ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 799 เชิญเทียนโฮ่วขึ้นครองราชย์
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 799 เชิญเทียนโฮ่วขึ้นครองราชย์
ตอนที่ 799 เชิญเทียนโฮ่วขึ้นครองราชย์
……………
ขณะที่สองสามีภรรยากำลังหารือถึงเรื่องที่ซุนเจียงปลอมตัวเป็นทหารเพื่อถวายของมงคลอยู่นั้น
อินเยว่ที่รออยู่หน้าประตูบ้านเหลือบไปเห็นรถม้าของหวังจิ่นเข้าพอดีจึงรีบส่งฝาแฝดที่ติดตามอยู่ข้างกายให้เข้าไปรายงานในบ้าน
ซานหลางกับซื่อเหนียงพุ่งตัวเข้าประตูมาพลางตะโกนเสียงดัง “ท่านแม่ท่านพ่อ ใต้เท้าหวังกลับมาจากงานเลี้ยงแล้ว!”
ยังไม่ทันที่สองสามีภรรยาฉินเหยาจะเดินออกไป อินเยว่ก็ฉุดตัวคนลงมาจากรถม้าและลากกลับมาเสียก่อนแล้ว
หวังจิ่นมีกลิ่นสุราอาหารคละคลุ้งไปทั้งตัว หากมิใช่เพราะดวงตายังดูเป็นประกายสดใส คงนึกว่าเขาเมามายไร้สติไปแล้ว
เมื่อเห็นสองสามีภรรยาฉินเหยา หวังจิ่นก็ถอยหลังกรูดอย่างระแวดระวัง
อาวั่งโผล่มาขวางทางไว้ทันทีแล้วปิดประตูใหญ่ลงกลอน
หวังจิ่นถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ทำได้เพียงสะบัดศีรษะไล่ฤทธิ์สุราแล้วถามอย่างจนปัญญา
“พวกเจ้าต้องการจะทำอะไร”
ฉินเหยายิ้มบางๆ “ท่านไม่ต้องกลัว พวกเราก็แค่อยากรู้ว่ารสชาติของแตงทองคำลูกนั้นเป็นอย่างไรบ้าง”
“ใช่แล้วๆ” หลิวจี้เองก็ยิ้มอย่างอ่อนโยนเป็นพิเศษ “นั่นเป็นถึงของมงคล รสชาติย่อมมิอาจเทียบได้กับของกินสามัญทั่วไปแน่ ใช่หรือไม่”
หวังจิ่น “พวกเจ้าอย่าหัวเราะได้ไหม ข้าใจคอไม่ดีเลย”
“พวกเจ้าอยากรู้รสชาติของแตงทองคำ ข้าบอกให้ก็ได้”
“แต่ว่า…” หวังจิ่นกล่าวเตือนไว้ก่อน “ข้าบอกพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าห้ามไปบอกคนอื่นเด็ดขาด มิเช่นนั้นหากเบื้องบนรู้เข้า หัวข้าคงได้หลุดจากบ่า!”
สองสามีภรรยาพยักหน้ารับคำพร้อมเพรียง “ตกลง พวกเรารับประกันว่าจะไม่พูด”
เอ้อร์หลาง ซานหลาง ซื่อเหนียง เด็กทั้งสามก็ยกมือทำท่าสาบาน “ใครพูดขอให้เป็นลูกสุนัข!”
อาวั่งและอินเยว่ก็พยักหน้าอย่างจริงจัง
หวังจิ่นเห็นดังนั้นก็โล่งอก กวักมือเรียกให้ทุกคนขยับเข้ามาใกล้ๆ ทำสีหน้าพิกลแล้วกล่าว
“อันที่จริงข้ารู้สึกว่าของมงคลนั่น รสชาติเหมือนกับแผ่นแป้งย่างเปี๊ยบ”
ใครจะนึกว่าของมงคลจะมีรสชาติเหมือนแผ่นแป้งย่าง เช่นนั้นก็ไม่เห็นจะมีอะไรแปลกใหม่เลย~
หลิวจี้โบกมือไล่อย่างรังเกียจ ส่งสัญญาณให้เด็กทั้งสามกลับห้องไปทำการบ้าน
รอจนเด็กๆ ไปแล้วจึงหันมาถามหวังจิ่นอีกครั้ง “แล้วคนอื่นๆ พูดถึงเจ้าแตงทองคำมงคลนี้ว่าอย่างไรบ้าง”
หวังจิ่นนึกย้อนอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว “ขุนนางส่วนใหญ่ล้วนบอกว่าอร่อย ชมเปาะว่าหาได้ยากในโลกหล้า รสชาติราวกับของบนสวรรค์”
“ยังมีคนอีกส่วนน้อย พอกินเข้าไปคำหนึ่งก็เงียบกริบไม่ส่งเสียงสักแอะ”
เรื่องที่พูดได้ก็พูดไปหมดแล้ว หวังจิ่นจึงถามอย่างจนใจ “ทีนี้ข้าไปได้แล้วหรือยัง”
สองสามีภรรยาตกอยู่ในห้วงความคิด ยกมือขึ้นพร้อมกันอย่างรู้ใจ ส่งสัญญาณให้อินเยว่ส่งแขก
เมื่อส่งหวังจิ่นกลับไปแล้ว สองสามีภรรยามองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแยกย้ายกลับห้องไปด้วยแผนการในใจของแต่ละคน
ฉินเหยานอนแผ่อยู่บนเตียง ครุ่นคิดว่าการที่สวีเหวินชิงจะได้กุมอำนาจนั้นเป็นเรื่องที่ไม่อาจต้านทาน นางควรจะลงมือทำอะไรสักอย่างหรือไม่
ส่วนหลิวจี้กำลังรื้อค้นไปทั่วทุกซอกทุกมุมในห้องหนังสือ
เขากวาดเงินเก็บส่วนตัวและเงินค่าขนมที่ซ่อนไว้ทั้งหมดมากองบนเตียงแล้วเริ่มนับ
จวบจนดึกดื่น เขาถึงได้กอดเศษเงินที่รวมแล้วได้หนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงถ้วน นอนหลับไปอย่างตื่นเต้นยินดี
ในความฝัน ดูเหมือนจะฝันถึงเรื่องดีๆ จนหัวเราะเสียงดังออกมา
“ฮ่าๆๆ โอกาสที่บิดาจะได้ดิบได้ดีมาถึงแล้ว…”
ไก่ตัวผู้บ้านข้างๆ เพิ่งจะขันบอกเวลา
หลิวจี้ก็ดีดตัวลุกจากเตียงราวกับปลาเป็น
สะลึมสะลืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้มมองถุงเงินในอกเสื้อที่กกไว้จนอุ่น สายตาก็เปลี่ยนเป็นแน่วแน่ขึ้นมาทันที
อาหารเช้ายังไม่ทันกิน หลิวจี้ก็รีบร้อนออกจากบ้านไป
อาวั่งรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง แต่ก็มิได้เก็บไปคิดให้มากความเพราะนายท่านใหญ่บ้านเขา ถ้าไม่ทำตัวแปลกๆ นั่นแหละถึงจะเรียกว่าแปลก
หลิวจี้เดินจากบ้านไปจนถึงถนนหลัก เยื้องไปฝั่งตรงข้ามก็คือสำนักศึกษาหลวงแต่เขากลับไม่เข้าไป
ไม่นานนักก็เห็นหลิวจี้ปากคาบซาลาเปาไส้เนื้อ มือก็กวักเรียกฝูงคนกลุ่มใหญ่ให้เดินตาม มุ่งหน้าไปยังทิศทางของพระราชวังจื่อเวยอย่างเอิกเกริก
คนเหล่านี้ส่วนใหญ่สวมเสื้อผ้าเก่าขาด ใบหน้าซูบตอบเหลืองซีด
พวกเขาล้วนเป็นขอทานที่ปักหลักอยู่ในตรอกฝั่งตะวันตก
แต่หลิวจี้เพียงแค่แจกเงินให้พวกเขาคนละหนึ่งร้อยเหวิน แถมด้วยซาลาเปาไส้เนื้ออีกสองลูกก็สามารถทำให้พวกเขาเชื่อฟังคำสั่งของตนได้ชั่วคราว
เมื่อรวมหลิวจี้ด้วยแล้วก็มีคนทั้งหมดราวสองร้อยกว่าคน
ณ ริมฝั่งคลองคูเมือง ไม่ไกลจากพระราชวังจื่อเวย พวกเขาตั้งแถวเรียงหน้ากระดาน
สิ้นเสียงคำสั่งของหลิวจี้ ทุกคนก็คุกเข่าลงดังพรึบแล้วร้องไห้คร่ำครวญขอเชิญเทียนโฮ่วขึ้นครองราชย์!
หลิวจี้คุกเข่าอยู่หน้าสุดของฝูงชน ตะโกนคำขวัญเสียงดังที่สุด ร้องไห้ได้สมจริงสมจังที่สุด
ในใจเขามีเพียงความคิดเดียว เทียนโฮ่วคือผู้ที่สมควรจะได้เป็นฮ่องเต้ที่สุดในใต้หล้านี้!
จิตใจของหลิวจี้แน่วแน่มั่นคง ร่ำไห้วิงวอนได้น่าประทับใจยิ่งนัก
“เทียนโฮ่ว พระองค์คือพระโพธิสัตว์เดินดิน คือโอรสสวรรค์ผู้ทรงธรรมตามคำทำนายอย่างแท้จริง!”
หลิวจี้ตะโกนหนึ่งประโยค กลุ่มขอทานด้านหลังก็ตะโกนตามหนึ่งประโยค
“ขอเชิญเทียนโฮ่วขึ้นครองราชย์คืนความปรารถนาให้ปวงประชา!”
ทีแรก ผู้คนยังไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้กำลังทำอะไรกันจึงยืนดูเรื่องสนุกกันอย่างเพลิดเพลิน
ภายหลังพอได้ยินเนื้อหาจากปากคนกลุ่มนี้ชัดเจนแล้วก็แตกฮือกระจายตัวหนีราวกับนกแตกรัง
มีคนตื่นตระหนกตกใจว่าผู้ที่เป็นผู้นำคนนั้นช่างมีขวัญกล้าเทียมฟ้าโดยแท้ ถึงกล้ามาตะโกนคำพูดละเมิดเบื้องสูงที่หน้าประตูวังเช่นนี้
และก็เป็นไปตามคาด ไม่นานนักกองทหารองครักษ์หลวงกลุ่มหนึ่งก็รุดมาถึง
ผู้นำขบวนคือราชครู
ซือคงเจี้ยนมีสีหน้าโกรธเกรี้ยว นำกองทหารองครักษ์หลวงรุดมาหยุดตรงหน้าหลิวจี้อย่างดุดัน ตวาดเสียงเกรี้ยวว่า
พวกขอทานพอเห็นกองทหารองครักษ์หลวงก็พากันตื่นตระหนกเสียขวัญไม่รอให้ทหารเข้ามาใกล้ก็พากันวงแตกวิ่งหนีไปเอง
เพียงชั่วพริบตา หลิวจี้ก็ถูกกลุ่มทหารองครักษ์ล้อมไว้
มีคนเข้ามาล็อกตัวเขา แต่เขายังคงไม่สนใจ ร้องตะโกนเสียงดังลั่น
“หลิวจี้ จากหมู่บ้านตระกูลหลิว เมืองจินสือ อำเภอไคหยาง จังหวัดจื่อจิง ขอวิงวอนให้เทียนโฮ่วโอนอ่อนตามความประสงค์ของปวงประชา…ขึ้นครองราชย์!”
ซือคงเจี้ยนสั่งเสียงเกรี้ยว “ลากตัวออกไป!”
ทหารองครักษ์รับคำสั่ง หิ้วปีกหลิวจี้แล้วโยนเข้าไปในตรอกข้างๆ แต่ปากที่ยังคงป่าวร้องของเขากลับไม่มีใครกล้าปิด
ประโยคที่ขอให้เทียนโฮ่วขึ้นครองราชย์เหล่านั้นจึงแพร่สะพัดไปจนรู้กันทั่ว
ทว่าในตรอกควานเจิ้งยามนี้ เนื่องจากฉินเหยาเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านไม่ออกไปไหน เสบียงอาหารในบ้านก็มีครบครันจึงไม่มีใครออกไปข้างนอก ทำให้ยังไม่รู้เรื่องราวทั้งหมดชั่วคราว
ได้ยินเพียงอินเยว่ที่ปิดร้านกลับมาเล่าว่า “วันนี้ที่พระราชวังจื่อเวยมีคนรวมตัวชาวบ้านไปร้องขอที่หน้าประตูวังให้เทียนโฮ่วขึ้นครองราชย์ด้วยเจ้าค่ะ คุณพระช่วย! คนพวกนี้ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้า ไม่กลัวตายกันหรือไร”
ฉินเหยาถามอย่างสงสัย “แล้วตายกันหมดหรือเปล่า”
ซื่อเหนียงชิงตอบ “ไม่ตายเจ้าค่ะ ท่านราชครูแค่สั่งให้คนไล่พวกเขาไปเท่านั้น”
“ทำไมถึงไม่ฆ่าทิ้งเล่า” ซานหลางถามอย่างไม่เข้าใจ
อินเยว่เองก็รู้สึกผิดคาด “หรือว่ากฎหมายไม่ลงโทษคนหมู่มาก คนเยอะเกินไปฆ่าไม่สะดวกหรือเปล่า”
อาวั่งตักข้าวกินคำโต เอ่ยเตือนอย่างไม่สบอารมณ์ “ถ้ายังไม่กินอีกกับข้าวจะเย็นชืดหมดแล้ว”
หลิวจี้ขานรับเป็นคนแรก รีบเรียกทุกคนให้รีบกินข้าว เลิกนินทาได้แล้ว
“ผู้สูงศักดิ์ทำเช่นนี้ย่อมต้องมีเหตุผลของผู้สูงศักดิ์” หลิวจี้กล่าวอย่างจริงจัง
ในใจก็คิดว่า ต้องเป็นเพราะวันนี้เสียงเรียกร้องยังยิ่งใหญ่ไม่พอ! พรุ่งนี้ค่อยลุยใหม่
เอ้อร์หลางที่นั่งอยู่ข้างท่านพ่อรู้สึกอย่างว่องไวว่ามีบางอย่างผิดปกติจึงหันไปมองหลิวจี้อยู่หลายที
เขาจ้องเสียจนบิดาขนลุกซู่ ต้องแสร้งทำเป็นดุแก้เก้อ “มองอะไรนักหนา รีบกินข้าว!”
เขาก้มหน้าถลึงตาใส่เอ้อร์หลางที่ทำหน้าทะเล้นใส่แวบหนึ่งแล้วสองพ่อลูกก็ยกชามขึ้นกินข้าวคำโต
วันรุ่งขึ้น หลิวจี้ตัดสินใจเด็ดขาด จะทำการใหญ่ต้องกล้าทุ่มเงิน!
เขาใช้เงินหนึ่งร้อยสามสิบตำลึงในอกเสื้อจนเกลี้ยง จ้างชาวบ้านทั้งตรอกหย่งทงให้ตามตนไปที่หน้าประตูวัง
คนนับพัน คุกเข่าลงที่หน้าประตูวัง กินพื้นที่ไปเป็นบริเวณกว้าง
หลิวจี้เป็นแกนนำ มีชาวบ้านตรอกหย่งทงหลายพันคนติดตาม
เสียงตะโกนก้องขอเชิญเทียนโฮ่วขึ้นครองราชย์ดังสนั่นไปทั่วเมืองหลวง แม้แต่ในวังก็ได้ยิน
ซือคงเจี้ยนปรากฏตัวขึ้นด้วยท่าทีดุดัน หิ้วคอเสื้อหลิวจี้ที่กำลังตะโกนอย่างบ้าคลั่งและร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลพรากขึ้นมา
“หลิวจี้ เจ้าบ้าไปแล้วรึ?!” ซือคงเจี้ยนถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ
หลิวจี้ทำสีหน้าโศกเศร้าเคล้าองอาจ “ไม่ ข้าไม่ได้บ้า”
เขาแค่กระหายความก้าวหน้าเหลือเกิน!
ถูกเหล่าทหารลากตัวออกไป แม้เสียงจะแหบแห้งไปนานแล้ว เขาก็ยังคงตะโกน
“ขอเชิญเทียนโฮ่วขึ้นครองราชย์”
เทียนโฮ่วขึ้นครองราชย์!
ขึ้นครองราชย์!
ครองราชย์!
ราชย์!