ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 803 ข้าจะไปเที่ยวรอบโลก
ตอนที่ 803 ข้าจะไปเที่ยวรอบโลก
……………
ฉินเหยาไม่ได้อยากจะหัวเราะ แต่ตอนที่ข้ารับใช้ในวังยกของรางวัลเหล่านั้นมาให้ดูทีละชิ้นต่อหน้านาง นางก็กลั้นมุมปากที่กระตุกยิ้มขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งไม่อยู่จริงๆ
ฉินเหยาสาบาน นับจากวันนี้ไป สวีเหวินชิงก็คือพี่น้องต่างพ่อต่างแม่ที่ดีที่สุดของนาง!
วันหน้าหากใครกล้ารังแกสวีเหวินชิง นางจะจัดการมันเอง!
ขุนนางหญิงกล่าวแสดงความยินดีไปพลาง ส่งมอบราชโองการใส่มือฉินเหยาอย่างนอบน้อม
เพราะของรางวัลอันมากมายมหาศาลนี้ ขุนนางหญิงจึงอดไม่ได้ที่จะลอบมองฉินเหยาเพิ่มอีกสองสามแวบ
นางสงสัยเหลือเกินว่า สตรีที่ได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาทถึงเพียงนี้ จะมีรูปโฉมเป็นอย่างไร จะงดงามปานเทพธิดาหรือไม่
ทว่า ฉินเหยานับได้เพียงว่ามีหน้าตาเกลี้ยงเกลาหมดจดเท่านั้น ทำให้นางต้องผิดหวังเสียแล้ว
แต่ขุนนางหญิงคิดว่า ฉินเซี่ยนจวินที่ฝ่าบาททรงโปรดปรานเช่นนี้ ย่อมต้องมีจุดเด่นที่เหนือกว่าผู้อื่น
เพียงแต่นางตาถั่วเองจึงยังมองไม่เห็นในตอนนี้เท่านั้น
ขุนนางหญิงยอบกายคารวะฉินเหยาอย่างนอบน้อมอีกครั้ง เมื่อภารกิจเสร็จสิ้นจึงนำขบวนคนในวังกลับไปรายงานผล
เมื่อพวกนางจากไป เพื่อนบ้านต่างก็พากันเข้ามาแสดงความยินดีกับฉินเหยาถ้วนหน้า
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังก็มาด้วย โดยมีสาวใช้คอยประคอง นางเดินดูของพระราชทานที่วางกองอยู่ในลานบ้านซึ่งยังเก็บกวาดไม่ทันนั้นจนครบทุกชิ้น
ยิ่งดูก็ยิ่งตื่นตะลึง ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกโชคดีที่บ้านตนรีบหมั้นหมายกับบ้านฉินเหยาไว้แต่เนิ่นๆ
มิเช่นนั้น หากรอให้นายท่านหลิวได้เลื่อนตำแหน่ง ลูกชายหัวทึ่มของนางเกรงว่าจะเอื้อมไม่ถึงเสียแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังอาศัยอยู่ในเมืองหลวงมาค่อนชีวิตเคยได้ยินราชโองการพระราชทานรางวัลมาสารพัดรูปแบบ
แต่ไม่ว่าจะเป็นราชวงศ์ก่อนหรือราชวงศ์ปัจจุบัน ที่พระราชทานแก่เซี่ยนจวิน ไม่เคยมีใครได้รับมากมายหรูหราเท่าฉินเหยามาก่อน
เรื่องที่หลิวจี้นำชาวบ้านครึ่งเมืองไปที่หน้าประตูวังเพื่อทูลเชิญให้เทียนโฮ่วขึ้นครองราชย์นั้น ตอนนี้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวงแล้ว
ตั้งแต่เทียนโฮ่วกลายเป็นจักรพรรดิจื่อเวย ทุกคนก็เดาได้ว่าหลิวจี้ จิ้นซื่อตัวเล็กๆ ที่เมื่อก่อนไม่มีใครรู้จักผู้นี้กำลังจะได้ดิบได้ดี
ใครบ้างจะไม่รู้ว่า หวงเฉิงซือรับคำสั่งจากฮ่องเต้เพียงผู้เดียว?
ผู้บัญชาการแม้จะเป็นเพียงขุนนางขั้นห้า แต่กุมอำนาจที่แท้จริง ทั้งยังควบคุมเครือข่ายข่าวกรองของแคว้นเซิ่ง ขุนนางในเมืองหลวงใครบ้างจะไม่เกรงใจเขาสักสามส่วน
นี่สิถึงจะเรียกได้ว่าเป็นขุนนางคนสนิทของโอรสสวรรค์ตัวจริง รุ่งโรจน์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ส่วนหวังจิ่นหลานชายนาง แม้จะเป็นขุนนางขั้นห้าเหมือนกัน แต่เมื่อเทียบกับผู้บัญชาการหวงเฉิงซือผู้นี้แล้ว คงห่างชั้นกันประมาณฉินเซี่ยนจวินหนึ่งคนกระมัง
ก่อนหน้านี้ฮูหยินผู้เฒ่าหวังพอจะได้ยินความลับที่พูดไม่ได้บางอย่างระหว่างฉินเหยากับจักรพรรดิจื่อเวยมาจากปากของหวังจิ่นบ้างแล้ว
ตอนนี้พอมาเห็นของพระราชทานอันหรูหราเต็มลานบ้านก็ยิ่งมั่นใจว่า ท่านผู้บัญชาการหลิวผู้นี้ เกรงว่าคงจะอาศัยบารมีของฉินเซี่ยนจวินถึงได้มีวาสนาในวันนี้
ดูของมีค่าพวกนี้สิ จักรพรรดิจื่อเวยมอบให้ฉินเซี่ยนจวินโดยไม่กะพริบตา เห็นได้ชัดว่าทรงโปรดปรานเพียงใด
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังมองฉินเหยาที่ถูกห้อมล้อมราวกับดวงดาวล้อมเดือน สตรีผู้นี้ ช่างน่าอัศจรรย์นัก
เพื่อนบ้านทยอยกันเข้ามาอวยพรไม่ขาดสาย ฉินเหยารับมือจนเหนื่อยล้า แรกๆ ก็ยังพอยิ้มได้ แต่ตอนหลังยิ้มไม่ออกแล้ว
โชคดีที่ฮูหยินผู้เฒ่าหวังอยู่ด้วย เมื่อเห็นฉินเหยาตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากเช่นนี้จึงรีบเข้ามาช่วยรับหน้าแขกแทน
พูดจาตามมารยาทกันอยู่นาน กว่าจะส่งเพื่อนบ้านกลับไปได้จนหมด
แม้ฮูหยินผู้เฒ่าหวังจะถนัดเรื่องพวกนี้ แต่พอเสร็จธุระก็เล่นเอาเหนื่อยจนหอบ
ฉินเหยารั้งฮูหยินผู้เฒ่าให้อยู่ทานข้าว ฮูหยินผู้เฒ่าหวังรู้ว่าฉินเหยายังมีเรื่องต้องจัดการอีกเยอะจึงโบกมือปฏิเสธไป
นางให้อินเยว่เดินไปส่งที่หน้าประตูแล้วจึงกลับบ้านไป
ด้วยความสัมพันธ์ของทั้งสองบ้านในตอนนี้ ฉินเหยาจึงไม่เกรงใจฮูหยินผู้เฒ่าหวัง ให้อินเยว่คัดเลือกของขวัญบางส่วนส่งไปให้ตระกูลหวังด้วยเลยเพื่อแสดงความขอบคุณ
ของที่ฮ่องเต้พระราชทานมานั้นมีเยอะจริงๆ ฉินเหยากับคนในครอบครัวเก็บกวาดกันจนฟ้ามืดสนิท ถึงได้นำของพระราชทานเหล่านี้เข้าเก็บในคลังจนหมด
เพราะคิดว่าคนเห็นก็ควรมีส่วนแบ่ง ฉินเหยาจึงหยิบของพระราชทานบางส่วนที่ไม่ได้มีราคาแพงมากนักออกมาแจกจ่าย
หลังกินข้าวเย็นอย่างมีความสุขเสร็จแล้วก็แยกย้ายกันกลับห้องไปพักผ่อน
ฉินเหยากำชับอาวั่งว่าอย่าลืมแง้มประตูไว้ให้คนบางคนที่ยังไม่กลับมา นางอาบน้ำล้างตัวจนสะอาดกลับเข้าห้องนอน ทว่าพอล้มตัวลงนอนบนเตียงกลับตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ
เพียงแค่คิดถึงของรางวัลพวกนั้น นางก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมาเสียงเบา
เงินหนึ่งแสนตำลึงที่ให้หลิวจี้ไปก่อนหน้านี้ ตอนนี้ไม่เพียงได้ทุนคืน แต่ยังได้กำไรมหาศาลกลับมาเป็นเท่าตัว
น่าเสียดายที่นางใช้ไม่หมด
คิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปมา ในที่สุดฉินเหยาก็เริ่มง่วง
ขณะกำลังจะดับไฟนั้นด้านนอกก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น
“ก๊อกๆ” ประตูห้องถูกเคาะเบาๆ
เสียงกระซิบถามที่แฝงความตื่นเต้นของหลิวจี้ดังลอยเข้ามา
“เมียจ๋า เจ้าหลับหรือยัง”
ฉินเหยาเลิกคิ้ว ลุกขึ้นนั่งบนเตียง หัวใจเต้นเร็วขึ้นสองจังหวะอย่างประหลาด
“เจ้ากลับมาเมื่อไหร่” น้ำเสียงของฉินเหยาฟังดูเรียบเฉย
ด้านนอก ปรากฏร่างสวมชุดขุนนางสีแดงเข้มเต็มยศ
หลิวจี้ที่จุดกำยาน อาบน้ำเตรียมตัวมาพร้อมสรรพตั้งนานแล้วลอบกลืนน้ำลาย
ตอบว่า “กลับมาตั้งแต่ครึ่งชั่วยามก่อนแล้ว อยู่ในวังนานเกินไป เสื้อผ้าสกปรกนิดหน่อยเลยตั้งใจจุดกำยานอาบน้ำเปลี่ยนชุดขุนนางให้สะอาดก่อน ถึงจะกล้ามาหาเมียจ๋า”
ภายในห้องเงียบไปครู่หนึ่งก็มีเสียงเย็นชาดังออกมาว่า “เข้ามาสิ”
หลิวจี้ถูมือด้วยความประหม่า ก้มหน้าจัดชุดขุนนางสีแดงเข้มตัวใหม่เอี่ยมอ่องนี้ใหม่อีกครั้ง จัดกวานบนศีรษะให้ตรงแล้วถึงได้ยกมือผลักประตูห้อง
“แอ๊ด” ประตูห้องค่อยๆ เปิดออก
เทียนไขในห้องเหลือเพียงเล่มเดียวที่ข้างเตียง แสงเทียนริบหรี่ มองเห็นสภาพภายในห้องไม่ชัดเจนนัก
หลิวจี้ตกใจสะดุ้ง พอเงยหน้ามองไปก็สบเข้ากับดวงตาคู่หนึ่งที่เปี่ยมไปด้วยความดุดันรุกรานราวกับหมาป่าจ้องลูกแกะ
ฉินเหยายื่นขาไปเกี่ยวประตูห้องที่เปิดอ้าอยู่ให้ปิดลง
จากนั้นถึงได้มีเวลาพิจารณาคนตรงหน้า
ภายใต้แสงเทียนที่สาดส่อง หลิวจี้ในชุดขุนนางสีแดงเข้มมีรูปร่างสูงโปร่ง ไหล่กว้างเอวสอบ โครงร่างกล้ามเนื้อที่หนากำลังดีไม่มากไม่น้อยเห็นได้อย่างชัดเจน
เครื่องหน้าก็ถูกขับเน้นให้ดูงดงามประณีตกว่าปกติหลายเท่า
ดวงตาดอกท้อที่ว่ากันว่ามองสุนัขยังดูซึ้งคู่นั้น เวลานี้คลอไปด้วยหยาดน้ำแวววาว มองจนทำให้ใจคนคันยุบยิบ
ฉินเหยามองสำรวจเขาทั่วทั้งตัว จิ้มลงบนแผงอกที่มีโครงร่างชัดเจนของเขา “นี่เจ้าคงเอาชุดขุนนางที่ใส่หน้าร้อนมาใส่กระมัง”
หลิวจี้ยิ้มอย่างได้ใจ ไม่แก้ตัว เพียงถามว่า “เมียจ๋า เจ้าก็บอกมาเถอะว่าชอบหรือไม่ชอบ”
ฉินเหยาพยักหน้า พูดอย่างมีมารยาทว่า “ก็พอได้นะ”
ปากพูดเช่นนั้น แต่มือไม้กลับไม่มีความเกรงใจเลยสักนิด
นางยื่นมือไปปลดกวานผมของเขา ผมยาวที่เพิ่งสระสยายลงมาราวกับน้ำตก
คนงามใต้แสงไฟ ช่างเจริญตาเจริญใจยิ่งนัก
นางรุกคืบเข้าหาเขา มองแล้วมองอีก ก่อนจะประทับจูบลงบนกลีบปากทั้งสองนั้นแล้วก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ลงมือปลดเข็มขัดหยกที่เอว
หลิวจี้อยากจะถามเหลือเกินว่า มารดามันเถอะผู้ชายคนไหนจะไปทนไหว?!
เขารีบจับมือที่ซุกซนข้างนี้ไว้ โน้มตัวอุ้มคนขึ้นแล้ววางลงบนเตียงนอน
มุ้งแดงทิ้งตัวลง ปิดบังเงาเทียนที่สั่นไหว
ด้านนอกห้องหิมะเริ่มตกแล้ว เกล็ดหิมะหมุนวนตามลม ปลิวไสวไปในโลกกว้างอันไร้ขอบเขต
ลมและหิมะหลอมรวมเข้าด้วยกัน เกาะตัวเป็นกลุ่มก้อน
บนผืนแผ่นดิน ดั่งมังกรหิมะขาวแต่ละตัว พัดพาด้วยอานุภาพสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแค้นที่ไม่สามารถม้วนกวาดทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ให้เกลี้ยงได้
จนกระทั่งขอบฟ้าเผยแสงรำไร รุ่งอรุณกำลังจะมาเยือน พายุหิมะครั้งนี้ถึงได้หยุดลง ปกคลุมผืนแผ่นดินไว้อย่างนุ่มนวล
“หลิวจี้ ต่อไปบ้านนี้มอบให้เจ้าดูแลแล้ว…ข้าจะไปเที่ยวรอบโลก…”
ฉินเหยาหลับตานอนอยู่บนเตียง เอ่ยเสียงเนือย
หลิวจี้ง่วงจนลืมตาไม่ขึ้น ได้ยินชัดแค่ประโยคครึ่งแรก ในใจก็ลอบยินดี แต่ประโยคครึ่งหลัง ไม่ได้ยินเลยสักนิด
เขาคว้าคนเข้ามากอดแนบอกอย่างสะลึมสะลือ เอาศีรษะถูไถที่ซอกคออีกฝ่ายอย่างออดอ้อน
“เมียจ๋า ไม่คุยแล้ว พวกเรานอนกันเถอะนะ?”
ถามจบ ไม่รอให้ฉินเหยาตอบ ศีรษะก็เอียงวูบ หลับสนิทไป