ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 797 ภาพนิมิตแห่งราชวงศ์
ตอนที่ 797 ภาพนิมิตแห่งราชวงศ์
……………
ประเดี๋ยวก็ตะโกนว่า “หลานชายผู้ปรีชา รินเหล้าให้ท่านอาจารย์ชายสักจอก”
ประเดี๋ยวก็ตะโกนอีกว่า “จิ่นเอ๋อร์เอ๋ย มาดูภาพเทพธิดาวังจันทราที่อาจารย์ชายวาดเล่นๆ ภาพนี้หน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง”
บนกระดาษเซวียนจื่อสีเหลืองนวลมีวงกลมวงหนึ่งและลายเส้นรูปร่างคนวาดอยู่
ขมับของหวังจิ่นเต้นตุบๆ เขามองไปทางอินเยว่อย่างขอความช่วยเหลือ ช่วยข้าด้วย! ช่วยข้าด้วย!
อินเยว่ลอบขำอยู่ครู่หนึ่ง ถึงได้ลุกขึ้นยืนทำให้เขาดูเป็นตัวอย่าง
อินเยว่เอ่ย “ภาพวาดของสามีท่านอาจารย์ภาพนี้ แม้จะตวัดเพียงไม่กี่พู่กัน แต่กลับวาดรูปร่างคนออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวา ไม่ว่าจะเป็นท่วงท่าหรือแววตาล้วนสื่อออกมาได้อย่างแม่นยำนัก ทำให้ผู้คนเห็นแล้วยากจะลืมเลือน ฝีมือล้ำลึกเพียงนี้ย่อมเป็นระดับที่จิตรกรเอกอันดับหนึ่งของแผ่นดินเท่านั้นถึงจะมีได้เจ้าค่ะ!”
หวังจิ่นฟังจนอ้าปากค้าง ยะ…ยังพูดจาเหลวไหลเช่นนี้ได้ด้วยหรือ
หลิวจี้หันไปมองหวังจิ่น “หลานชายผู้มากความสามารถ เจ้าคิดว่าอย่างไร”
หวังจิ่นคิดในใจ ท่านทำแบบนี้ข้าวิจารณ์ยากนัก
แต่ภายใต้สายตาให้กำลังใจของอินเยว่ เขาจำต้องฝืนมโนธรรมกล่าวคำสรรเสริญเยินยอออกไปกองหนึ่ง
หลิวจี้หัวเราะฮ่าๆ ตบไหล่หวังจิ่นอย่างพึงพอใจ “ดีๆๆ ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าหนูอย่างเจ้ามีสายตาเฉียบแหลม!”
หวังจิ่น “…”
วันนี้เขาถือว่าได้รู้ซึ้งแล้วว่าเหตุใดหลิวจี้ถึงได้มั่นใจในตัวเองเช่นนี้เสมอมา ที่แท้ก็เป็นคนในครอบครัวที่ทำให้เขาหลงระเริงนี่เอง
เมื่องานเลี้ยงเลิกรา อินเยว่ก็ได้รับสัญญาณจากท่านอาจารย์ให้ไปส่งหวังจิ่นที่หน้าประตู
พอเห็นว่าสองสามีภรรยาคู่นั้นไม่อยู่ หวังจิ่นก็รีบถามด้วยความกังวลทันทีว่า
“อาเยว่ พวกเจ้าพูดจาเหลวไหลเช่นนี้ตลอดทำให้สามีท่านอาจารย์ของเจ้าเกิดความเข้าใจผิด จะไม่มีปัญหาจริงๆ หรือ”
อินเยว่โบกมือ “วางใจเถอะ สามีท่านอาจารย์เป็นคนที่รู้ตัวเองดีเจ้าค่ะ”
หากไม่รู้ ท่านอาจารย์ก็จะใช้การกระทำทำให้เขาตาสว่างเอง
หวังจิ่นไม่เข้าใจ แต่รู้สึกสะเทือนใจยิ่งนัก
……
หลังเทศกาลไหว้พระจันทร์ผ่านพ้นไป ความถี่ที่หวังจิ่นมาบ้านฉินเหยาก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
บางครั้งก็มาแต่เช้าตรู่เพื่อรับอินเยว่ออกไปข้างนอกพร้อมกัน เขาไปเข้าประชุมขุนนาง นางก็ไปเปิดร้าน
บางครั้งก็เป็นช่วงพลบค่ำ มาส่งอินเยว่กลับบ้านแล้วอยู่กินข้าวที่บ้านฉินเหยา
สำหรับฝีมือการทำอาหารของอาวั่ง หวังจิ่นนั้นชื่นชมไม่ขาดปาก
โชคดีที่เป็นเมืองหลวง ผู้คนมีความคิดเปิดกว้าง ชายหญิงจึงไม่ถือสาเคร่งครัดนัก
มิฉะนั้นคนทั้งสองเพิ่งจะหมั้นหมายกลับตัวติดกันทั้งวัน คงไม่รู้ว่าจะถูกนินทาว่าร้ายไปถึงขั้นไหนแล้ว
ทุกครั้งที่เป็นเช่นนี้ ยามฉินเหยาพลิกอ่านตำราโบราณก็จะมีข้อเปรียบเทียบระหว่างอดีตกับปัจจุบันที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
ความประทับใจที่มีต่อสวีเหวินชิงก็เพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย
ต้นเดือนเก้า ในที่สุดสุสานหลวงของไท่ซั่งหวงก็สร้างเสร็จ
วันที่สิบเอ็ด พระศพของไท่ซั่งหวงที่เก็บรักษาไว้ในวัดต้าซิงกั๋วมาเจ็ดเดือน ในที่สุดก็ได้ฝังลงดินเสียทีโดยมีฮ่องเต้องค์ใหม่เป็นประธาน
เมื่อถึงต้นฤดูหนาวเดือนสิบ การไว้อาลัยระดับแคว้นถึงนับว่าสิ้นสุดลงอย่างแท้จริง
ทว่า ในขณะที่ราษฎรทั่วแคว้นเซิ่งต่างเฝ้ารอคอยให้ฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์และกลับมาปกครองประเทศทั้งมวลอีกครั้งนั้น
ฮ่องเต้กลับทูลขอสละราชสมบัติต่อหน้าไทเฮาและเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ ณ พระตำหนัก โดยจะขอเป็นเพียงเสียนอ๋องและต้องการส่งมอบราชบัลลังก์ให้แก่ไทเฮาต่อหน้าเหล่าขุนนาง
การกระทำเช่นนี้ของไป๋หลี่ชิ่งหยางไม่มีลางบอกเหตุใดๆ มาก่อนเลย
เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เหล่าขุนนางต่างก็พากันคุกเข่าขอให้ฮ่องเต้ไตร่ตรองให้ดี
องค์ไทเฮาก็ปฏิเสธพัลวันด้วยท่าทีเด็ดขาด ขอให้ฮ่องเต้ดำรงตำแหน่งต่อไป
เรื่องฮ่องเต้สละราชสมบัติจึงจบลงอย่างไม่มีบทสรุป แต่การกระทำของฮ่องเต้ในครั้งนี้กลับทำให้ผู้คนไม่น้อยตื่นตระหนกส่งผลให้ชาวเมืองหลวงวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่
ช่วงต้นฤดูหนาว ลมหนาวภายนอกพัดหวีดหวิว ทว่าภายในหอสมุด เพื่อรักษาหนังสือและป้องกันความชื้น ประตูหน้าต่างจึงปิดสนิท ไม่มีลมเล็ดลอดเข้ามาได้แม้แต่น้อย
หลิวจี้ปูที่นอนบนพื้นหลังชั้นหนังสือสูงตระหง่าน พอล้มตัวลงนอนก็ใช้เวลาไปตลอดช่วงเที่ยง
หากไม่ได้ยินเสียงคนสนทนากันอยู่หน้าหอสมุด เขาคงไม่อยากตื่นขึ้นมา
เพราะเพิ่งตื่นจึงยังสะลึมสะลืออยู่บ้าง
แว่วเสียงคนสองคนคุยกันหน้าประตู มีคำว่าฮ่องเต้กับไทเฮาอะไรทำนองนั้น
“เรื่องที่ฝ่าบาทสละราชสมบัติให้ไทเฮาเช่นนี้…ข้ามีชีวิตมาค่อนคนเพิ่งจะเคยพบเคยเห็นเป็นครั้งแรก เมื่อเช้าในท้องพระโรง เหล่าขุนนางฟังแล้วถึงกับตะลึงงันไปตามๆ กัน…”
“โชคดีที่องค์ไทเฮาไม่ตอบรับ มิเช่นนั้น…ราชวงศ์เซิ่งของพวกเรามิต้องมีจักรพรรดินีหรอกหรือ”
เสียงนี้หลิวจี้คุ้นหูมาก เป็นของใต้เท้าอู๋ มือรองในสำนักศึกษาหลวง
อีกเสียงหนึ่งดังขึ้น ฟังดูหนุ่มกว่าใต้เท้าอู๋เล็กน้อย เป็นเสียงที่หลิวจี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน
แต่ทันทีที่คนผู้นี้เอ่ยปากก็ทำให้เขาใจเต้นระรัว
“การกระทำของฝ่าบาทในวันนี้ผิดปกติยิ่งนัก หรือใต้เท้าอู๋คิดว่าเป็นพระประสงค์ของฝ่าบาทเองจริงๆ หรือ”
ใต้เท้าอู๋ได้ยินดังนั้นก็ตกใจ “ใต้เท้าเหมยหมายความว่าอย่างไร หรือจะเป็นองค์ไทเฮาที่บีบบังคับฝ่าบาท”
พอเห็นใต้เท้าเหมยเงียบไปใต้เท้าอู๋ก็ร้องอุทานเบาๆ แล้วพูดรัวเร็วว่าเป็นไปไม่ได้กระมัง
“หากเป็นการบีบบังคับของไทเฮาจริง วันนี้ในท้องพระโรง องค์ไทเฮาเพียงแค่ตอบรับไปตามน้ำก็ได้แล้ว ไยต้องปฏิเสธ แถมยังทำท่าทางโกรธเกรี้ยวด้วยเล่า”
ใต้เท้าเหมยส่ายหน้า ไม่ยอมพูดมากความอีก
เขาโบกมือเป็นสัญญาณให้ใต้เท้าอู๋อย่าได้ถามต่อ
พวกเขาสองคนก็มีเพียงมิตรภาพบางเบาในฐานะจิ้นซื่อรุ่นเดียวกันเท่านั้น
ใต้เท้าเหมยรู้สึกว่าตนทำดีที่สุดแล้ว ส่วนจะเข้าใจหรือไม่นั้นต้องขึ้นอยู่กับการตระหนักรู้ของใต้เท้าอู๋เอง
“ข้ามาขอยืมหนังสือ ไม่สะดวกจะอยู่นาน เอาหนังสือแล้วก็จะไป ทางท่านราชครูนั้นยังรอใช้อยู่”
ใต้เท้าอู๋ชี้ไปที่หลิวจี้ซึ่งแต่งกายเรียบร้อย แสร้งทำเป็นนั่งคัดหนังสืออยู่หน้าโต๊ะเตี้ยแล้วตะโกนสั่งให้เขาหาหนังสือให้ใต้เท้าเหมย
หลิวจี้รีบลุกขึ้นคารวะใต้เท้าเหมย สอบถามว่าใต้เท้าต้องการยืมหนังสือเล่มใด
หอสมุดแห่งนี้เขาอยู่มาเดือนกว่าแล้ว จดจำรายชื่อหนังสือประเภทต่างๆ ได้นานแล้ว หาหนังสือได้เร็วสุดๆ
ใต้เท้าเหมยมองหลิวจี้อยู่สองสามครั้ง นึกไม่ถึงว่านักเรียนที่นี่จะรูปงามกว่าทั่นฮวาหลางประจำปีนี้เสียอีก
กับคนที่หน้าตาดี ผู้คนมักจะเผลอใจกว้างให้โดยไม่รู้ตัวเสมอ
ใต้เท้าเหมยที่ดูท่าทางไม่น่าตอแยด้วยนักจึงใช้น้ำเสียงอ่อนโยนอย่างหาได้ยาก สั่งให้หลิวจี้พาเขาไปหาตำราโบราณที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์
ทางที่ดีเป็นตำราโบราณที่บันทึกปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่เกี่ยวกับฮ่องเต้ในยุคต่างๆ
อย่างเช่นมารดาของฮ่องเต้ฮั่นอู่ฝันว่าดวงอาทิตย์ลอยเข้าสู่อ้อมอกแล้วให้กำเนิดบุตรหรือฮ่องเต้อวิ๋นแห่งราชวงศ์ก่อน ก่อนขึ้นครองราชย์ ท้องฟ้าก็มีเมฆมงคลห้าสีปกคลุมอยู่เหนือศีรษะนานนับเดือนกว่าจะจางหายไป อะไรทำนองนี้
หลิวจี้คิดในใจ นี่มันเรื่องเหลวไหลทั้งเพ จับแพะชนแกะชัดๆ
สำนักโหรหลวงและราชครูต้องการหนังสือประเภทนี้ไปทำไมกัน
หลิวจี้เดินนำคนไปหาหนังสือพลางขบคิดถึงบทสนทนาของใต้เท้าอู๋และใต้เท้าเหมยที่หน้าประตูเมื่อครู่นี้
เมื่อเห็นใต้เท้าเหมยหยิบหนังสือ “ภาพนิมิตแห่งราชวงศ์” ลงมาจากชั้นหนังสือในใจก็พลันบังเกิดความคิดอันอาจหาญขึ้นมาวูบหนึ่ง…นี่คงไม่ใช่กำลังสร้างสถานการณ์ให้ไทเฮาขึ้นครองราชย์หรอกกระมัง
หลิวจี้ถูกความคิดนี้กระตุ้นจนลมหายใจติดขัด ลอบสูดลมหายใจลึกๆ เพื่อระงับสติอารมณ์ไว้
เขามองส่งใต้เท้าเหมยถือหนังสือจากไป เมื่อในหอสมุดไม่มีผู้อื่นอีก หลิวจี้ก็รีบกลับมาที่หน้าโต๊ะหนังสือ
บังเอิญว่า เมื่อวานซืนเขาเพิ่งจะคัดลอกหนังสือ “ภาพนิมิตแห่งราชวงศ์” เล่มนั้นเสร็จพอดี
เมื่อหยิบออกมาเปิดดู บนนั้นบันทึกเหตุการณ์นิมิตที่มีชื่อเสียงตั้งแต่สามพันปีก่อนจนถึงปัจจุบัน
มีทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบแปดเหตุการณ์ ส่วนใหญ่เกี่ยวกับปรากฏการณ์บนท้องฟ้า ส่วนน้อยจะเกี่ยวข้องกับอุทกศาสตร์และภูมิประเทศ แต่หลิวจี้ที่เคยเปิดหูเปิดตากับทฤษฎีวิทยาศาสตร์พื้นฐานตามฉินเหยามาแล้ว กลับรู้สึกว่าคำอธิบายของคนโบราณที่มีต่อนิมิตเหล่านี้ช่างมหัศจรรย์พันลึกเหลือเกิน
ไม่บอกว่าจะมีนักปราชญ์ถือกำเนิดก็บอกว่าราชวงศ์กำลังจะล่มสลาย
เอาเป็นว่าอาศัยปากปากเดียว อยากจะพูดอย่างไรก็พูดได้ทั้งนั้น