ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 800 มีความสุขอีกแล้ว
ตอนที่ 800 มีความสุขอีกแล้ว
……………
“ตุบ!” เสียงของหนักตกกระแทกพื้น
หลิวจี้ถูกทหารโยนทิ้งไว้หน้าประตูบ้านตนเองอย่างไร้เยื่อใย
ฉินเหยาที่อยู่ในบ้านได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงรีบพุ่งออกมา ทันเห็นแผ่นหลังของทหารไม่กี่นายกำลังเดินจากไป นางทำท่าจะไล่ตาม
จู่ๆ ต้นขาก็ถูกใครบางคนกอดหมับเข้าให้
พอก้มลงมองก็เห็นหลิวจี้กำลังร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลพราก
เขาเอ่ยเสียงแหบแห้ง เปล่งคำอย่างยากลำบากว่า “อย่า…อย่าตามไป”
คิ้วของฉินเหยาขมวดมุ่น
เห็นเพื่อนบ้านรอบทิศเริ่มชะโงกหน้าออกมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางจึงหิ้วคอคนที่เกาะขาอยู่นั้นกลับเข้าบ้าน
“หลิวจี้ เจ้าไปทำอะไรมา?”
ณ ลานบ้าน ฉินเหยายืนอยู่บนบันไดหน้าโถงหลัก เอ่ยถามเสียงเข้ม
หลิวจี้นั่งอยู่บนพื้นหินในลานฝึกยุทธ์ที่เย็นเฉียบ ยกแขนเสื้อเช็ดน้ำตาที่ไหลพรากเพราะฤทธิ์ผงพริกไทยพลางอธิบายอึกๆ อักๆ
“ก็คือว่า…แบบว่า…ข้าพาคนนับพันคนไปที่หน้าประตูวังเพื่อขอให้เทียนโฮ่วขึ้นครองราชย์ แล้วก็…เป็นอย่างนี้แหละ…”
เห็นสีหน้าของฉินเหยาเปลี่ยนไป หลิวจี้ก็ยิ่งพูดยิ่งร้อนตัว
ศีรษะเอียงลงเล็กน้อย ในใจยังรู้สึกไม่ยอมรับอยู่บ้าง
เขาคิดไม่ตกจริงๆ ว่าทำผิดตรงไหน?
วันนี้คนก็มีแล้ว ความฮึกเหิมก็มีแล้ว ทำไมยังถูกไล่ตะเพิดออกมาอีกเล่า
หลิวจี้กะพริบตาดอกท้อปริบๆ อย่างงุนงง “เมียจ๋า เจ้าว่าข้าทำผิดตรงไหนหรือไม่”
ฉินเหยายืนนิ่งเงียบอยู่นาน
ผ่านไปครู่ใหญ่ นางก็พึมพำเสียงเบาด้วยท่าทีไม่เข้าใจ “หลิวจี้ ข้าอยากจะผ่าสมองเจ้าออกมาดูจริงๆ ว่าโครงสร้างสมองเจ้ามันเติบโตมาอย่างไร ทำไมถึงได้…”
เห็นฉินเหยาเดินเข้ามาหาอย่างเนิบนาบ แถมยังจ้องมองศีรษะเขาขึ้นๆ ลงๆ หลิวจี้ก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ ลองหยั่งเชิงถามเสียงอ่อย “เมียจ๋า?”
ฉินเหยา “เจ้า…”
นางเพิ่งจะอ้าปาก หลิวจี้ก็รีบหลับตาตะโกนลั่น “เมียจ๋า! ข้าผิดไปแล้ว!”
ฉินเหยา “ทำได้ดีมาก!”
หลิวจี้ชะงัก ลืมตาขึ้นมองนางอย่างไม่เข้าใจ
เขาไม่ได้หูฝาดไปใช่หรือไม่
เมียจ๋าบอกว่าเขาทำได้ดี?
งั้นแสดงว่า…นางไม่ได้จะมาเด็ดหัวเขา?
ฉินเหยาดึงหลิวจี้ให้ลุกขึ้นจากพื้นจ้องมองดวงตาที่น้ำตายังไหลไม่หยุดของเขาด้วยแววตาเป็นประกาย ก่อนเอื้อมมือไปบีบแก้มเขา พินิจดูซ้ายขวา
“ยอด…ยอดเยี่ยมมาก” นางเอ่ยชม
หลิวจี้งงหนักเข้าไปอีก ยอดเยี่ยมตรงไหน
ดวงตาที่พร่ามัวไปด้วยน้ำตากะพริบปริบๆ ราวกับสุนัขโง่ตัวหนึ่ง
“ไป ไปวางแผนการใหญ่ที่ห้องข้า” ฉินเหยาจูงเจ้าสุนัขโง่ตัวนี้ ตรงไปยังห้องของตนแล้วยังจัดแจงให้เขานั่งลงบนเก้าอี้ที่ปกตินางนั่ง
การปรนนิบัติเช่นนี้ ในยามปกติหลิวจี้ไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง
เขาตกอยู่ในสภาวะตื่นตระหนกที่ได้รับความโปรดปราน สมองตื้อไปหมดจนกระทั่งฉินเหยายัดผ้าเช็ดหน้าเปียกหมาดๆ สะอาดใส่มือเขา
ฉินเหยา “เช็ดผงพริกไทยบนหน้าเจ้าออกก่อนเถอะ”
“อ้อๆ” หลิวจี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ถึงค่อยได้สติ
ผงพริกไทยพวกนั้นถูกลมพัดไปเกือบหมดแล้ว เหลือติดอยู่เพียงเล็กน้อย เช็ดไม่กี่ทีก็สะอาด แต่ดวงตาทั้งสองข้างเขากลับแดงก่ำจนน่ากลัว
แย่แล้ว หลุดปากพูดไปแล้ว!
พอเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นฉินเหยาที่ยืนอยู่ตรงหน้าแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมาตามคาด
ยึดคติที่ว่าแค่ยอมรับผิดให้ไว หมัดของเมียจ๋าก็จะมาไม่ถึงหน้า หลิวจี้จึงเตรียมจะทรุดตัวลงไปกอดขา
แต่เขานึกไม่ถึงเลยว่า
“ตึง!” เสียงหนักๆ ดังขึ้น หีบไม้หนักอึ้งใบหนึ่งถูกฉินเหยานำมาวางลงตรงหน้า
หลิวจี้ถามอย่างระแวง “นี่คืออะไร”
ฉินเหยาพยักเพยิดให้เขาเปิดดู
หลิวจี้ “ข้าเปิดได้จริงๆ หรือ”
ฉินเหยาอมยิ้ม “เปิดสิ”
หลิวจี้ลอบกลืนน้ำลาย อันที่จริงเขาพอจะเดาได้เลาๆ ว่าในหีบไม้นี้มีอะไร แต่ถ้าไม่ได้เห็นกับตาก็ยังไม่กล้าฟันธง
ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่หลิวจี้มั่นใจได้ นั่นก็คือวันนี้เมียจ๋าจะไม่ซ้อมเขาแล้ว
แถมยังไม่ติดใจเอาความเรื่องที่เขาผลาญเงินหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงไปเปล่าๆ อีกด้วย
ขอแค่ไม่โดนซ้อม หลิวจี้ก็ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้ว
ภายใต้สายตายุยงของฉินเหยา เขาเปิดหีบไม้ที่มีความยาวเท่าแขนคนใบนี้ออก
ธนบัตรที่เรียงซ้อนกันเป็นปึกๆ ปรากฏแก่สายตาของหลิวจี้
ก่อนหน้านี้ เงินที่หลิวจี้เคยเห็นมากที่สุดก็ไม่เกินพันตำลึง
แต่ในหีบใบนี้…มือของเขาสั่นเทา หัวใจเต้นรัว หยิบธนบัตรข้างในออกมานับทั้งหมดสามรอบ มันคือเงินจำนวนหนึ่งแสนตำลึงถ้วน!
“เอื๊อก~”
หลิวจี้กลืนน้ำลายลงคออย่างหมดมาด มองกองธนบัตรตรงหน้าแล้วมองฉินเหยาที่ยังคงนิ่งเฉยเป็นปกติ อดไม่ได้ที่จะถามอย่างสงสัย
“เมียจ๋า เห็นเงินเยอะขนาดนี้ เจ้าไม่มีความรู้สึกอะไรบ้างเลยหรือ”
ฉินเหยายักไหล่ “ไม่มี”
สายตาที่หลิวจี้มองฉินเหยามีความเลื่อมใสเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วนทันที
ฉินเหยากล่าว “นี่คือเงินสดทั้งหมดในมือข้า เจ้าเก็บเอาไว้ก่อน”
หลิวจี้กระเถิบถอยหลังไปหลายก้าวทันควัน “ไม่ๆๆ ให้เมียจ๋าเก็บไว้ดีกว่า”
เขาจะไปกล้าได้ยังไง!
นั่นมันหนึ่งแสนตำลึงเชียวนะ!
ซื้อชีวิตเขาได้ตั้งหลายร้อยชีวิต!
ฉินเหยาปรายตามองอย่างเย็นชา หลิวจี้ถึงได้กดมุมปากที่อยากจะฉีกยิ้มลงแล้วกอดหีบเงินไว้ในมือ
เขารู้ว่า นางต้องมีอะไรจะสั่งแน่จึงก้มหน้าสำรวมท่าที อยู่ในสภาวะพร้อมรับคำสั่ง
การที่ฉินเหยาทนหลิวจี้ได้ก็มีเหตุผลอยู่
เจ้าหมอนี่หัวไว แถมยังรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา
ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ต้องพูดให้มากความ แค่สายตาเดียว เขาก็เข้าใจว่านางต้องการจะทำอะไร
ใช้งานได้คล่องมือมาก
แน่นอนว่า เวลาหาเรื่องใส่ตัวก็น่าซ้อมมากเช่นกัน
แต่ตอนนี้มีเรื่องสำคัญต้องทำ ข้อเสียเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้มองข้ามไปก่อนได้
ฉินเหยากลับไปนั่งที่เก้าอี้ประจำตำแหน่งของตนแล้วกล่าวเสียงขรึม
“แนวคิดของเจ้าถูกต้องแล้ว แต่การที่ไปร้องขอให้เทียนโฮ่วขึ้นครองราชย์แล้วโดนไล่ตะเพิดกลับมาถึงสองครั้งติด แสดงว่าเวทีนี้ยังจัดได้ยิ่งใหญ่ไม่พอ”
หัวใจของหลิวจี้ที่ตายไปแล้วกลับฟื้นคืนชีพอีกครั้ง
เขายินดีปรีดาอย่างยิ่ง “เมียจ๋า ความหมายของเจ้าคือ เอาใหม่อีกรอบ?”
ฉินเหยาพยักหน้า “ใช่ เอาอีกรอบ ทางที่ดีคือให้คนทั้งเมืองหลวงมาร่วมด้วยได้ยิ่งดี”
“ทั้งเมืองหลวง?” หลิวจี้แค่คิดก็รู้สึกใจฝ่อ “พวกเรามีเงินแค่แสนตำลึง นี่มันไม่พอใช้นะ”
“ดังนั้นพวกเราต้องมีพันธมิตรเพิ่ม”
ฉินเหยาสั่งเขา “เจ้าเขียนรายชื่อคนที่พวกเราพอจะใช้สอยได้ในตอนนี้ออกมาก่อน คนที่ใช้เงินจัดการได้ก็ใช้เงินจัดการ คนที่ใช้เงินจัดการไม่ได้ข้าจะไปจัดการเอง!”
ประโยคหลังนี้ ช่างทรงอำนาจเหลือเกิน
หลิวจี้รู้สึกเป็นเกียรติร่วมไปด้วย
สมองแล่นปรู๊ดปร๊าด กล่าวว่า “เมียจ๋ารอสักครู่ ข้าขอคำนวณดูก่อน”
ฉินเหยาพยักหน้า ให้เขาคำนวณในห้องของนางนี่แหละ
“ข้าฝนหมึก เจ้าเขียน”
ตอนนี้หลิวจี้รู้สึกว่าตัวเองมีความสุขอีกแล้ว
วางหีบเงินไว้ด้านข้าง นั่งลงกางกระดาษ จรดพู่กันเริ่มคำนวณลงบนกระดาษ
ในเมื่อจะระดมคนทั้งเมืองก็ต้องรู้ว่าในเมืองหลวงมีประชากรอยู่เท่าไหร่กันแน่
ในจำนวนนั้นเป็นขุนนางเท่าไหร่ เป็นชาวบ้านเท่าไหร่
พวกไหนที่ไม่ต้องใช้เงิน พวกไหนที่จำเป็นต้องใช้เงินและการใช้เงิน ต้องใช้เท่าไหร่ ใช้อย่างไร
ข้อมูลกองโตขนาดนี้หากจะรวบรวมออกมา ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ฉินเหยาแค่ลองนึกดูก็ไม่รู้จะเริ่มคำนวณจากตรงไหน แต่พอหลิวจี้ได้จรดพู่กันก็เริ่มเขียนอย่างบ้าคลั่ง
ไม่กี่นาทีก็ใช้กระดาษหยาบไปหนึ่งแผ่น เติมข้อมูลช่วงตัวเลขลงบนหน้ากระดาษว่างคร่าวๆ
ฉินเหยามองอยู่ข้างๆ ในใจก็คิด นี่มันเครื่องคิดเลขรูปร่างมนุษย์ชัดๆ