ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 796 ยอมรับการแต่งงาน
ตอนที่ 796 ยอมรับการแต่งงาน
ฉินเหยาหัวเราะพลางกล่าว “ข้ายอมรับการแต่งงานครั้งนี้”
นางยกถ้วยชาขึ้น ส่งสัญญาณให้ฮูหยินผู้เฒ่าหวังร่วมจิบด้วยกัน
ทว่ายังมิทันที่อีกฝ่ายจะยินดี น้ำเสียงฉินเหยาก็เปลี่ยนไป นางกล่าวต่อว่า “แต่ทว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ของลูกศิษย์ข้า อย่างไรก็รอให้นางกลับมาบ้าน ข้าถามนางก่อนแล้วค่อยให้คำตอบที่แน่ชัดแก่ฮูหยินผู้เฒ่าเถิด”
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังพลันรู้สึกว่าชาในปากไร้รสชาติไปทันที
แม่สื่อสะบัดผ้าเช็ดหน้าสีแดงพลางกล่าวว่า “ฮูหยินฉิน ไหนเลยจะมีคนเช่นท่านกันเจ้าคะ ในเมื่อท่านก็ตกลงแล้ว เช่นนั้นวันนี้มิสู้กำหนดงานมงคลของทั้งสองบ้านให้แน่นอนไปเลย ไม่ดีกว่าหรือ!”
นางอุตส่าห์นำสินสอดและนกยวนยางมาแล้ว หนังสือหมั้นหมายก็เขียนเสร็จสรรพ รอเพียงฝ่ายหญิงประทับตราเท่านั้น
งานมงคลกลัวที่สุดคือความยืดเยื้อไม่แน่นอน ตกลงกันให้รวดเร็วในคราเดียวถึงจะวางใจได้
ฉินเหยาโบกมือ กล่าวว่าตนเองเป็นคนต่างถิ่น ไม่รู้กฎธรรมเนียมของเมืองหลวง แต่ในเมื่อมาสู่ขอสตรีบ้านนางก็ต้องทำตามกฎของบ้านนาง
“ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านว่าใช่หรือไม่” ฉินเหยายิ้มถาม
แม่สื่อยังเตรียมจะพูดต่อ แต่ถูกฮูหยินผู้เฒ่าหวังห้ามไว้
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังส่งสัญญาณให้แม่สื่อนั่งพักสักครู่ จิบน้ำชาแล้วกล่าวกับฉินเหยาด้วยรอยยิ้มเช่นกัน
“เช่นนั้นก็ดี พวกเรารออาเยว่กลับมาอยู่ที่นี่แหละ”
แม่สื่อลอบอุทานในใจ ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ดจริงๆ!
ฉินเหยาส่ายหน้าอย่างจนใจ ให้อาวั่งนำของว่างรับแขกมาเพิ่มอีกหน่อยแล้วนั่งรอเป็นเพื่อนคนทั้งสอง
อาจเป็นเพราะอินเยว่ได้รับข่าวที่เพื่อนบ้านส่งไป สามคนนั่งรอไม่ถึงครึ่งชั่วยาม อินเยว่ก็รีบร้อนกลับมา
เมื่อเห็นฮูหยินผู้เฒ่าหวังและแม่สื่อแล้วมองดูสินสอดที่วางเต็มพื้น ยังจะมีสิ่งใดไม่เข้าใจอีกเล่า
แม้จะติดตามท่านอาจารย์ไปเปิดหูเปิดตามาไม่น้อย แต่นี่เป็นเรื่องการแต่งงานของตนเอง อินเยว่จึงยังรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง
ฉินเหยามองเห็นความชื่นชอบและความร้อนใจของฮูหยินผู้เฒ่าหวังที่มีต่ออินเยว่อยู่ในสายตา รู้สึกพอใจในความจริงใจที่อีกฝ่ายแสดงออกมา
นางจึงเอ่ยปากถามอินเยว่เบาๆ ว่ามีความคิดเห็นอย่างไรกับการแต่งงานครั้งนี้ ให้พูดออกมาได้เลย
อินเยว่คิดดูแล้ว ข่มความขัดเขินในใจ กระซิบข้างหูฉินเหยาสองสามประโยค
ฉินเหยาเข้าใจแล้ว หันไปมองฮูหยินผู้เฒ่าหวังที่กำลังร้อนใจแล้วหยั่งเชิงถามว่า
“ร้านนั้น อาเยว่ตั้งใจจะทำต่อไป ฮูหยินผู้เฒ่าคงไม่ขัดข้องกระมัง”
หากการแต่งงานสำเร็จ อินเยว่ก็จะเป็นฮูหยินขุนนาง หากไป ‘เผยหน้าเผยตา’ อีก ก็ไม่รู้ว่าตระกูลหวังจะยอมรับได้หรือไม่
แต่เรื่องนี้สำคัญต่ออินเยว่มาก สตรีที่เคยสัมผัสอิสรภาพมาแล้ว จะยอมถูกผูกมัดอยู่ในเรือนหลังได้อย่างไร
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังนึกว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร พอเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของฉินเหยา หัวใจก็แขวนอยู่บนเส้นด้าย แต่เป็นเรื่องแค่นี้เองหรือ
สตรีในเมืองหลวงตอนนี้ ใครบ้างไม่ยึดไทเฮาและองค์หญิงใหญ่เป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตน
ได้ยินว่ายังมีฮูหยินจวนกั๋วกงเปิดโรงเตี๊ยมด้วยตนเอง ลงมือเป็นแม่ครัวทำอาหารเลิศรสให้ลูกค้าทานด้วยซ้ำ
“ไม่เป็นไรๆ ร้านของอาเยว่กิจการรุ่งเรือง แม้จะไม่ถึงกับเงินไหลมาเทมาทุกวัน แต่รายรับนั้นยังมากกว่าเบี้ยหวัดขุนนางของลูกชายข้าเสียอีก วันหน้ายังต้องพึ่งพาบารมีนาง อาเยว่ไม่รังเกียจลูกชายข้าก็ดีถมไปแล้ว”
ฉินเหยาหันไปมองอินเยว่ “เป็นอย่างไร พอใจหรือไม่”
อินเยว่ยิ้มบางๆ พยักหน้า บนแก้มขึ้นสีแดงระเรื่อ แม้จะสวมหน้ากากครึ่งใบหน้าก็ยังรู้สึกได้ถึงความงดงามจับใจ
รูปโฉมของลูกศิษย์นางคนนี้เป็นข้อดีที่ธรรมดาที่สุดในตัวนางแล้ว
“เจ้าทึ่มหวังจิ่นนั่นได้กำไรแล้ว” ฉินเหยาแค่นเสียงต่ำอย่างไม่พอใจ
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังและแม่สื่อไม่รู้ว่าได้ยินหรือไม่ แต่ตอนที่ฉินเหยามองไป ทั้งสองคนก็ยิ้มหน้าบาน
“อินเยว่บ้านข้าบอกแล้วว่านางตกลง แต่…”
คำว่า ‘แต่’ เพียงคำเดียวทำเอาฮูหยินผู้เฒ่าหวังและแม่สื่อต้องหย่อนก้นกลับลงไปนั่งบนเก้าอี้อีกครั้ง
ฉินเหยาลุกขึ้นยืนอย่างขบขัน กล่าวว่า “หมั้นหมายกันก่อนได้ แต่วันแต่งงานต้องหารือกันให้ดี ทางที่ดีคือช้าหน่อยเพื่อให้ทั้งสองคนได้ศึกษาดูใจกันมากขึ้น ทั้งสองบ้านของพวกเราก็จะได้มีเวลาเตรียมตัวอย่างละเอียด”
ฉากหน้าพูดเช่นนี้ แต่ความจริงอินเยว่รู้ดีว่า นี่กำลังรอให้สามีท่านอาจารย์แสดงฝีมือ
การแต่งออกไปก่อนสามีท่านอาจารย์ได้ตำแหน่งขุนนางกับแต่งหลังจากสามีท่านอาจารย์ได้เป็นขุนนาง นี่เป็นคนละเรื่องกันเลย
อินเยว่พยักหน้าแสดงออกว่าเชื่อฟังการจัดแจงของท่านอาจารย์ทุกอย่าง
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังรับปากเงื่อนไขมาตั้งเยอะแล้วเรื่องแค่นี้ย่อมไม่เป็นอย่างไรจึงรีบส่งสัญญาณให้แม่สื่อยื่นหนังสือหมั้นหมาย
มีแม่สื่อจากทางการรับรอง วางสินสอดแล้ว รอเพียงกำหนดวันแต่งงานค่อยจัดพิธีสมรส
แม่สื่อจัดการธุระเสร็จอย่างเบิกบานใจก็เร่งให้ฮูหยินผู้เฒ่าหวังที่แทบอยากจะรั้งอยู่บ้านฉินเหยากลับไป
ทางด้านอินเยว่ก็ดีใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่พอนึกถึงเรื่องที่ร้าน สินสอดก็ยังไม่ทันได้ดูจึงฝากให้ท่านอาจารย์ช่วยดูแลแล้วตนเองก็ออกจากบ้านตามไป
ทว่าพอออกจากประตู ไม่มีท่านอาจารย์คอยจ้องอยู่ตรงหน้า ฝีเท้าของอินเยว่ก็เบาหวิว กระโดดโลดเต้นกลับไปยังร้านสระผมตลอดทาง
เชื่อคำสามีท่านอาจารย์ย่อมไม่ผิด จับจองตัวคนอย่างหวังจิ่นที่นางพึงใจเอาไว้ก่อน จะได้ไม่ต้องกลัวว่าคนผู้นี้จะหนีไปไหน
หารู้ไม่ว่า หวังจิ่นเองก็มีความคิดเช่นเดียวกัน
หลังเลิกประชุมขุนนางกลับถึงบ้าน ทราบว่าการแต่งงานตกลงกันเรียบร้อยแล้ว หวังจิ่นก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
เขารู้ว่าเหตุใดฉินเหยาถึงต้องการยืดวันแต่งงานให้ช้าออกไป
สองสามีภรรยายังจำเรื่องก่อนหน้านี้ได้จึงต้องการทดสอบนิสัยใจคอของเขา
หากการกระทำของเขาไม่เป็นที่พอใจของพวกนาง ต่อให้ภายหลังจะกลับคำ ฝ่ายหญิงก็ยังถอนตัวได้
อีกทั้งการที่หลิวจี้จะได้เป็นขุนนางก็เป็นเพียงเรื่องช้าหรือเร็วและตำแหน่งสูงหรือต่ำเท่านั้น
สำหรับอาเยว่ นั่นคือบ้านเดิมที่แข็งแกร่งที่สุดของนาง สามารถกดข่มตระกูลหวังของพวกเขาได้ถึงครึ่งส่วน นั่นจะทำให้คนที่ดูแคลนชาติตระกูลเหล่านั้นหุบปากไปเอง
ยังมีอีกจุดหนึ่งและเป็นจุดที่สำคัญที่สุด
สถานการณ์ในราชสำนักตอนนี้ฝุ่นควันยังไม่จางหาย แต่งงานช้าไปหนึ่งวัน ความเสี่ยงที่ต้องแบกรับก็ลดลงไปอีกหนึ่งส่วน
“ช่างคำนวณได้ดีจริงๆ” หวังจิ่นกุมหน้าผากถอนหายใจ
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังหัวเราะร่า “ไม่มีใครไม่คำนวณหรอก โชคดีที่เจ้ากับอาเยว่ต่างมีใจให้กัน หากได้ครองคู่กัน แม่ตายก็ตาหลับแล้ว”
ดังนั้น…ฮูหยินผู้เฒ่าจึงถลึงตาเตือนลูกชายไปหนึ่งที ทำตัวให้เป็นผู้เป็นคนหน่อยเถิด!
หากอาเยว่ไม่บอก นางก็คงไม่รู้ว่าลูกชายตัวดีของตนเพื่อจะสืบคดีในปีนั้นเกือบจะทำให้สองสามีภรรยาคู่นั้นต้องจบชีวิต
ตอนนี้ยังจะไปสู่ขอสตรีในบ้านเขา เขาไม่ตีไล่ออกจากบ้านก็ดีแค่ไหนแล้ว
หวังจิ่นยิ้มขื่นอย่างจนใจ “ท่านแม่ ท่านไม่รู้จักลูกชายตัวเองหรือไร หากไม่รู้ว่าฮูหยินฉินผู้นั้นเก่งกาจไม่ธรรมดา ลูกก็คงไม่ใช้วิธีการสิ้นคิดเช่นนั้นหรอกขอรับ”
“หากปีนั้นไม่ทำเช่นนี้ สิ่งที่ท่านเห็นตอนนี้ก็คงเป็นป้ายวิญญาณไปแล้ว…”
หวังจิ่นพูดยังไม่ทันจบก็ถูกไม้เท้าของฮูหยินผู้เฒ่าหวังเคาะจนต้องหุบปาก
“ไม่ว่าจะพูดอย่างไร การที่เจ้าทำแบบนั้นมันก็ไม่ถูก!” ฮูหยินผู้เฒ่าหวังสั่งสอน
ดังนั้น วันเทศกาลไหว้พระจันทร์หวังจิ่นจึงใช้ข้ออ้างมาขอขมา หิ้วห่านตัวอ้วนพีสองตัว ดึงดันมาร่วมงานเลี้ยงเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่บ้านฉินเหยา
ทั้งที่เขาตำแหน่งขุนนางใหญ่ที่สุด แต่กลับไม่เป็นที่ต้อนรับของคนทั้งบ้าน
พวกเด็กๆ นั้นยังพอทำเนา แม้จะไม่ชอบว่าที่สามีของศิษย์พี่ผู้นี้ แต่ก็แค่ไม่คีบเนื้อให้เขาเท่านั้น
ส่วนทางด้านคู่สามีภรรยาฉินเหยาและหลิวจี้ เพราะความสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์ของฉินเหยากับอินเยว่ ศักดิ์ของทั้งคู่จึงสูงขึ้นไปอีกขั้นในทันที
หลิวจี้เป็นพวกชอบดูเรื่องสนุกอยู่แล้ว พอมีโอกาสระบายความแค้นได้เช่นนี้ แน่นอนว่าย่อมต้องกลั่นแกล้งสารพัด
ประเดี๋ยวก็เรียกหลานชายผู้ทรงคุณธรรม ประเดี๋ยวก็เรียกจิ่นเอ๋อร์