ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 801 หากได้ดี
ตอนที่ 801 หากได้ดี
……………
หนึ่งชั่วยามผ่านไป
หลิวจี้วางพู่กัน กางบัญชีรายชื่อที่เขียนไว้อย่างละเอียดลงบนโต๊ะแล้วให้ฉินเหยาดู
บนนั้นเขียนจำนวนประชากรคร่าวๆ ของเมืองหลวง น่าจะมีราวสองแสนคน
หากต้องการสร้างเวทีงิ้วโรงใหญ่ อย่างน้อยต้องมีคนเข้าร่วมเกินกว่าครึ่ง ถึงจะเรียกว่าใหญ่
นั่นก็คือ จำนวนคนที่ต้องระดมมา ต้องมีมากกว่าหนึ่งแสนคน
ดังนั้น หลังจากตัดพวกตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่คอยขัดแข้งขัดขาเทียนโฮ่วมาตลอดออกไปแล้ว คนที่เหลือที่พอจะระดมพลได้มีเพียงเจ็ดส่วนเท่านั้น
ในเจ็ดส่วนนี้ หลิวจี้วงกลมชื่อคนสองคนไว้เป็นพิเศษ
คนหนึ่งคือองค์หญิงใหญ่ไป๋หลี่หนีหวง เพียงแค่เกลี้ยกล่อมนางได้ มีรับสั่งจากองค์หญิงใหญ่ลงมาก็สามารถระดมขุนนางกว่าค่อนเมืองหลวงได้แล้ว
มิหนำซ้ำ องค์หญิงใหญ่ยังมีกองกำลังรักษาการณ์ที่ตำหนักชานเมืองอีกสองหมื่นนายที่สามารถเรียกใช้ได้รวมๆ กันแบบนี้ ห้าหมื่นคนได้มาแน่นอน
อีกคนหนึ่งคือหลูเสี่ยวเฟิ่ง
หลิวจี้รู้ว่าน้องเล็กคนนี้ยังมีพรรคพวกคุณหนูคุณชายเสเพลที่ชอบดูเรื่องสนุกและไม่กลัวเรื่องใหญ่
ขอแค่เกลี้ยกล่อมให้คุณชายพวกนี้ช่วยปลุกระดมชาวบ้านในเมืองก็จะสามารถลากคนออกมาได้ง่ายๆ แปดเก้าหมื่นคน
บวกกับคนคุ้นเคยอย่างหวังจิ่น ผู้ตรวจการฉี นายท่านติงและพวกพ้อง เวทีงิ้วโรงใหญ่ก็สร้างเสร็จได้อย่างง่ายดาย
ฉินเหยาฟังจบก็พึงพอใจกับแผนปฏิบัติการนี้มาก
“องค์หญิงใหญ่ข้าจัดการเอง เจ้าเอาเงินไปหาพวกหลูเสี่ยวเฟิ่ง หวังจิ่นและนายท่านติงพวกนั้น”
หลิวจี้กอดหีบเงินด้วยความตื่นเต้น ไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่ครู่เดียว พุ่งตัวออกจากบ้านไป
จะทำการใหญ่ ต้องรู้จักฉกฉวยโอกาส
หลิวจี้ออกจากบ้าน มุ่งตรงไปยังโรงน้ำชาที่ริมฝั่งคลองคูเมือง ดักจับหลูเสี่ยวเฟิ่งที่กำลังคุยโวโอ้อวดกับคนอื่นอยู่ได้อย่างแม่นยำ
“พี่ใหญ่ ท่านมาได้อย่างไร” หลูเสี่ยวเฟิ่งประหลาดใจมาก
นับตั้งแต่ครั้งก่อนที่ตีฆ้องร้องป่าวไปแสดงความยินดีที่หลิวจี้สอบได้จิ้นซื่อ แต่กลับถูกซ้อมจนน่วมหลูเสี่ยวเฟิ่งก็ไม่ได้ไปหาพี่ใหญ่ของเขามาห้าเดือนเต็มๆ แล้ว
แต่จะบอกว่าหลูเสี่ยวเฟิ่งไม่อยากเจอพี่ใหญ่อีกแล้ว นั่นก็เป็นเรื่องโกหก เพียงแต่เขาลั่นวาจาเด็ดขาดออกไปแล้ว เพื่อไม่ให้คนหัวเราะเยาะจึงจำใจต้องทำปากเก่ง
ตอนนี้พอเห็นหลิวจี้ถึงกับมาหาตนที่โรงน้ำชาด้วยตัวเอง เปลือกแข็งที่หลูเสี่ยวเฟิ่งสร้างขึ้นก็พังทลายลงทันที
ยังไม่ทันที่หลิวจี้จะเอ่ยปาก เขาก็โผเข้ากอดพี่ใหญ่แล้วร้องไห้โฮ
หลิวจี้รำคาญจะตาย รีบผลักคนออกจากตัว ลากไปในที่ลับตาคน
หลิวจี้บีบไหล่หลูเสี่ยวเฟิ่งแน่นกล่าวกับเขาด้วยสีหน้าจริงจังว่า
“น้องเฟิ่ง วันนี้พี่ใหญ่จะมอบความมั่งคั่งล้นฟ้าให้เจ้า!”
หลูเสี่ยวเฟิ่งที่อุตส่าห์กลั้นน้ำตาได้แล้ว พอได้ยินดังนั้น น้ำตาแห่งความซาบซึ้งก็ไหลพรากออกมาอีกสองหยด
เด็กหนุ่มคว้าแขนพี่ใหญ่ไว้แน่น ไม่ถามด้วยซ้ำว่าเป็นความมั่งคั่งแบบไหนก็พยักหน้าหงึกหงักอย่างหนักแน่น
“หากพี่ใหญ่มีคำสั่ง น้องเล็กก็ยินดีทำตามบัญชา!”
อย่างไรเสียเขาก็รู้ว่า พี่ใหญ่ไม่มีทางทำร้ายเขาแน่
หลิวจี้แทบไม่ต้องออกแรงอะไรก็สามารถระดมพลขุนพลเอกอย่างหลูเสี่ยวเฟิ่งได้สำเร็จ
ควักเงินสิบเหวินจากเงินหนึ่งแสนตำลึงมาซื้อซาลาเปาไส้เนื้อสองลูก พี่น้องแบ่งกันกินคนละลูก หลูเสี่ยวเฟิ่งก็แทบอยากจะบุกน้ำลุยไฟแทนพี่ใหญ่แล้ว
อะไรนะ?
พี่ใหญ่ท่านบอกว่าจะปลุกระดมชาวบ้านทั้งเมืองหลวงไปสร้างเวทีงิ้วเชิญเทียนโฮ่วขึ้นครองราชย์?
หลูเสี่ยวเฟิ่งอึ้งไปเพียงครู่เดียวก็ประสานมือคารวะอย่างไหลลื่น “พี่ใหญ่ หากได้ดี อย่าลืมกันนะ!”
หลูเสี่ยวเฟิ่งไปหาพวกเพื่อนกินเพื่อนเที่ยว ตั้งใจจะใช้วิธีทั้งขู่ทั้งปลอบ ช่วยพี่ใหญ่ผลาญธนบัตรในมือให้เกลี้ยง
ส่วนหลิวจี้ก็อาศัยช่วงฟ้ามืดโยนจดหมายเข้าไปในบ้านของนายท่านติงและผู้ตรวจการฉีตามลำดับ
ในนั้นเขียนเนื้อหาเหมือนกันเปี๊ยบว่า เวทีใหญ่เชิญเทียนโฮ่วขึ้นครองราชย์ อยากก้าวหน้าก็มาสิ!
นายท่านติงตาค้าง ถือจดหมายกระวนกระวายใจอยู่ทั้งคืน
ส่วนผู้ตรวจการฉีโกรธจนอยากจะทุบกำแพงข้างบ้านทิ้ง ในใจด่าทอด้วยความคับแค้น ลูกไม้บังคับขืนใจ ลงมือก่อนค่อยรายงานนี่อีกแล้ว
ไม่มีโอกาสให้เขาปฏิเสธเลยสักนิด
ขึ้นเรือโจรมาแล้วครั้งหนึ่งก็อย่าหวังจะได้ลงอีกเลย
หลิวจี้งานยุ่งตลอดทั้งวัน เลือกปิดทองหลังพระ มุดรูสุนัขหลบเลี่ยงการตรวจตรายามวิกาลในช่วงกลางดึกจึงกลับมาถึงบ้าน
พอมาถึงหน้าห้องของเมียจ๋า มองเข้าไป ในห้องไม่มีคน
หลิวจี้ก็ไม่กังวล คิดว่าคืนนี้เมียจ๋าคงจะค้างที่จวนองค์หญิงใหญ่
อ้อ ไม่สิ ตอนนี้ต้องเรียกว่าองค์หญิงใหญ่พิทักษ์แคว้น
ราชทินนามที่ได้รับพระราชทานหลังจากฮ่องเต้พระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์
หลิวจี้วางใจในฝีมือการต่อสู้ของเมียจ๋าตัวเองมาก
เขาทำท่าทางที่เคยบังเอิญเห็นฉินเหยาทำให้ลูกๆ ส่งให้ห้องนอนที่ว่างเปล่า…ทำท่ามินิฮาร์ท
จากนั้นก็สะบัดผมหน้าม้าทีหนึ่งแล้วกลับห้องไปนอน
ในเวลาเดียวกันทางฝั่งจวนองค์หญิงใหญ่พิทักษ์แคว้น
องค์หญิงใหญ่ที่เพิ่งสะสางราชกิจเสร็จ อาบน้ำชำระกายสะอาดสะอ้านเอนตัวลงนอนเตรียมพักผ่อน โบกมือไล่พวกนางกำนัลที่คอยปรนนิบัติออกไปแล้วเดินเข้าสู่ตำหนักชั้นในด้วยความผ่อนคลาย
ราชบุตรเขยพาพวกเด็กๆ กลับไปเยี่ยมปู่ย่าที่บ้านเกิดเมืองหลงหยาง พ่อบ้านจินหยวนเหนียงกลัวองค์หญิงใหญ่จะเหงาในยามค่ำคืนจึงจงใจจัดอาจารย์สอนฉินมาอยู่เป็นเพื่อน
เสียงฉินแว่วหวานดังออกมาจากตำหนักชั้นใน เป็นบทเพลงพรรณนาถึงคนรักที่อยากพบแต่ไม่อาจพบ
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ หูขององค์หญิงใหญ่กระดิกเล็กน้อย ยังได้ยินเสียงสั่นเครือจากสายฉินหลงเหลืออยู่
ลำพังยุ่งกับราชกิจมาทั้งวันก็หงุดหงิดพอแล้ว
อุตส่าห์จะได้พักผ่อนนอนหลับ ยังต้องมาฟังเพลงโศกเศร้าเคล้าน้ำตาแบบนี้อีก
อารมณ์สุนทรีย์ที่เพิ่งก่อตัวขึ้นขององค์หญิงใหญ่มลายหายไปทันที
นางก้าวเท้าข้ามฉากกั้นเข้าไป กำลังจะเอ่ยปากไล่อาจารย์สอนฉินพลันก็เหลือบไปเห็นคนผู้หนึ่งสวมหมวกที่มีผ้าคลุมหน้ายาวนั่งอยู่บนตั่งนุ่มตรงหน้าอาจารย์สอนฉิน
ในมือถือกระบี่สำริดทองคำของสะสมของนาง ปลายกระบี่ชี้ไปที่อาจารย์สอนฉิน แผ่รังสีอำมหิตเย็นยะเยือก
หัวใจขององค์หญิงใหญ่กระตุกวูบ แต่ก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว
“ผู้มาเยือนคือใคร” นางตวาดถามเสียงเกรี้ยว
หางตาก็เหลือบมองหาทางหนีทีไล่ไว้แล้ว
เสียงฉินหยุดชะงัก อาจารย์สอนฉินร้องเสียงสั่น “องค์หญิงช่วยข้าด้วย”
ทันใดนั้น กระบี่ที่ชี้ไปที่เขาก็ถูกเก็บกลับไป
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังออกมาจากใต้หมวกผ้าคลุมหน้ายาวนั้น “หม่อมฉันมาไม่ถูกจังหวะ รบกวนอารมณ์สุนทรีย์ขององค์หญิงเสียแล้ว”
แววตาขององค์หญิงใหญ่แข็งกร้าว “ฉินเหยา เป็นเจ้าเองรึ”
หมวกที่มีผ้าคลุมหน้าถูกถอดออก เผยให้เห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของฉินเหยา
นางกวาดตามองอาจารย์สอนฉินผู้มีรูปโฉมงดงามผู้นั้นแวบหนึ่งแล้วกล่าวขออภัยว่า “หม่อมฉันแค่ตั้งใจจะมานั่งรอองค์หญิงที่นี่ นึกไม่ถึงว่าเขาจะเข้ามาก็เลยเผลอทำเขาตกใจไปหน่อยเพคะ”
องค์หญิงใหญ่ถอนหายใจอย่างโล่งอกชัดเจน โบกมือเป็นสัญญาณให้อาจารย์สอนฉินถอยออกไป
อาจารย์สอนฉินยังคงมึนงง “องค์หญิง?”
องค์หญิงใหญ่น้ำเสียงเย็นชา “ออกไป!”
แต่พอเห็นอาจารย์สอนฉินทำหน้าตาตัดพ้อ องค์หญิงใหญ่ก็กุมขมับอย่างกลัดกลุ้ม
นางปรับสีหน้าให้อ่อนโยนลงเล็กน้อยแล้วกำชับเสียงนุ่มนวลว่า
“เจ้ากลับไปก่อน จำไว้ว่าเรื่องที่ไม่ควรพูดอย่าได้พูดพล่อยๆ”
อาจารย์สอนฉินจึงมองฉินเหยาที่ทำให้ตนตกใจแทบตายแล้วมององค์หญิงใหญ่ที่แม้น้ำเสียงจะอ่อนลง แต่แววตากลับเย็นชาเฉียบขาดก็สูดลมหายใจลึก ข่มอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดลงไป
เขาคารวะ หยิบฉินแล้วถอยออกไป
ฉินเหยาเอ่ยแซว “องค์หญิง พระองค์นี่ก็อ่อนโยนเหมือนกันนะเพคะ”
องค์หญิงใหญ่ไม่สบอารมณ์กับการผลุบๆ โผล่ๆ ของนางนัก สีหน้าอ่อนโยนเลือนหาย ถามอย่างไร้อารมณ์ว่า
“ตกลงเจ้าต้องการจะทำอะไรกันแน่”
ฉินเหยายิ้มบางๆ ภายใต้สายตาระแวดระวังขององค์หญิงใหญ่ นางขยับเข้าไปใกล้แล้วกระซิบกระซาบอยู่พักหนึ่ง
ครู่ต่อมา แววตาขององค์หญิงใหญ่เต็มไปด้วยความทึ่ง
สองผัวเมียฉินเหยาและหลิวจี้นี่ คิดวิธีการดำเนินการแบบนี้ออกมาได้อย่างไรกัน