ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 798 สร้างกระแส ...............
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 798 สร้างกระแส ...............
ตอนที่ 798 สร้างกระแส
……………
ช่วงพลบค่ำ
หลิวจี้กอดสมุดคัดลอก “ภาพนิมิตแห่งราชวงศ์” ที่ยืมมาจากหอสมุดสำนักศึกษาหลวงไว้แนบอกแล้วกลับมาถึงบ้านอย่างใจลอย
เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติของเขา ฉินเหยาจึงถามอย่างสงสัย “เจ้าเป็นอะไรไป”
นางหยิบหนังสือที่เขากำไว้ในมือขึ้นมาเปิดดูก็แค่บันทึกเกี่ยวกับปรากฏการณ์ดินฟ้าอากาศประหลาด ภาพประกอบก็เรียบง่ายและดูเป็นนามธรรม
ลายมือหวัดๆ อันคุ้นตานี้ ฉินเหยามองปราดเดียวก็รู้ว่าใครเป็นคนคัดลอก
“ทำไม คัดหนังสือจนวิญญาณหลุดเลยหรือ” ฉินเหยายิ้มล้อเลียนแล้วยัดหนังสือคืนใส่อกหลิวจี้
นึกไม่ถึงว่าเขาจะคว้าข้อมือของนางหมับแล้วดึงนางไปยังที่ลับตาคน
หลิวจี้กดความตื่นเต้นกระซิบเสียงเบา “เมียจ๋า ข้าค้นพบความลับสุดยอดเข้าแล้ว!”
ฉินเหยาส่งสัญญาณให้เขาพูดต่อ แต่หลิวจี้กลับหยุดพูดไปเสียดื้อๆ
“พูดครึ่งๆ กลางๆ อยากตายหรือ” ฉินเหยาหรี่ตาลงอย่างอันตราย คว้ามือหลิวจี้กลับแล้วออกแรงบีบ
หลิวจี้ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดราวกับเพิ่งจะได้สติกลับมาอย่างสมบูรณ์
“ข้าพูดอะไรไปหรือ” เขาถามกลับอย่างประหลาดใจ
ฉินเหยาพยักหน้า “เจ้าบอกว่าเจ้าค้นพบความลับสุดยอด ความลับอะไร”
“ไม่มีนี่!” หลิวจี้ตบหน้าผากตัวเอง “สงสัยเมื่อครู่ดูบันทึกพิสดารนี่จนเพลินจึงเหม่อลอยไปชั่วครู่ ตกอยู่ในภวังค์จนถอนตัวไม่ขึ้น”
พูดจบก็หัวเราะแหะๆ แล้วหันหลังวิ่งแน่บเข้าไปในโถงหลัก
เมื่อครู่เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เรื่องนี้ให้เมียจ๋ารู้ไม่ได้เด็ดขาด
มิเช่นนั้น พอการใหญ่สำเร็จก็จะไม่มีอะไรน่าประหลาดใจแล้ว
โชคดีๆ โชคดีที่สมองกลับมาแล่นทันท่วงที ไม่ได้หลุดปากพูดออกไป
อาวั่งยกกับข้าวขึ้นโต๊ะแล้ว รอเพียงหลิวจี้คนที่กลับบ้านดึกที่สุดกลับมาก็เตรียมจะเริ่มมื้อเย็น
ฉินเหยายืนนิ่งอยู่ที่เดิมครู่หนึ่งจึงเดินเข้าไปในโถง สายตาจับจ้องไปที่หลิวจี้ที่แสร้งทำเป็นยุ่งวุ่นวาย ไม่รู้ว่าเขาแอบซุกซ่อนเรื่องสำคัญอะไรเอาไว้กันแน่
มือนางก็เริ่มคันยิบๆ อยากจะซัดคนขึ้นมา
ฉินเหยาเกลียดพวกชอบทำตัวมีลับลมคมในที่สุด แต่ติดที่ตอนนี้คนในบ้านอยู่กันครบจึงยังไม่ได้จัดการหลิวจี้ที่บังอาจมาปั่นหัวนางในทันที
ทว่าหลังจากทานมื้อเย็นเสร็จ ผู้คนในโถงต่างแยกย้ายกันไปทำธุระ หลิวจี้กำลังจะแอบหนีออกไป ทันใดนั้นลมแรงวูบหนึ่งก็พัดสวนมาปะทะหน้า “ปัง!” ประตูปิดลงอย่างแน่นหนา
หลิวจี้ตั้งตัวไม่ทัน จมูกจึงกระแทกเข้ากับบานประตูอย่างจัง ยังดีที่ไม่เจ็บจนเป็นลมไป
เขากุมจมูก นั่งยองๆ ลงด้วยความเจ็บปวด ดวงตาพร่าพรายเห็นดาวระยิบระยับ
ฉินเหยายังคงนั่งอยู่ในโถง แค่นเสียงเย็นชา “ไม่เจียมตัว”
นางคาดคั้น “บอกมา ความลับอะไรกันแน่!”
หลิวจี้เวลานี้ไหนเลยจะกล้าปิดบัง
เขาสะอื้นพลางเล่าบทสนทนาที่ได้ยินในหอสมุดวันนี้ให้ฉินเหยาฟังอย่างครบถ้วน
“เจ้าสงสัยว่าราชครูเตรียมสร้างสถานการณ์ให้สวีเหวินชิงขึ้นครองราชย์หรือ” ฉินเหยาซักไซ้
หลิวจี้พยักหน้าหงึกๆ อาการตาพร่าดีขึ้นมากแล้ว เขาจึงกุมจมูกลุกขึ้นจากพื้น หลังพิงประตู เตรียมพร้อมหนีเอาตัวรอดได้ทุกเมื่อและก็เป็นไปตามคาด วินาทีต่อมาฉินเหยาก็ถามน้ำเสียงเฉียบขาด “เจ้าคิดจะทำอะไร”
พอเห็นสายตาของเขาดูร้อนตัวชัดเจน ฉินเหยาก็ตบโต๊ะดังปังกล่าวเตือนว่า “ทางที่ดีเจ้าอย่าหาเรื่องเดือดร้อนมาให้ข้า”
“เมียจ๋า เจ้าประเมินข้าสูงไปแล้ว ข้าจะไปกล้าทำอะไรได้!”
หลิวจี้ทำท่าน้อยอกน้อยใจ เอ่ยเสียงอู้อี้ว่า “อีกอย่าง ข้าเป็นแค่จิ้นซื่อตัวเล็กๆ ต่อให้มีใจอยากทำอะไรก็ทำไม่ได้หรอกน่า”
ฉินเหยาจ้องเขาเขม็งแล้วเอ่ยเสียงสูงทันที “นี่ยังคิดจะทำอะไรอีก”
หลิวจี้อยากจะเย็บปากตัวเองเสียจริง รีบโบกไม้โบกมือพัลวัน “ไม่ทำๆ ไม่ทำแน่นอน”
เขายกมือสาบาน ฉินเหยาถึงได้คลายสายตาน่ากลัวลงแล้วโบกมือไล่ ให้เขาไสหัวไปเร็วๆ
ฉินเหยาขมวดคิ้วมุ่น ควบคุมลมฟ้าอากาศ…คนสมัยนี้ทำไม่ได้แน่นอน
แต่การพยากรณ์นั้นกลับสามารถทำได้
คิดได้ดังนั้น ฉินเหยาก็ลุกเดินออกไปนอกประตูแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้า
ดวงจันทร์เสี้ยวลอยเด่นอยู่กลางนภา รอบข้างเหมือนมีวงแสงสีรุ้งจางๆ
การใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในวันสิ้นโลก ภัยพิบัติเกิดขึ้นบ่อยครั้ง คนธรรมดาก็ย่อมสังเกตเห็นลางบอกเหตุภัยพิบัติได้ระดับหนึ่งเพื่อเตรียมตัวรับมือล่วงหน้า
ฉินเหยามองดวงจันทร์คืนนี้แล้วรู้สึกไม่ธรรมดาจึงคาดเดาว่า “พรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ อาจจะมีปรากฏการณ์ท้องฟ้าที่ผิดปกติเกิดขึ้น”
หลิวจี้ตกตะลึง “จริงหรือหลอกเนี่ย เมียจ๋า เจ้าดูดาวดูพระจันทร์เป็นด้วยหรือ”
ฉินเหยาเอ่ย “จะเชื่อหรือไม่ก็เรื่องของเจ้า” ว่าจบก็หันหลังเดินกลับเข้าห้อง ทิ้งให้หลิวจี้ยืนงงอยู่ที่เดิมพลางมองดูจันทร์เสี้ยวบนท้องฟ้า
แต่จ้องอยู่ตั้งนานก็ดูไม่ออกว่ามีอะไรจึงล้มเลิกความคิด กลับห้องไปนอน
เย็นวันต่อมา
ท้องฟ้าที่เดิมทีปลอดโปร่งไร้เมฆ จู่ๆ ก็มีเมฆสีแดงกลุ่มใหญ่ก่อตัวขึ้นที่ขอบฟ้า
ชั่วพริบตาก็แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงกว่าครึ่งราวกับท้องฟ้ากำลังลุกเป็นไฟ
ชาวบ้านเห็นเหตุการณ์ประหลาดต่างก็พากันหยุดยืนเงยหน้ามอง
ไม่ดูไม่เท่าไหร่ พอได้ดูถึงกับตกใจ
มีม้าสีแดงตัวหนึ่งปรากฏขึ้นบนผืนฟ้านั้น
ทันใดนั้นก็มีคนพลิกกายขึ้นไปบนหลังม้า ม้าพาคนวิ่งหายไป
สักพัก สุนัขตัวใหญ่ก็โผล่มา จู่ๆ มันก็มีเขางอกออกมา ปากกว้างมีเขี้ยวโง้งทำท่าคำรามก้องยังมีแพะภูเขา ไก่ตัวผู้ตัวใหญ่และอีกมากมายก่ายกอง ผู้คนต่างพากันมึนงงไปชั่วขณะ
แสงสีทองส่องประกายแสบตาจนต้องขยี้ตาถึงจะมองเห็นชัด
แต่พอขยี้ตาแล้วมองไปอีกครั้ง ปีกขนาดใหญ่สองข้างที่สมมาตรกันทั้งซ้ายขวาก็พลันกระพือขึ้น
บ้างสวดภาวนาด้วยความศรัทธา บ้างหวาดกลัวตื่นตระหนก บ้างตะโกนร้อง “ไปแล้วๆ! ลงไปอีกแล้ว!”
ทุกคนเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกัน เห็นเพียงเมฆแดงกลุ่มใหญ่นั้น จู่ๆ ก็มืดสลัวลงจนสุดท้ายก็เหลือเพียงท้องฟ้าสีเทาทึมๆ
คราวนี้เสียงโห่ร้องด้วยความตื่นเต้นดังขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า
“หงส์คู่ปรากฏ นี่คือนิมิตสวรรค์!”
ราชครูปรากฏตัวท่ามกลางฝูงชน สีหน้าเคร่งขรึม ยกมือนับนิ้วคำนวณ ดวงตาพลันเบิกกว้างกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
“นี่คือหงส์คู่ปรากฏ หงส์หมายถึงสตรี บ่งบอกว่าจะมีพระแม่ศักดิ์สิทธิ์ปรากฏกาย ปกป้องคุ้มครองราชวงศ์ เป็นลางดีอย่างยิ่ง!”
ชาวบ้านฮือฮา คนที่คุกเข่าอยู่แล้วก็รีบโขกศีรษะคำนับสามครั้งเพื่อแสดงความเคารพทันที
ฉินเหยาที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ที่หน้าร้านสระผม มุมปากกระตุกยิกๆ
นางอธิบายให้หลิวจี้และคนอื่นๆ ที่ยืนอ้าปากค้างอยู่ข้างๆ ฟังว่า
“ก็แค่แสงอาทิตย์กระทบเมฆ ปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างหนึ่ง จริงๆ แล้วก็คือแสงยามเย็นนั่นแหละ”
ทุกคนยังตั้งสติไม่ค่อยได้จึงพยักหน้ารับอย่างงงๆ ว่าได้รับความรู้ใหม่แล้ว
แล้วก็ผ่านไปอีกวัน
นอกเมืองมีทหารคนหนึ่งแบกตะกร้าไม้ไผ่ใบใหญ่ไว้บนหลัง ควบม้าเข้าเมืองมา
เขามุ่งหน้าไปยังพระราชวังจื่อเวยพลางตะโกนก้องไปตลอดทางว่า “หวังสี่ เกษตรกรชานเมืองถวายของมงคลพ่ะย่ะค่ะ!”
มีคนเขย่งเท้าชะเง้อมองด้วยความอยากรู้ พบว่าในตะกร้าไม้ไผ่ใบนั้นคือแตงสีทองลูกมหึมา
มีแตงออกผลในฤดูหนาว แถมยังเป็นสีทองอีก ไม่ใช่ของมงคลแล้วจะเป็นอะไรไปได้
บนถนนมีคนตะโกนขึ้นอีกว่า ของมงคลปรากฏย่อมเป็นสิ่งที่สวรรค์ประทานให้ด้วยความซาบซึ้งในพระราชกรณียกิจอันเปี่ยมล้นของไทเฮาเป็นแน่
องค์ไทเฮาได้รับของมงคลก็ทรงเกษมสำราญยิ่งนัก มีรับสั่งให้ห้องเครื่องนำแตงสีทองนี้ไปปรุงเป็นอาหารแล้วเชิญเหล่าขุนนางมาร่วมงานเลี้ยงแตงทองคำอย่างยิ่งใหญ่
ฉินเหยากอดอกครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง “ข้ารู้สึกว่าทหารที่มาถวายของมงคลคนนั้นหน้าตาคุ้นๆ ชอบกล”
หลิวจี้ตบหน้าผากฉาด “ข้านึกออกแล้ว ที่แท้ก็คือเจ้าซุนเจียงคนนั้นนี่เอง!”