ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 802 แต่งตั้งเซี่ยนจวิน
ตอนที่ 802 แต่งตั้งเซี่ยนจวิน
……………
รัชศกหยวนชูปีที่หนึ่ง วันที่สิบห้าเดือนสิบท้องฟ้าแจ่มใส ปราศจากเมฆหมอก
พงศาวดารบันทึกไว้ว่า หลิวจี้ จิ้นซื่อจากอำเภอไคหยางจังหวัดจื่อจิง เป็นผู้นำราษฎรในเมืองหลวงราวเก้าหมื่นคนรวมตัวกันเดินขบวนถวายฎีกาเรียกร้องให้เทียนโฮ่วขึ้นครองราชย์
ตามมาด้วยองค์หญิงใหญ่พิทักษ์แคว้น คณะทูตานุทูตจากแคว้นต่างๆ และขุนนางทั้งราชสำนัก
ผู้คนกว่าแสนคนเกือบครึ่งเมืองหลวงมารวมตัวกันที่หน้าวังหลวง โดยมีหลิวจี้จิ้นซื่ออำเภอไคหยางเป็นแกนนำ กราบทูลวิงวอนขอให้เทียนโฮ่วเสด็จขึ้นครองราชย์
ฮ่องเต้หยวนชูทรงทราบข่าวก็เสด็จมา ทรงถ่อมตัว ขอสละราชสมบัติลดขั้นเป็นเสียนอ๋อง ถวายราชบัลลังก์ให้แก่พระมารดาเทียนเซิ่งหมู่
เทียนโฮ่วทรงปฏิเสธถึงสามครั้งสามคราติด แต่ก็ไม่อาจขัดต่อความปรารถนาของราษฎรแคว้นเซิ่งได้
ด้วยเหตุนี้ในวันที่หนึ่งเดือนสิบเอ็ดจึงตั้งแท่นบูชาฟ้า สวมชุดคลุมมังกรขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้
ทรงพระนามว่าจักรพรรดิจื่อเวย เปลี่ยนชื่อรัชศกป็นซางสวี
……
รัชศกซางสวีปีที่หนึ่ง เดือนสิบสอง
ตรงกับช่วงฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ จักรพรรดิจื่อเวยทรงออกพระราชโองการใหม่หลายฉบับติดต่อกัน
ประการที่หนึ่ง แก้ไขกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์
นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หากสามีเสียชีวิตให้ภรรยาสืบทอดตำแหน่ง หากฮ่องเต้ไร้ภรรยาจึงให้บุตรธิดาสืบทอดตามลำดับอาวุโสและศักดิ์ฐานะบุตรภรรยาเอกหรืออนุภรรยา
ประการที่สอง เปิดสอบขุนนางหญิง
นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ราษฎรแคว้นเซิ่งทุกคน ไม่ว่าบุรุษหรือสตรี ผู้ที่ไม่เคยกระทำความผิดร้ายแรงล้วนสามารถเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ เข้ารับราชการเป็นขุนนางได้
ประการที่สาม เพิ่มศักดินาเสียนอ๋อง กินเมืองสองพันครัวเรือน พระราชทานให้สร้างจวนเสียนอ๋อง
ประการที่สี่ซึ่งเป็นพระราชโองการฉบับสุดท้าย
องค์หญิงใหญ่เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมและความปรีชาสามารถ เก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊ อีกทั้งยังสร้างความชอบทางการทหารอันยิ่งใหญ่ให้แก่แคว้นเซิ่ง นับเป็นขุนนางที่มีความชอบในการก่อตั้งแคว้น
บัดนี้ตามความประสงค์ของปวงชน ขุนนางทั้งหลายได้ร่วมลงชื่อทูลขอให้แต่งตั้งองค์หญิงใหญ่เป็นรัชทายาทและราชบุตรเขยเป็นพระสวามีในรัชทายาท
จักรพรรดิจื่อเวยทรงอนุญาตแล้ว
พระราชทานให้พำนัก ณ ตำหนักบูรพา แต่งตั้งไป๋หลี่เม่าหมิง บุตรชายคนรองของรัชทายาทและพระสวามีในรัชทายาทให้เป็นหวงไท่ซุน
พระราชโองการของจักรพรรดิจื่อเวยถูกประกาศออกมาอย่างต่อเนื่อง ราษฎรในเมืองหลวงที่ได้รับทราบข่าวต่างพากันตื่นเต้นดีใจ
“ท่านอาจารย์! ท่านอาจารย์!”
อินเยว่ตะโกนเรียกด้วยความยินดี ย่ำหิมะพุ่งพรวดพราดเข้ามาในประตูเรือน
ยังไม่ทันจะเข้าห้องโถงหลักไปพบคนก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะและตะโกนเสียงดังว่า “สตรีก็สอบเคอจวี่ได้แล้วเจ้าค่ะ!”
ฉินเหยาที่กำลังผิงไฟอยู่ในโถงจนเกือบเคลิ้มหลับไปลืมตาขึ้น
ลมหนาวพัดวูบเข้ามา ม่านประตูถูกเลิกขึ้น อินเยว่ที่หน้าแดงระเรื่อวิ่งเหยาะๆ เข้ามา อุ้มซื่อเหนียงที่นอนหลับสัปหงกคอพับอยู่ข้างกายท่านแม่ขึ้นมาทันที
“ซื่อเหนียง วันหน้าเจ้าต้องตั้งใจเล่าเรียนหนังสือ สอบเข้ารับราชการนะ ศิษย์พี่ฝากความหวังไว้ที่เจ้าแล้ว!” อินเยว่กล่าวอย่างตื่นเต้น
ซื่อเหนียงถูกเขย่าตัวตื่นกะทันหัน ยังคงงุนงงอยู่บ้าง
นิ่งไปครู่หนึ่ง ถึงได้ฉีกยิ้มซื่อๆ “ศิษย์พี่เยว่ ข้ากำลังฝันอยู่หรือ ในฝันสตรีสอบเคอจวี่ได้ด้วยหรือ”
อินเยว่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ดีดหน้าผากเด็กหญิงตัวน้อยเบาๆ “เจ้าตื่นเร็วเข้า ข้าพูดเรื่องจริง ไม่ใช่ความฝัน นโยบายใหม่เพิ่งประกาศออกมา ต่อไปสตรีก็สอบเคอจวี่ได้ เข้าวังเป็นขุนนางหญิงได้แล้ว!”
คราวนี้ซื่อเหนียงตื่นเต็มตาแล้วจริงๆ นางร้อง “อ้า!” ด้วยความตกใจแล้วลุกขึ้น ถามย้ำอย่างไม่เชื่อหูว่า “ศิษย์พี่เยว่ ท่านอย่าได้หลอกข้านะ”
“ไม่ได้หลอกเจ้า” อินเยว่ยกมือชี้ไปทางถนนนอกประตู “ประกาศเพิ่งติดเมื่อครู่ อยู่ตรงย่านซุ้มประตูเมืองโน่น ถ้าไม่เชื่อศิษย์พี่จะพาเจ้าไปดู”
ซื่อเหนียงพยักหน้าทันที บอกว่าจะไปดู
“ไปด้วยกันสิ” ฉินเหยาเลิกผ้านวมบางบนตักออก ลุกขึ้นยิ้มกล่าว
อาวั่ง เอ้อร์หลางและซานหลางที่ได้ยินเสียงรีบมาที่ห้องโถงหลัก รีบตามไปทันที
ส่วนหลิวจี้นั้นไม่อยู่ เขาถูกเรียกตัวเข้าวังไปตั้งแต่เช้าตรู่ก็ไม่รู้ว่าสวีเหวินชิงต้องการจะทำอะไรกับเขา
แต่ฉินเหยาคาดเดาว่า น่าจะเป็นการตอบแทนขุนนางที่มีความชอบอันดับหนึ่งในการสร้างเวทีงิ้วโรงใหญ่ให้สวีเหวินชิงได้ขึ้นครองราชย์
ทั้งครอบครัวมาถึงย่านซุ้มประตู ที่กระดานประกาศมีผู้คนมุงดูความครึกครื้นล้อมรอบอยู่หนึ่งวงแล้ว
อาวั่งกับอินเยว่ช่วยกันแหวกทาง พาเจ้าตัวเล็กทั้งสามเบียดเข้าไปอยู่หน้าสุดได้สำเร็จ
ซื่อเหนียงตัวเตี้ยจึงยื่นมือให้ท่านอาอาวั่งอุ้มตัวเองขึ้น
ซานหลางก็ออดอ้อนจะให้อุ้มบ้าง แต่น่าเสียดายถูกเอ้อร์หลางส่งเสียงชิใส่ไล่กลับไป
แต่ถึงอย่างไรก็เป็นน้องชายแท้ๆ ของตน ต่อให้โง่ก็ต้องตามใจ
เอ้อร์หลางจึงเขย่งเท้า อ่านไปพลางเล่าให้ซานหลางที่กำลังร้อนใจฟังไปพลาง
เป็นจริงอย่างที่อินเยว่พูด ต่อไปไม่ว่าชายหรือหญิงล้วนสามารถเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ได้
มิหนำซ้ำยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่อินเยว่ไม่ได้พูดถึง
รัชทายาททรงเปลี่ยนสำนักศึกษาสตรีเป็นสำนักศึกษาสตรีหลวง วันหน้าบรรดานักเรียนหญิงในสังกัดสำนักศึกษาสตรี หากมีผู้ที่ทำผลการเรียนดีเยี่ยม จะได้รับการคัดเลือกเป็นกรณีพิเศษให้เข้ารับราชการ
“สำนักศึกษาสตรี?” ซานหลางพึมพำ ดวงตาพลันเป็นประกาย ดึงแขนเสื้อเอ้อร์หลางแล้วถามอย่างตื่นเต้น
“พี่รอง ซื่อเหนียงใช่…ใช่หรือไม่…”
เอ้อร์หลางหัวเราะเยาะ “ทำไมเจ้าถึงติดอ่างขึ้นมาได้ ใช่แล้ว สำนักศึกษาสตรีที่ซื่อเหนียงเรียนอยู่ก็คือสำนักศึกษาสตรีหลวงบนประกาศนั่นแหละ”
ซานหลางพยักหน้าหงึกหงัก เขาอยากจะพูดแบบนี้แหละ ยังคงเป็นพี่รองที่เข้าใจเขา
“เช่นนั้นซื่อเหนียงต่อไปก็เป็นขุนนางได้หรือ” อาวั่งถามด้วยความยินดีระคนประหลาดใจ
เอ้อร์หลางพยักหน้า “หากเป็นไปตามประกาศ ซื่อเหนียงอยู่ที่สำนักศึกษาสตรี ขอเพียงทำผลงานได้ดีเยี่ยมก็จะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นกรณีพิเศษให้เป็นขุนนางหญิง”
หากนางอายุน้อยกว่านี้สักสิบปี นางจะต้องมุมานะตั้งใจเรียนอย่างหนัก สอบเคอจวี่ เป็นขุนนางหญิงให้จงได้
“ท่านแม่” ซื่อเหนียงกอดแขนฉินเหยาแน่น กล่าวอย่างวาดฝัน “ต่อไปข้าจะเป็นผู้ตรวจการหญิง! กำจัดขุนนางฉ้อฉลให้หมดสิ้น ทำเพื่อราษฎร”
ฉินเหยาบีบแก้มที่แดงระเรื่อเพราะความหนาวหรือความตื่นเต้นก็ไม่รู้ของเด็กหญิงตัวน้อยด้วยความปลื้มใจ “ได้ แม่เชื่อว่าซื่อเหนียงจะต้องสมปรารถนาอย่างแน่นอน”
ฉินเหยาเงยหน้ามองประกาศแผ่นนั้น ตัวอักษรสีดำบนกระดาษสีขาว เขียนไว้อย่างชัดเจน
สวีเหวินชิง เจ้ามันแน่มาก!
อีกฝ่ายดูเหมือนจะได้ยินเสียงในใจของฉินเหยา
ครอบครัวกลับถึงบ้านอย่างมีความสุข เท้าหน้าเพิ่งจะก้าวข้ามธรณีประตู เท้าหลังก็ตามมาด้วยขบวนข้ารับใช้ในวังที่ขี่ม้าชูราชโองการไว้เหนือหัว มุ่งหน้ามาแล้ว
พวกเขาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบ้านฉินเหยาอย่างพอดิบพอดี
ขุนนางหญิงที่เป็นผู้นำขบวนร้องตะโกนก้อง “คนตระกูลหลิวรับราชโองการ!”
พวกฉินเหยาต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทั้งตกใจและดีใจ
ชั่วชีวิตเพิ่งเคยเจอเรื่องแบบนี้เป็นครั้งแรกจึงไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไรดี
ยังดีที่อาวั่งมีความรู้กว้างขวาง รีบไปยกโต๊ะเครื่องเซ่นมา วางผลไม้สดและกระถางกำยานแล้วคุกเข่าลงก่อนเป็นคนแรกเพื่อทำให้ดูเป็นตัวอย่าง
อินเยว่รีบพาเด็กๆ คุกเข่าลงอย่างนอบน้อมเช่นกัน
พอถึงตาฉินเหยา ขุนนางหญิงผู้นำขบวนก็รีบเสริมขึ้นมาว่า “มีพระราชกระแสรับสั่ง ให้ฉินเหยายืนรับราชโองการได้”
ฉินเหยาพยักหน้า ยืนอยู่หน้าสุด ส่งยิ้มบางๆ ให้ขุนนางหญิงคนสวยคนนั้นอย่างมีมารยาท
ขุนนางหญิงที่มีสีหน้าเคร่งขรึมกลับตอบรับนางด้วยการพยักหน้าให้เบาๆ แล้วเริ่มอ่านราชโองการ
คำเกริ่นนำที่สวยหรูฟูฟ่องพวกนั้น ฉินเหยาปล่อยผ่านหูไปทันที เลือกฟังเฉพาะใจความสำคัญ
“…แต่งตั้งหลิวจี้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหวงเฉิงซือ ดูแลความปลอดภัยในวัง รักษาการณ์รอบที่พัก สืบหาข่าวกรอง กินเบี้ยหวัดขั้นห้าชั้นเอก”
“แต่งตั้งภรรยาของหลิวจี้ฉินซื่อนามฉินเหยาขึ้นเป็นเซี่ยนจวินขั้นห้า พระราชทานอดีตจวนเว่ยกั๋วกงทางทิศตะวันออกหนึ่งหลัง จอกแก้วหลิวหลีสี่ใบ ผ้าแพรพรรณและผ้าไหมเนื้อดีอย่างละหนึ่งร้อยพับ ชุดเครื่องยศฮูหยินตราตั้งหนึ่งชุด เครื่องประดับมุกหนึ่งชิ้น เข็มขัดหยกหนึ่งเส้น กวานหนึ่งหัว อีกทั้งยังมีที่นาหลวงหนึ่งแห่ง ทองคำห้าพันตำลึง เงินสองหมื่นตำลึง ข้าวสารไข่มุกอันเป็นเครื่องบรรณาการห้าร้อยจิน อัญมณีถู่หลัวห้าเม็ด ไข่มุกหยกขาวอันเป็นเครื่องบรรณาการจากเป่ยไห่หนึ่งโต่ว…”
เห็นชัดว่าคนที่ได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางคือหลิวจี้ แต่ของดีทั้งหมดกลับพระราชทานให้ภรรยาของเขา
อีกทั้งของพระราชทานยังมีมากมายมูลค่ามหาศาลจนทำให้คนต้องเดาะลิ้นด้วยความอัศจรรย์ใจ
หากไม่รู้คงคิดว่าที่แต่งตั้งไม่ใช่เซี่ยนจวิน แต่เป็นองค์หญิง
ต่อให้เป็นองค์หญิงแห่งราชวงศ์เซิ่งนี้ก็ยังไม่ได้ของพระราชทานมากเท่านี้เลย
ขุนนางหญิงอ่านรวดเดียวอยู่สองเค่อจึงอ่านของพระราชทานชิ้นสุดท้ายจบ
อาจจะเป็นเพราะใช้ลมปราณนานเกินไป หลังจากอ่านรายชื่อของพระราชทานยาวเหยียดนั่นจบ ขุนนางหญิงก็ถึงกับหายใจหอบถี่ ต้องสูดลมหายใจลึกๆ ติดกันหลายเฮือก ถึงจะปรับลมหายใจให้เป็นปกติได้