ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 805 ตอนอวสาน ...............
ตอนที่ 805 ตอนอวสาน
……………
วันนั้นหลังจากออกจากเมืองหลวง ฉินเหยาก็เร่งเดินทางไม่หยุดพัก
ห้อตะบึงฝ่าหิมะจนมาถึงเมืองวั่งเฉิงก่อนวันส่งท้ายปีเก่าเพื่อฉลองปีใหม่ร่วมกับพี่ชายและต้าหลาง
ถือโอกาสกราบไหว้หลุมศพท่านพ่อท่านแม่และครอบครัวของเจ้าของร่างเดิมผู้ล่วงลับ
ไม่ได้เจอกันหนึ่งปี ต้าหลางดูสุขุมเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก
ตลอดหนึ่งปีที่ติดตามฉินเฟิง เด็กหนุ่มได้เปิดหูเปิดตาเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย
พอได้ฟังเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงในเมืองหลวงจากปากท่านแม่ก็เริ่มอยากจะกลับไปดูบ้าง
หลังปีใหม่ สองแม่ลูกก็แยกทางกันชั่วคราว
ต้าหลางรับมอบกองคาราวานม้าหนึ่งกองมาจากท่านลุง ลองคุมขบวนออกค้าขายด้วยตนเองดู
ฉินเหยาพักอยู่ที่เมืองวั่งเฉิงต่ออีกหนึ่งเดือน ช่วยพี่ชายจัดการคู่แข่งในท้องถิ่นจนราบคาบ
พอพ้นเดือนหนึ่ง หนึ่งคนหนึ่งม้าก็มุ่งหน้าขึ้นเหนือไปต่อ
กว่าที่ต้าหลางจะพากองคาราวานของตนเองล้มลุกคลุกคลานจนกลับมาถึงเมืองหลวงได้สำเร็จนั้น
ฉินเหยาก็ได้เริ่มต้นวันคืนอันแสนสุขด้วยการฝึกเหยี่ยวขี่ม้ากับองค์หญิงหูเหอถีเซียงแห่งแคว้นเป่ยหมานและอ๋องหมานต้าเยียนซื่อฮุ่ยหยางไปแล้ว
สายสืบของหวงเฉิงซือมักจะส่งข่าวเกี่ยวกับฉินเหยามาถึงมือหลิวจี้ได้ทันท่วงทีเสมอ
ต้าหลางยังไม่ทันเข้าเมืองหลวง บิดาแก่ๆ ผู้นี้ก็รีบรุดไปต้อนรับด้วยความดีใจถึงด่านหนานโหลว
พ่อลูกพบหน้า ต้าหลางกำลังซาบซึ้งใจอยู่เชียวบิดาแก่ๆ ก็พุ่งเข้ามาค้นตัวเขาจนทั่ว
ค้นไปพลางถามอย่างคาดหวังไปพลาง “ฉินเหยาสตรีใจร้ายคนนั้นฝากของอะไรมาให้บิดาบ้างหรือไม่”
ต้าหลาง “…”
ถ้าทำได้ เขาอยากจะยั่วให้อยากแล้วจากไปจริงๆ
แต่นึกถึงสภาพของบิดาที่ถูกท่านแม่ทิ้งไว้ในเมืองหลวงกลายเป็นหินเฝ้าเมียอันน่าเวทนา เด็กหนุ่มก็ใจอ่อนจนได้
เขาเดินไปที่รถม้าแล้วล้วงเอากล่องสมบัติใบหนึ่งออกมาจากกองสินค้า
หลิวจี้รับไปเปิดดูทันที
ข้างในมีมีดสั้นที่สร้างขึ้นอย่างประณีต ด้ามฝังอัญมณีเม็ดเล็กเม็ดใหญ่นับร้อยเม็ด เปล่งประกายแวววาว งดงามวิจิตรตระการตา
หลิวจี้สูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ มีดสั้นเล่มนี้แค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าราคาแพงกว่าชีวิตเขาเสียอีก!
ต้าหลางอธิบายว่า “วันที่แปดในเดือนหนึ่ง หอสมบัติเมืองวั่งเฉิงจัดงานประมูล ท่านลุงพาข้ากับท่านแม่ไปเปิดหูเปิดตา”
“ตอนที่มีดสั้นเล่มนี้ถูกยกออกมา ท่านแม่ก็พูดว่า ‘ฉูดฉาดขนาดนี้ พ่อเจ้าต้องชอบแน่’”
“ก็เลยทุ่มเงินประมูลมา พอข้าจะกลับเมืองหลวงก็ฝากให้ข้าเอามาให้ท่านพ่อ”
หลิวจี้ลูบคลำมีดสั้นเล่มนั้นไม่หยุด ถามย้ำด้วยดวงตาเป็นประกาย “จริงหรือหลอกกัน”
“หลอก!” ต้าหลางแกล้งทำท่าจะแย่งคืน “ถ้าท่านพ่อไม่ชอบก็ยกให้ข้า ข้าชอบจะตาย!”
หลิวจี้ปัดมือเจ้าลูกชายตัวดีออกอย่างไม่สบอารมณ์ ส่งเสียงชิใส่แล้วเก็บมีดสั้นเข้าอกเสื้ออย่างหวงแหน
นี่เป็นของที่เมียจ๋าตั้งใจประมูลมาให้เขา เจ้าลูกตัวเหม็นอย่าได้หวัง!
นับตั้งแต่นั้นมา หลิวจี้ก็หายโกรธ หายแค้น สตรีใจร้ายที่เอ่ยเรียกก็เปลี่ยนกลับมาเป็นเมียจ๋าสุดที่รักเหมือนเดิม
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาก็เปลี่ยนจากภาพลักษณ์สามีผู้เคียดแค้นกลับมาหล่อเหลาองอาจดังวันวาน
ยามงานราชการรัดตัวก็ไม่ลืมเจียดเวลาว่างกลับบ้านมาดูแลลูกๆ
หากว่างเว้นจากงานก็จะพาคนในบ้านไปเที่ยวเล่นรอบๆ คอยกวดขันการเรียนของลูกๆ
กว่าหลิวจี้จะได้รับข่าวคราวของฉินเหยาอีกครั้งก็เป็นตอนที่เอ้อร์หลางสอบผ่านเซี่ยนซื่อ (ระดับอำเภอ) ได้เป็นครั้งแรก ติดอันดับรายชื่อได้คะแนนดีเยี่ยม
หลิวจี้อารมณ์ดีเป็นพิเศษ ปากก็รับคำยินดีจอมปลอมจากเพื่อนร่วมงานอย่างคล่องแคล่ว มือก็ถือปึกเอกสารข่าวคราวของเมียจ๋ากลับบ้านไปแบ่งปันกับคนในครอบครัว
เพียงแต่พอรู้ว่าฉินเหยาวิ่งจากทุ่งหญ้าไปถึงทะเลทรายแคว้นซีอวี้ ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีทุกวี่วัน หลิวจี้ก็เกิดอาการอิจฉาตาร้อน
รัชศกซางสวีปีที่สาม เดือนสอง
ทำไมถึงต้องจำยอมน่ะหรือ ก็เพราะฐานลับของพวกเขาดันถูกคนหาเจอเข้า แถมยอดคนลึกลับผู้ห้าวหาญผู้นั้นยังยัดเยียดจดหมายสั้นฉบับนี้ใส่ตัวนกพิราบสื่อสารของพวกเขามาดื้อๆ อีกด้วย
ในจดหมายเขียนไว้ว่า มีคนจะเล่นงานพี่น้องข้า ข้าลุยก่อนละ อย่าลืมส่งเสบียงหนุนมาให้ข้าด้วย!
ไม่มีชื่อผู้ส่งและไม่มีชื่อใครปรากฏ
แต่หลิวจี้ที่ได้รับจดหมายสั้นฉบับนี้รู้ทันทีว่า นี่เป็นจดหมายจากเมียจ๋าสุดที่รักผู้รักอิสระเสรีชั่วชีวิตของเขา
เมื่อเชื่อมโยงกับการรุกรานอันดุดันของหัวหน้าเผ่าซีซา หลิวจี้ก็ใจหายวาบ หนังศีรษะชาหนึบ
สตรีตัวดีฉินเหยา ก่อนหน้านี้ยังอยู่ทะเลทรายแคว้นซีอวี้อยู่เลยไม่ใช่หรือ
ทำไมถึงไปโผล่ที่ถิ่นหัวหน้าเผ่าซีซาได้เล่า
แถมยังจะไปหาเรื่องคนอื่นแล้วค่อยมารายงานทีหลังอีก
ผู้บัญชาการหวงเฉิงซือตบโต๊ะตะโกนลั่น “เก่งนักทำไมไม่เหาะขึ้นสวรรค์ไปเลยเล่า! สองหมัดยากจะต้านทานสี่มือ ถ้าตายในสนามรบ บิดาก็ต้องเป็นหม้ายน่ะสิ!”
พอด่าเสร็จ สะใจแล้วก็รีบควบม้าพุ่งเข้าวัง ทูลขอให้ฮ่องเต้ออกคำสั่งเกณฑ์เสบียงข้าวสารจากทั่วสารทิศส่งไปยังชายแดนตะวันตกเฉียงใต้
ขณะที่รายงานการศึกจากตะวันตกเฉียงใต้ทยอยส่งมาถึงเมืองหลวงฉบับแล้วฉบับเล่า หลิวจี้ก็ร้อนใจจนปากเป็นแผลพุพอง
แต่ในรายงานการศึกเหล่านั้นกลับไม่มีร่องรอยของฉินเหยาแม้แต่น้อย
หลิวจี้ร้อนรุ่มใจแทบไหม้ ไหนบอกว่าไปช่วยพี่น้องรบอย่างไร ด้วยฝีมือระดับนาง ทำไมถึงไม่มีข่าวคราวเลยสักนิด
หลิวจี้วางใจไม่ลงจึงลอบบุกเข้าพระราชวังจื่อเวยยามวิกาล
ขอรับหน้าที่ส่งเสบียง เดินทางไปซีซาด้วยตัวเอง
พอไปถึงที่หมาย ดีนี่ คนเขาใช้ฉายาอื่น ไม่ได้ใช้ชื่อจริงเลยสักนิด
กำลังจับตัวหัวหน้าเผ่าซีซาได้สดๆ ร้อนๆ นั่งดื่มสุราฉลองชัยกับเหล่าทหารชายหญิงเต็มกองทัพอย่างครื้นเครง
แม่ทัพใหญ่ชายแดนตะวันตกเฉียงใต้ชื่นชมขุนพลคู่ใจผู้นี้มาก ถึงกับมอบเชลยคนงามชาวซีซาสิบสองคนให้นาง
แม่คุณก็นั่งกินเนื้อดื่มเหล้าคำโต กอดซ้ายโอบขวา มีความสุขสำราญใจเสียเหลือเกิน
ความโกรธพุ่งขึ้นจากกลางอก หลิวจี้ก้าวยาวๆ ตรงเข้าไปหาสตรีที่กำลังกอดซ้ายโอบขวาผู้นั้นแล้วปัดจอกเหล้าของนางทิ้ง
เขาโกรธจนหน้ามืดก็เลยอาละวาดไปหนึ่งที
ตื่นขึ้นมาอีกทีก็มานอนอยู่ในกระโจมใหญ่ของท่านแม่ทัพใหญ่ในค่ายทหารเสียแล้ว
สองสามีภรรยาที่ไม่ได้เจอกันกว่าสองปีเปิดศึกยามดึกกันสามร้อยยกจนเตียงสนามที่สร้างขึ้นแบบง่ายๆ พังครืนลงมา
ท่านแม่ทัพใหญ่อยากหัวเราะก็ไม่กล้าต้องยอมสละกระโจมใหญ่ของตัวเอง ให้คู่สามีภรรยาผู้ดุเดือดคู่นี้พักอาศัย
ช่วงเวลาที่อยู่ชายแดนตะวันตกเฉียงใต้นี้ สองสามีภรรยาเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย รักใคร่กลมเกลียวกันดี จนกระทั่งวันหนึ่ง ฉินเหยาจูงม้าเหงื่อโลหิตของนาง จากไปอีกแล้ว
ครั้งนี้นางทิ้งจดหมายยาวเหยียดไว้ปลอบใจ สามีที่บ้านถึงไม่ได้อาละวาด
หลิวจี้กลับเมืองหลวงไปเฝ้าบ้านเลี้ยงลูกอย่างว่าง่าย
ทางด้านฉินเหยาก็เดินทางไม่หยุด ท่องเที่ยวไปทั่วแผ่นดินอันกว้างใหญ่
บางครั้งนางก็จะฝากคนนำของกลับมาให้ที่บ้าน มีทั้งต้นไม้จากหลิ่งหนาน แมวจากสยาม ไข่มุกจากทะเลใต้ ลูกสนจากชายแดนทางตอนเหนือ นอแรดจากเหอหนาน ผีเสื้อที่จับได้ในป่าดงดิบ…
ตัวนางไม่อยู่บ้านและน้อยครั้งนักที่จะกลับมา
นานๆ ทีจะโผล่มาที่เมืองหลวงหรือหมู่บ้านตระกูลหลิวก็อยู่แค่ไม่กี่วัน
แต่คนในบ้านกลับพร่ำบ่นถึงแต่เรื่องราวของนาง คนคนนี้แม้ตัวจะอยู่ไกล แต่ดูเหมือนคอยอยู่เคียงข้างทุกคนเสมอ
สิบปีผ่านไป รอยเท้าของฉินเหยาประทับไปทั่วทุกมุมของแคว้นเซิ่งและสิบปีที่ผ่านไป หลิวจี้ก็ยังคงตื่นเต้นดีใจทุกครั้งที่ได้รับข่าวคราวเกี่ยวกับนาง
ความรู้สึกนั้นเขาอธิบายไม่ถูก เหมือนกับมีคนกำลังใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจแทนเขา ดังนั้นจึงเต็มไปด้วยความคาดหวังอยู่เสมอ
ฤดูใบไม้ร่วง รัชศกซางสวีปีที่สิบเอ็ด ที่บ้านมีเรื่องมงคลเกิดขึ้นสามเรื่อง
เรื่องแรกคือซานหลางแต่งเข้าตระกูลสวี ผูกวาสนากับสวีเจียเจีย หนุ่มสาวสองคนที่ไร้ทุกข์ไร้โศกวันๆ เอาแต่กินดื่มเที่ยวเล่น ได้สร้างครอบครัวเล็กๆ ของพวกเขาเอง
ซื่อเหนียงก็ได้เป็นผู้ตรวจการหญิงคนแรกของแคว้นเซิ่งสมความปรารถนา
สองคนนี้ไม่ต้องให้หลิวจี้คอยห่วง
แน่นอนว่าสองพี่น้องมีความคิดเป็นของตัวเอง เขาที่เป็นพ่อก็บังคับอะไรไม่ได้แล้ว
การที่ไม่ถูกพวกเขาย้อนกลับมาบังคับก็ถือเป็นการดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของบิดาแก่ๆ แล้ว
ส่วนเรื่องมงคลเรื่องที่สาม คือฉินเหยากลับบ้านแล้ว
นางกลับไปที่หมู่บ้านตระกูลหลิว รอพวกเขาอยู่ที่เรือนหลังเล็กหลังเดิม
พอหลิวจี้รู้ข่าวก็โกหกว่าท่านพ่อท่านแม่ป่วยหนัก เกรงว่าจะไม่รอด
ขอลางานครึ่งปีแล้วพาอาวั่งกลับหมู่บ้านตระกูลหลิวไปอย่างเริงร่าสองคน
พอเข้าหมู่บ้านก็ถูกหลิวเหล่าฮั่นแบกจอบมาดักรอที่ปากทางหมู่บ้านไล่ตี
“หลิวซาน เจ้าลูกอกตัญญู บิดากับแม่เจ้ายังอยู่ดีมีสุข เจ้าแช่งใครให้ตายฮะ?”
“อย่าคิดว่าเป็นขุนนางผุๆ แล้วจะทำอะไรก็ได้กล้ามาทำตัวกำเริบต่อหน้าพ่อเจ้า บิดาจะตีให้ตายเสีย!”
หลิวเหล่าฮั่นไล่กวดอยู่ข้างหลัง หลิวจี้ก็วิ่งหนีอยู่ข้างหน้า
วิ่งไม่ดูทางจนไปชนคนสองคนเข้า พอเงยหน้าขึ้นมอง หลิวจี้แทบจะช็อกตาย
สองคนนี้ คนหนึ่งคืออาจารย์เจินอวี้ไป๋ที่สอนหนังสืออยู่ที่สำนักศึกษาในหมู่บ้านพวกเขา
ส่วนอีกคน ดันเป็นอดีตฮ่องเต้ หรือเสียนอ๋องในตอนนี้…ไป๋หลี่ชิ่งหยาง
เขาแต่งกายในชุดท่านอาจารย์สอนหนังสือ ท่าทางดูเป็นบัณฑิตอ่อนแอ ช่วยเจินอวี้ไป๋พยุงหลิวจี้ที่กำลังตกตะลึงจนตาค้างขึ้นมา ยิ้มบางๆ ให้เขาแล้วเดินจากไป
ข้างหลังทั้งสองคนยังมีกลุ่มเด็กๆ ในหมู่บ้านเดินตามเป็นพรวน หนึ่งในนั้นมีเด็กหญิงตัวน้อยอายุสิบขวบถักเปียร้องตะโกนเสียงดังที่สุด
เป็นลูกสาวที่พี่สะใภ้รองสกุลชิวเพิ่งคลอดทีหลัง ตอนนี้เป็นจอมอันธพาลรุ่นใหม่ประจำหมู่บ้านตระกูลหลิว
จินเป่าแต่งงานแล้ว สองสามีภรรยาเปิดร้านเหล้าในอำเภอ ชีวิตความเป็นอยู่รุ่งเรือง
จินฮวาไม่ได้แต่งงานออกไป นางหาชายหนุ่มนิสัยดีในหมู่บ้านแต่งเข้า รับช่วงโรงงานเครื่องเขียนของหมู่บ้าน ตอนนี้เป็นผู้จัดการใหญ่ของโรงงาน
หลิวเฝยเพิ่งส่งคนมารับเขาไปเมืองหลวงเมื่อสองปีก่อน หาสำนักศึกษาเอกชนและท่านอาจารย์ที่ดีที่สุดให้ ปีหน้าตั้งใจจะเข้าสอบระดับอำเภอแล้ว
พูดถึงหลิวเฝย หลิวเหล่าฮั่นยิ่งโมโหหนักกว่าเจอหน้าหลิวจี้เสียอีก
ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว ยังไม่ยอมแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝา เกรงว่าจะกลายเป็นชายโสดจนแก่ตาย
พอคิดถึงตรงนี้ จอบในมือหลิวเหล่าฮั่นก็อดไม่ได้ที่จะหวดใส่หลิวจี้เต็มแรง
“เจ้าเป็นพี่ชายทำไมไม่รู้จักห่วงน้องชายบ้าง หากเขายังตัวคนเดียวแบบนี้ ต่อไปตายไปใครจะมาทุบหม้อดินหน้าศพ คงได้กลายเป็นผีไร้ญาติ!”
“หลิวซานเอ๋อร์ เจ้าสารภาพมาซะดีๆ ใช่เจ้าหรือเปล่าที่ยุยงส่งเสริมเขา?!”
หลิวจี้เพิ่งจะได้สติจากความตกใจที่เจอเสียนอ๋องก็ต้องมาเจอกับจอบของบิดาบังเกิดเกล้าที่ฟาดแสกหน้าเข้ามา
เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงลมนั้นก็เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ตาเฒ่านี่กะเอาตายเลยนี่หว่า!
น่าเสียดายที่ไม่มีเมียจ๋าคอยซ้อมมือให้มาหลายปี ปฏิกิริยาตอบสนองของเขาเลยถดถอยลงไปมาก จอบนี้เห็นอยู่ว่ากำลังจะฟาดลงมาแต่กลับหลบไม่พ้น
พริบตาเดียวมือข้างหนึ่งพลันปรากฏขึ้นตรงหน้าหลิวจี้ คว้าหมับเข้าที่จอบซึ่งกำลังฟาดลงมา
“ท่านพ่อ ข้ารู้ว่าท่านโกรธ แต่ท่านอย่าเพิ่งโกรธ คนผู้นี้ปล่อยให้ข้าจัดการเอง ท่านวางใจได้เลย”
เมื่อได้ยินเสียงสตรีที่คุ้นเคยนี้ หลิวจี้ก็เงยหน้าขึ้นมองด้วยความดีใจ “เมียจ๋า!”
ฉินเหยาหันกลับมาเลิกคิ้วยิ้มให้ สิบปีแล้ว กาลเวลาดูเหมือนจะไม่ได้ทิ้งร่องรอยไว้บนตัวนางมากนัก เพียงแต่ผิวคล้ำขึ้นบ้าง รูปร่างกำยำแข็งแรงขึ้นบ้าง
ความรู้สึกปลอดภัยที่เปี่ยมล้นนั้นยังคงทำให้คนวางใจได้เหมือนเดิม
เห็นแก่หน้าฉินเหยา หลิวเหล่าฮั่นจึงยอมถอย
สองสามีภรรยาเดินเคียงไหล่กลับบ้าน พูดคุยเรื่องราวของผู้คนและเหตุการณ์รอบตัวที่ได้พบเจอ
หลิวจี้ถลกแขนเสื้อเข้าครัวต้มของอร่อยให้นางกิน ฉินเหยานั่งพักผ่อนใต้ต้นกุ้ยฮวาในลานบ้าน งีบหลับไปเหมือนเช่นวันวาน
เพียงแต่ในยามที่ง่วนอยู่กับงาน หลิวจี้ก็ชะโงกหน้ากลับมามองดูในลานบ้าน อดคิดไม่ได้ว่า สรุปแล้วนางเป็นคนหรือภูตผีปีศาจแปลงกายมากันแน่?
ถ้าเป็นปีศาจแล้วเป็นปีศาจชนิดไหน
คิดดูแล้ว น่าจะเป็นปีศาจที่ดี ไม่กินคน
น่าเสียดาย ที่พวกเขาเจอกันช้าไป เขาไม่เคยรู้อดีตของนาง
แต่ตอนนี้ยังสามารถอยู่ด้วยกันในเรือนหลังเล็กหลังนี้ ต้มน้ำแกงให้นางกินก็สุขใจมากแล้ว
(จบบริบูรณ์)