ฐานะไม่เหมาะสมกัน ต่อให้ใจตรงกันก็มิอาจต้านทานความเป็นจริงได้
“ฮูหยินผู้เฒ่าชอบข้า เพราะเห็นข้าเป็นลูกสาว แต่ถ้ากลายเป็นลูกสะใภ้ เกรงว่าจะไม่เหมือนเดิมแล้ว”
อินเยว่กระจ่างแจ้งยิ่งนัก
และเป็นเพราะรู้แจ้งเกินไป นางจึงรู้ดีว่าวันหน้าตนเองทนรับการโขกสับของแม่สามีและคำต่อว่าของสามีไม่ได้แน่ๆ
จุดจบที่มองเห็นได้ในปราดเดียวนี้ ไม่คุ้มค่าให้นางเอาตัวลงไปเสี่ยง
ฉินเหยากับหลิวจี้หันมามองหน้ากัน อาเยว่ของพวกนาง ช่างรู้ความจนน่าปวดใจจริงๆ