ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 795 มาสู่ขอถึงประตูบ้าน
ตอนที่ 795 มาสู่ขอถึงประตูบ้าน
แต่จะมัวแต่ปวดใจอย่างเดียวก็คงไม่ได้
ลูกศิษย์ของเมียจ๋าก็คือลูกศิษย์ของเขาหลิวจี้
ลองสมมติว่าเป็นลูกสาวอย่างซื่อเหนียง หากไปเจอคนที่รักใคร่ชอบพอกัน แต่กลับไม่ได้ครองคู่กันเพราะฐานะตระกูล
หลิวจี้ทนเห็นลูกสาวได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด
ชายหนุ่มในชุดนอนผมเผ้ายุ่งเหยิง จู่ๆ ก็ตบโต๊ะผุดลุกขึ้นกล่าวด้วยถ้อยคำหนักแน่นทรงธรรมว่า
“อาเยว่ เจ้าฟังอาจารย์นะ คนที่หมายตาไว้พวกเราก็ติดตราเอาไว้ก่อน รออาจารย์ของเจ้าได้ดิบได้ดีมีตำแหน่งใหญ่โตเมื่อไหร่ แค่ผู้ตรวจการจงเฉิงกระจอกๆ พวกเราก็คว้ามาได้สบาย!”
อินเยว่ที่เตรียมใจจะขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์กับหวังจิ่นให้ชัดเจนไปแล้ว พอได้ยินดังนั้นก็ชะงักกึก “หือ”
ฉินเหยาซึ่งนานทีปีหนจะปรายตามองหลิวจี้ด้วยความชื่นชมสักครั้ง กำชับอินเยว่ว่า “ฟังท่านอาจารย์ชายเจ้าเถอะ”
“หากชอบก็อย่าให้คลาดกันไป” ฉินเหยาเสริม “จะยอมให้ใครลำบากก็ได้ แต่จะยอมให้ตัวเราเองลำบากไม่ได้”
อินเยว่ก็…พลันรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาอย่างตงิดๆ เสียแล้วสิ
ฉินเหยาโบกมือ “แยกย้าย ไปนอนกันเถอะ”
นางหาวหวอดใหญ่ ง่วงแล้ว
อินเยว่กับอาวั่งก้มศีรษะ คารวะแล้วถอยออกไป
ฉินเหยาปรายตามองชายหนุ่มบางคนที่ยังไม่ขยับเขยื้อน “เจ้ายังไม่ไปอีก หรือจะให้ข้าไปส่งด้วยตัวเอง”
หลิวจี้สัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่แฝงมาในน้ำเสียงนั้นจึงรีบประสานมือกล่าวว่า “มิกล้าๆ เมียจ๋าพักผ่อนเถิด สามีขอตัวก่อน”
เขารีบหมุนตัวเดินแน่บออกจากประตู หาวติดต่อกันหลายทีแล้วมุดกลับเข้าไปนอนในห้องหนังสือของตน
ฉินเหยาดับเทียนแล้วล้มตัวลงนอนเช่นกัน
วันรุ่งขึ้นท้องฟ้าเพิ่งจะสาง ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันโผล่พ้นขอบฟ้า
เหล่าขุนนางที่จะเข้าวังร่วมประชุมเช้าต่างแต่งกายเรียบร้อย ออกจากบ้านมุ่งหน้าไปยังพระราชวังจื่อเวย
หวังจิ่นเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เพียงแต่วันนี้เขาไม่ได้ขี่ม้า แต่กลับนั่งเกี้ยวไปจนถึงหน้าประตูพระราชวังจื่อเวยถึงค่อยลงเดิน
รถม้าของผู้ตรวจการฉีตามหลังมาติดๆ เมื่อเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยลางๆ ผู้ตรวจการฉีจึงลองร้องทักดู
“ข้างหน้าใช่ใต้เท้าหวัง หวังจงเฉิงหรือไม่”
คนผู้นั้นฝีเท้าไม่หยุด เพียงแค่โบกมือไปด้านหลังแสดงว่าตนไม่ใช่
ผู้ตรวจการฉีดีใจรีบเร่งฝีเท้าตามไป “ใต้เท้าหวังจริงๆ ด้วย วันนี้ท่านมาเช้าเชียวนะ”
หวังจิ่นไม่พูดจา ยกแขนเสื้อกว้างขึ้นบังระหว่างคนทั้งสอง
ผู้ตรวจการฉีรู้สึกแปลกใจอยู่บ้างจึงชะโงกหน้าไปดู
หวังจิ่นหลบเลี่ยง ผู้ตรวจการฉีก็ชะโงกหน้าเข้าไปอีก
หวังจิ่นฉุนเฉียว ตวาดเสียงเบาว่า “ท่านนี่น่ารำคาญเสียจริง!”
พอร้อนรน แขนเสื้อก็เลื่อนหลุดลงมา เผยให้เห็นใบหน้าเขียวช้ำ ตาบวมปากเบี้ยว บวกกับหมอกยามเช้าที่มัวซัว ทำเอาผู้ตรวจการฉีตกใจจนถอยหลังไปสองก้าว
“สวรรค์!” ผู้ตรวจการฉีที่ได้สติร้องเสียงหลง “ใต้เท้าหวัง ท่านไปโดนอะไรมา ทะ ทำไมถึงหน้าบวมช้ำขนาดนี้”
คงไม่ใช่เพราะยื่นฎีกาฟ้องร้องจนล่วงเกินใครเข้าเลยโดนอีกฝ่ายแก้แค้นเข้าให้กระมัง
หวังจิ่นมองปราดเดียวก็รู้ความคิดของผู้ตรวจการฉีจึงโกหกว่าเดินตอนกลางคืนแล้วหกล้ม
ผู้ตรวจการฉีส่ายหน้า ผู้เป็นวรยุทธ์อย่างใต้เท้าหวังเดินแล้วหกล้มเนี่ยนะ พูดไปใครเขาจะเชื่อ!
แต่เห็นท่าทางไม่อยากพูดถึงของหวังจิ่น ผู้ตรวจการฉีก็ถามไถ่ตามมารยาทไม่กี่คำแล้วก็ไม่ได้ถามต่อ
เพียงแต่เขาไม่ถาม ข้างหลังยังมีคนรอถามอีกเพียบ
บาดแผลเต็มตัวหวังจิ่นนั้นสะดุดตาเกินไป ปกติเป็นคนหนุ่มที่เดินเหินคล่องแคล่ว แต่ตอนนี้เดินสามก้าวต้องหยุดพักหายใจ เห็นได้ชัดว่าไม่เพียงบาดเจ็บภายนอก แต่ยังบอบช้ำภายในด้วย มองปราดเดียวก็รู้ว่าต้องโดนใครซ้อมมาอย่างหนักแน่นอน
แต่นี่คือคนโปรดคนสำคัญเบื้องพระพักตร์ไทเฮาองค์ปัจจุบัน ทั้งยังหนุ่มแน่น อนาคตไกล ใครนะที่กล้าลงมือกับใต้เท้าหวัง
เหล่าขุนนางต่างคาดเดากันไปต่างๆ นานา
แม้แต่ฮ่องเต้เองยังอดไม่ได้ที่จะตรัสถาม
แต่หวังจิ่นนั้นปากแข็งนัก ต่อให้วันนี้ต้องมีความผิดฐานหลอกลวงเบื้องสูง เขาก็ยืนยันว่าเป็นเพราะตนเองซุ่มซ่ามหกล้มเอง เพราะบาดแผลนั้นคงไม่หายดีในเร็ววัน
หวังจิ่นผู้ซึ่งปกติทำตัวเงียบขรึมถ่อมตน ชั่วพริบตาเดียวกลับกลายเป็นหัวข้อสนทนาของเหล่าขุนนางติดต่อกันถึงครึ่งเดือนจนกระทั่งเทศกาลไหว้พระจันทร์มาถึง อาการบาดเจ็บของหวังจิ่นหายดี ผู้คนถึงได้ค่อยๆ เลิกล้อเลียนเขาไป
และก่อนวันเทศกาลไหว้พระจันทร์หนึ่งวัน ฮูหยินผู้เฒ่าหวังก็พาแม่สื่อมาสู่ขอสะใภ้ให้ลูกชายถึงเรือนด้วยตนเอง
อินเยว่อยู่ที่ร้านสระผมจึงไม่อยู่บ้าน
ฉินเหยาจะให้อาวั่งไปตามตัวกลับมา แต่ฮูหยินผู้เฒ่าหวังรีบห้ามไว้
ด้วยคำกล่าวที่ว่าเป็นอาจารย์หนึ่งวันเหมือนมารดาตลอดชีวิต เรื่องการแต่งงานของศิษย์ ฉินเหยาสามารถตัดสินใจได้เลย
เอาเถอะ ดูสายตาตัดพ้อเล็กๆ ของฮูหยินผู้เฒ่าสิ แปดส่วนคงมองว่าฉินเหยาเป็นคนชั่วที่จะมาพรากคู่รักหนุ่มสาวเสียแล้วกระมัง
ก็ใช่สิ ใครเห็นลูกชายตัวเองโดนซ้อมจนน่วมขนาดนั้นก็อดคิดมากไม่ได้หรอก
ยิ่งแม่นางอินเยว่เชื่อฟังท่านอาจารย์เยี่ยงคำสั่งสวรรค์ หากไม่ใช่เพราะฉินเหยาผู้เป็นอาจารย์พูดอะไรไว้ ช่วงนี้แม่นางอินเยว่จะทำตัวเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายกับลูกชายหัวทึ่มของนาง ปฏิเสธไปมาอยู่ทำไม
แต่ลูกสะใภ้ดีๆ นั้นหาได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะคนที่ถูกใจอย่างอินเยว่ยิ่งหายากกว่างมเข็มในมหาสมุทร จุดโคมไฟหาก็ยังยากจะเจอ
นี่อย่างไร พอกะว่าท่านอาจารย์ของฝ่ายหญิงน่าจะหายโกรธแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าหวังก็ไม่กล้าชักช้าแม้แต่ชั่วขณะเดียว รีบมาสู่ขอสะใภ้ดีๆ ให้ลูกชายทันที
ไม่อย่างนั้น นางกลัวว่าบ้านอื่นจะตาถึง มาแย่งวาสนาของลูกชายหัวทึ่มของนางไปเสียก่อน
เห็นแม่สื่อพรรณนาเงื่อนไขดีงามต่างๆ นานา แต่ฉินเหยาก็เอาแต่ยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ไม่พูดจา ไม่แสดงท่าทีรังเกียจหรือไม่ชอบใจ ฮูหยินผู้เฒ่าหวังก็ร้อนใจจนลุกจากเก้าอี้
“อาเยว่มักบอกว่าท่านอาจารย์รักและเอ็นดูนางยิ่งกว่าบิดามารดาบังเกิดเกล้า ทนเห็นนางน้อยเนื้อต่ำใจไม่ได้ที่สุด”
“วันนี้ข้ามาด้วยตัวเองก็ด้วยอยากจะมาสู่ขอสะใภ้ที่ดีให้ลูกชายข้าด้วยความจริงใจ หากฮูหยินตกลงรับการแต่งงานนี้ ยายแก่ผู้นี้ขอรับประกันกับท่านเลยว่า นับจากนี้ไป จะรักอาเยว่เหมือนลูกสาวแท้ๆ ของตัวเอง รับรองจะไม่ให้นางต้องได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจแม้แต่นิดเดียว”
ฉินเหยาวางถ้วยชาลง ยิ้มพลางผายมือเชิญฮูหยินผู้เฒ่าหวังให้นั่งลงก่อน
รอจนอีกฝ่ายนั่งลงอย่างหวาดหวั่นแล้ว ถึงได้ถามว่า “จะไม่รับอนุใช่ไหม”
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังกระแทกไม้เท้าลงกับพื้นหนักๆ สองทีแล้วกล่าวเสียงแข็งว่า “ถ้าเจ้าหวังจิ่นมันกล้า ข้าจะตีขาให้หักเลย!”
ฉินเหยาถามต่อ “หากไม่มีทายาทก็จะไม่หย่าภรรยาหรือ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังลังเลเล็กน้อย แต่พอนึกขึ้นได้ว่าที่บ้านมีหลานชายสืบสกุลอยู่แล้วคนหนึ่งจึงพยักหน้าอย่างหนักแน่น
ฉินเหยาค่อนข้างพอใจ ดูจากสีหน้าและราศีของฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว อยู่ถึงเจ็ดสิบแปดสิบปีได้สบาย
ตราบใดที่ฮูหยินผู้เฒ่ายังอยู่ หวังจิ่นคงไม่กล้าหือ
แต่เรื่องนิสัยใจคอของหวังจิ่นนี่สิ…ฉินเหยาที่เคยโดนเล่นงานมาก่อนยังคงวางใจไม่ลงนัก
“ฮูหยินผู้เฒ่า ความจริงข้ามีเรื่องหนึ่งไม่กระจ่างแจ้ง อยากจะขอคำชี้แนะจากท่าน” ฉินเหยาถามอย่างเกรงใจ
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังร้องอุทาน เร่งให้นางรีบพูด
ฉินเหยาหลุดหัวเราะ เอ่ยเสียงเรียบว่า “หากเป็นปีที่แล้ว ใต้เท้าหวังบ้านท่านมีใจอยากแต่งงานกับสาวชาวบ้าน ข้าก็พอจะเข้าใจได้”
“แต่ปีนี้ใต้เท้าหวังเป็นถึงขุนนางขั้นห้าตำแหน่งจงเฉิง ทั้งยังได้รับความโปรดปรานจากราชวงศ์ กำลังรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด การที่ต้องลำบากลำบนมาสู่ขอสาวชาวบ้านคนหนึ่ง ข้าคิดอย่างไรก็รู้สึกว่าไม่สมเหตุสมผล”
“เพราะฉะนั้น พวกท่านคาดหวังอะไรหรือ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังชะงักไป คาดไม่ถึงว่าฉินเหยาจะถามได้ตรงประเด็นและมองโลกตามความเป็นจริงเช่นนี้
แต่บ้านนางก็ไม่ใช่คนเสแสร้งจอมปลอม ถึงจะกล้าพูดว่ามิใช่ไร้ความเห็นแก่ตัว ไร้แผนการ หวังเพียงตัวคนอย่างเดียว
ฮูหยินผู้เฒ่าส่ายหน้าอย่างละอายใจ “ฮูหยินฉินพูดตรงไปตรงมา เช่นนั้นผู้อาวุโสอย่างข้าก็ไม่กลัวที่จะพูดความจริงให้ท่านหัวเราะเยาะ”
“ลำพังสายเลือดตระกูลหวังที่เบาบางของข้า เทียบกับตระกูลขุนนางขั้นห้าบ้านอื่นๆ ในเมืองหลวงไม่ได้เลยสักนิด พวกเราฐานะรากฐานตื้นเขิน จะเอื้อมสูงเขาก็ไม่มอง จะมองต่ำจิ่นเอ๋อร์ลูกข้าก็ไม่ชอบ สู้หาคนที่รู้หัวนอนปลายเท้าและเป็นคนที่เขาชอบพอเองจะดีกว่า”
ครั้นพูดมาถึงตรงนี้ หญิงชราตระกูลหวังก็จงใจมองลึกเข้าไปในดวงตาฉินเหยาแวบหนึ่ง สื่อนัยว่านางรู้ดีว่าความแข็งแกร่งของบ้านฉินเหยามิได้เรียบง่ายอย่างที่เห็นภายนอก
สองตระกูลที่แข็งแกร่งจับมือกัน อนาคตย่อมประเมินค่ามิได้!