ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 806 ตอนพิเศษ 1
ตอนที่ 806 ตอนพิเศษ 1
……………
(นี่เป็นตอนพิเศษสั้นๆ ที่พระเอกย้อนเวลาทะลุมิติมายังวันสิ้นโลกก่อนที่นางเอกจะทะลุมิติไป เป็นความชอบส่วนตัวของผู้เขียน มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องหลักน้อยมาก หากไม่ชอบสามารถข้ามตอนพิเศษนี้ได้)
—
บนผืนทรายอันรกร้าง
ฉินเหยาในที่สุดก็ใช้กระบองฟาดกิ้งก่ากลายพันธุ์ที่ตัวเต็มไปด้วยฝีหนองและส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งตัวนั้นจนตาย
ท้องฟ้าสีครามเข้มไม่มีเมฆลอยอยู่เลยแม้แต่ก้อนเดียว
ดวงอาทิตย์ที่แผดจ้ากำลังแผ่รังสีความร้อนออกมาอย่างไม่เกรงใจ
ฉินเหยาที่ถูกคลื่นความร้อนห่อหุ้ม แม้จะสวมชุดป้องกันแบบแนบเนื้อที่ทำจากวัสดุระบายความร้อนชนิดพิเศษ แต่บนศีรษะที่เปิดโล่งก็ยังมีเหงื่อไหลพรากราวกับสายฝน
หยาดเหงื่อเค็มชื้นเม็ดโตไหลร่วงจากปลายเส้นผมเกรียนของเธอ พอแตะถูกพื้นทรายที่ร้อนจัดก็ระเหยหายไปในพริบตา
บนร่างของกิ้งก่ากลายพันธุ์ที่ตายแล้วส่งกลิ่นเหม็นเน่าเหมือนปลาตายออกมา
ร่างกายขนาดมหึมาที่มีความยาวถึงหกเมตรทำให้กลิ่นเหม็นนี้ยากที่จะจางหายไปเป็นเวลานาน
ฉินเหยาชินกับกลิ่นนี้มานานแล้ว
เพราะอย่างไรเสีย ตัวเธอที่เพิ่งต่อสู้กับกิ้งก่ากลายพันธุ์มานานครึ่งชั่วโมงก็ไม่ได้มีกลิ่นดีไปกว่ากันสักเท่าไหร่
หลังพักผ่อนไปหนึ่งนาที
ฉินเหยาก็นำผ้าพันคอที่คอมาคลุมศีรษะ ปิดบังทั้งหัวและใบหน้า เหลือเพียงดวงตาที่เย็นชาและไร้ความรู้สึกคู่หนึ่ง
เธอใช้ทรายเช็ดเศษเนื้อและเลือดบนกระบองออกแล้วเก็บกระบองไป
หยิบมีดเลาะกระดูกและถุงซิปล็อกออกมาจากกระเป๋าเป้เดินทางที่พกติดตัวแล้วเดินตรงไปยังกิ้งก่ากลายพันธุ์ที่ตายแล้วตัวนั้นแล้วผ่าท้อง
เมือกสีเขียวจำนวนมากผสมปนเปมากับกองเครื่องในที่พุ่งทะลักออกมา
ของสิ่งนี้สามารถนำไปแลกน้ำสะอาดได้หนึ่งขวดที่แผงแลกเปลี่ยนในฐานที่มั่น
ใช้ทรายเช็ดของเหลวบนมือออก ฉินเหยาแบกกระเป๋าเป้ขึ้นหลัง ในมือกุมกระบองไว้แล้วมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกตามแนวถนนที่เคยสร้างอยู่กลางผืนทราย ซึ่งปัจจุบันเต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหาย
สภาพแวดล้อมในทะเลทรายไม่เหมาะกับการดำรงชีวิตของพืชและสัตว์
ประชากรเดิมที่อาศัยอยู่ก็น้อย มนุษย์ที่ติดเชื้อเป็นซอมบี้จึงกำจัดได้ง่าย
ดังนั้นมนุษย์ที่รอดชีวิตจึงสร้างฐานที่มั่นไว้ใต้ดินของทะเลทราย
ทว่าก็ยังมีสัตว์ปีกกลายพันธุ์จับกลุ่มกันมารุกรานฐานมนุษย์ รวมถึงพืชและสัตว์ส่วนน้อยที่ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เป็นดินทรายได้แต่เดิมอยู่แล้ว
แต่เมื่อเทียบกับเขตป่า พื้นที่ราบลุ่ม หรือหุบเขาอื่นๆ สภาพแวดล้อมแบบทะเลทรายเช่นนี้ก็นับว่าเป็นมิตรกับมนุษย์มากแล้ว
ข้อเสียเพียงอย่างเดียว น่าจะเป็นการขาดแคลนทรัพยากรอาหารและน้ำดื่ม
ได้ยินว่าบริษัทชีวภาพกำลังวิจัยวิธีนำสัตว์กลายพันธุ์มาทำเป็นอาหาร ไม่แน่ว่าอีกไม่นานมนุษย์อาจจะไม่ต้องกังวลเรื่องขาดแคลนอาหารอีกต่อไป
แต่สำหรับฉินเหยาแล้ว เกรงว่าเธอจะอยู่ไม่ถึงวันนั้น
ดูสิ เบื้องหน้ามีเงาดำรูปร่างคล้ายคนเพิ่มขึ้นมาอีกหลายเงา กำลังใช้เบ้าตาที่กลวงโบ๋และแห้งเหี่ยวไร้ลูกตาจ้องมองมาที่เธอ
ไม่ใช่แค่คนที่หิว ซอมบี้ก็หิวเหมือนกัน
โดยเฉพาะเจ้าพวกซอมบี้กระจอกที่สู้สัตว์กลายพันธุ์ไม่ได้เหล่านั้น
ฉินเหยาหยิบกระติกน้ำเก็บอุณหภูมิออกมาจากกระเป๋าเป้อย่างไม่รีบร้อน เปิดฝาแล้วดื่มน้ำเย็นชื่นใจไปอึกหนึ่งเพื่อเติมพลัง
อากาศร้อนจนคนแทบจะละลาย ไม่รู้ว่าเจ้าซอมบี้พวกนี้โผล่มาจากไหน
ฉินเหยาเก็บกระติกน้ำ ถือกระบองแล้วพุ่งเข้าไปหา
“ปัง ปัง ปัง” ฟาดไปห้าทีติด หนึ่งไม้ฟาดลงไปก็ตามมาด้วยศีรษะแห้งเหี่ยวหนึ่งหัว
ฉินเหยาเก็บกระบอง ส่งเสียงจิ๊จิ๊สองที ใช้เท้าเตะศพซอมบี้ที่ขวางทางออกไปแล้วก้าวเท้าเตรียมจะเดินต่อ
จู่ๆ ก็มีเสียงร้องด้วยความตกใจดังเข้ามาในหู
“เมียจ๋าเป็นเจ้าจริงๆ ด้วย!”
“เมียจ๋าข้าเองนะเมียจ๋า!”
“เมียจ๋า…เมียจ๋า…”
มีเสียงฝีเท้าโซซัดโซเซดังมาจากพื้นทรายทางด้านซ้ายของถนน
ฉินเหยาไม่ต้องหันกลับไปมองก็ตัดสินใจได้ทันที…ว่าเป็นคนที่เธอสามารถใช้นิ้วเดียวบี้ให้ตายได้
เธอยืนอยู่บนถนนที่เต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหาย ร่างกายเหยียดตรงดั่งต้นสน เอี้ยวตัวเล็กน้อย มองย้อนแสงตะวันตกดินกลับมา
แม้จะมองเห็นใบหน้าของหญิงสาวบนถนนได้ไม่ชัดเจนนัก แต่กลิ่นอายที่คุ้นเคยนั้นหลิวจี้จำได้ในทันทีเลยว่าคือเมียจ๋าสุดที่รักของบ้านเขา
เขาเอาอาวั่งร้อยคนมาเดิมพันเลยว่า นั่นต้องเป็นนางแน่ๆ!
หลิวจี้ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองที่กำลังงีบหลับอยู่ในลานบ้านดีๆ พอตื่นขึ้นมาถึงได้มาอยู่ที่ทะเลทรายอันเวิ้งว้างที่มีทรายเหลืองปลิวว่อนแห่งนี้
ตอนที่กำลังสงสัยว่าเป็นความฝันหรือเปล่า ไม่ไกลนักก็เหมือนจะมีเสียงคำรามคล้ายสัตว์ดังแว่วมาหลายเสียง
เขาลุกขึ้นจากพื้นทรายมองไปทางต้นเสียงก็สบเข้ากับดวงตาโตไร้ลูกตาที่เนื้อหนังยุบลงไปของเจ้าซอมบี้ตัวนั้น
ตอนนั้นตกใจจนเกือบจะกรีดร้องออกมา
แต่ทว่ารวดเร็วมาก รวดเร็วมากจริงๆ
เขาก็สามารถวางใจลงได้
คนที่ถือกระบองสีดำมะเมื่อม ฟาดหนึ่งไม้ก็เก็บสัตว์ประหลาดได้หนึ่งตัวนั่นไม่ใช่เมียจ๋าสุดที่รักของเขาหรอกหรือ
ก่อนที่เขาจะนอน นางยังนั่งรับลมอยู่บนเก้าอี้โยกในลานบ้านอยู่เลย
มีเมียจ๋าอยู่ ต่อให้เป็นผีสางเทวดาที่ไหนเขาก็ไม่กลัวหรอก
คลื่นความร้อนถาโถมเข้ามา หลิวจี้ที่สวมชุดคลุมยาวร้อนจนแทบจะเป็นลมอยู่แล้ว
เขาเดินย่ำทรายอย่างทุลักทุเล ผ่านพื้นที่ช่วงนี้มา ในที่สุดก็มาถึงถนนสีดำ (ถนนยางมะตอย) ที่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าว
มือแห้งเกร็งข้างหนึ่งยื่นออกมาจากรอยแยกแล้วคว้าหมับเข้าที่ขาของหลิวจี้
ตัวเขาแข็งทื่อไปทั้งร่าง เมื่อก้มหน้าลงมอง…สัตว์ประหลาดรูปร่างคนเหมือนโครงกระดูกกำลังอ้าปากกว้างไร้ฟัน คำรามใส่เขา น้ำลายไหลยืดเต็มปาก
ไม้กระบองสีดำร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ฟาดเปรี้ยงเข้าที่แขนแห้งเหี่ยวนั้นอย่างแรง
หลิวจี้รู้สึกเพียงว่าพื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือน สั่นจนเขาหน้ามืดตาลาย
กว่าจะตั้งสติได้ สัตว์ประหลาดในรอยแยกนั้นก็ถูกไม้กระบองแทงทะลุหัวไปแล้ว
ฉินเหยาดึงกระบองยาวของตนกลับมา เงยหน้ากวาดตามองมนุษย์ประหลาดที่ร้องโวยวายตรงหน้านี้
ทำไมถึงพูดว่าเขาประหลาดน่ะหรือ
ก็เพราะเขาดูไม่เหมือนคนที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในวันสิ้นโลกเลยสักนิด
ดูท่าทางอายุสามสิบปลายๆ ใบหน้าแดงเปล่งปลั่งมีเลือดฝาด
ฟันเรียงตัวสวย สภาพผิวพรรณดีจนน่าเหลือเชื่อ
เนื้อหนังมังสาก็ดูเต็มอิ่ม เหมือนคนที่กินอิ่มทุกมื้อและได้รับสารอาหารครบถ้วน
การแต่งตัวก็แปลกประหลาด ในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิเกือบหกสิบองศาเช่นนี้ เขากลับกล้าเดินเท้าในทะเลทรายโดยไม่สวมชุดป้องกัน
ผมก็ยังไว้ยาว ด้านบนเกล้าด้วยเครื่องประดับที่ทำจากหยก มองมุมไหนก็เหมือนคนที่หลุดมาจากละครย้อนยุค
ฉินเหยาไม่ได้เจอคนที่มีลักษณะเหมือนมนุษย์ขนาดนี้มาสิบปีแล้ว
คนตรงหน้านี้ ดูดีจนเธอไม่อยากเชื่อว่าเขาคือมนุษย์
แต่ช่วงนี้ก็ไม่เห็นคนของบริษัทชีวภาพพูดว่าค้นพบพืชกลายพันธุ์หรือซอมบี้ระดับสูงที่รูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์แบบนี้
พิจารณาดูอีกฝ่ายอีกครั้ง หลังจากแน่ใจว่าเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง
ฉินเหยาก็หันหลังจะเดินจากไป
คิดไม่ถึงเลยว่า คนที่เมื่อครู่ยังแหกปากโวยวายฟังไม่ได้ศัพท์คนนั้น จู่ๆ จะยื่นมือมาดึงมือเธอ
ฉินเหยาแทบจะชักมีดสั้นแทงสวนกลับไปโดยสัญชาตญาณ
ผิดคาด คนผู้นั้นกลับหลบการโจมตีของเธอได้ราวกับคุ้นเคยรูปแบบการโจมตีและวิถีการโจมตีของเธอเป็นอย่างดีมาก่อน
หลบแบบไม่มีวิธีการใดๆ เป็นสัญชาตญาณล้วนๆ
เธอขมวดคิ้วแน่น แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหาร
ดูเหมือนจะถูกท่าทีโหดเหี้ยมของเธอทำให้ตกใจ ชายคนนั้นยืนตะลึงอยู่ที่เดิมไม่กล้าขยับมั่วซั่วอีก
ฉินเหยาถึงได้เก็บมีด เดินหน้าต่อไป
เพียงแต่เธอเพิ่งจะเดินออกไปได้ไม่ไกล ด้านหลังก็มีเสียงฝีเท้าตามมา
เนื่องจากคนคนนี้ไม่มีอันตรายคุกคามใดๆ ฉินเหยาจึงไม่เปลืองแรงเดินย้อนกลับไปฆ่าเขา
หลิวจี้ร้อนจนสมองแทบจะหยุดสั่งการ
ถ้าเขาดูไม่ผิด เมื่อกี้สตรีคนนี้จะฆ่าเขาจริงๆ เป็นแบบที่ไม่ลังเลเลยสักนิด
สรุปว่านี่ใช่เมียจ๋าของเขาจริงๆ หรือ
หน้าตาก็ไม่เหมือนเมียจ๋าสุดที่รักของเขาเลยสักนิด
ไม่เหมือนก็ช่างเถอะ เมื่อกี้อยู่ใกล้ๆ เขาชะโงกหน้าไปดูปรากฏว่าเป็นคนหัวโล้นเสียด้วย!
โชคดีที่ฉินเหยาไม่ได้ยินเสียงในใจของเขา ไม่อย่างนั้นคงต้องเดินถอยกลับมาแทงเขาสักแผลแน่ๆ