ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 807 ตอนพิเศษ 2
ตอนที่ 807 ตอนพิเศษ 2
……………
หลิวจี้ปาดเหงื่อบนใบหน้า รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะถูกแดดเผาจนแห้งตาย
ความร้อนจากพื้นดินทะลุผ่านพื้นรองเท้าขึ้นมาราวกับว่ากำลังเหยียบย่ำอยู่บนกองถ่านไฟ
นี่เขาคงมาถึงนรกขุมที่สิบแปดแล้วกระมัง
หลิวจี้เดินตามร่างเงาเบื้องหน้าไปโดยไม่รู้ตัว
ทว่าเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว จู่ๆ ก็เกิดอาการหน้ามืดวิงเวียน ร่างทั้งร่างล้มฟุบลงกระแทกพื้นอย่างควบคุมไม่ได้
โชคดีที่เขาสวมชุดคลุมยาว มิเช่นนั้นหากผิวหนังแนบชิดกับพื้นถนนที่ถูกแดดเผาโดยตรง ผิวเนื้อคงต้องถูกลวกจนพุพองเป็นแน่
“ฉินเหยา”
เสียงตะโกนเรียกชื่อนี้คือความทรงจำสุดท้ายก่อนที่หลิวจี้จะหมดสติไป
เขาคิดว่า หากคนเบื้องหน้าคือเมียจ๋าของเขา นางจะต้องกลับมาช่วยเขาอย่างแน่นอน
หากไม่ใช่ เช่นนั้นนี่ก็คงเป็นฝันร้ายสักตื่น
ตื่นมาแล้วก็คงไม่เป็นไร หวังว่าจะเป็นเพียงความฝัน
น่าเสียดาย เมื่อหลิวจี้ตื่นขึ้นมา ไอร้อนที่ทำให้คนแทบบ้านั้นยังคงอยู่เพียงแต่เบาบางลงกว่าก่อนหน้านี้เล็กน้อย
ส่วนตัวเขากำลังนอนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ห้องหนึ่ง
ตรงตำแหน่งหน้าต่าง ไม่มีสิ่งใดเลย มีเพียงกรอบหน้าต่างที่กักเก็บภาพถนนสายตรงยาวและดวงอาทิตย์ยามอัสดงที่ปลายทางเอาไว้ราวกับภาพวาด
ดวงอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าเต็มที
หลิวจี้ลุกขึ้นจากพื้นปูนซีเมนต์ที่ยังมีความร้อนหลงเหลือ มองไปรอบๆ ไม่เห็นเงาร่างของฉินเหยา เห็นเพียงกระเป๋าของนางวางอยู่ที่ข้างประตู
ดูท่า เจ้าหัวโล้นคนนั้นคงเป็นเมียจ๋าของเขาไม่ผิดแน่
ชั่วขณะหนึ่ง ไม่รู้จะร้องไห้หรือดีใจดี
หลิวจี้ตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่เพื่อเรียกสติ
อย่างไรเสียก็ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหวงเฉิงซือมาหลายปี พบเจอคนแปลกเรื่องพิสดารมาก็มาก หลิวจี้เพียงแค่จินตนาการอย่างกล้าหาญสักเล็กน้อยก็หาข้อสรุปได้
เขา…หลิวจี้ผู้สง่าผ่าเผย ศิษย์ของมหาบัณฑิต ชายรูปงามอันดับหนึ่งแห่งหมู่บ้านตระกูลหลิว ผู้บัญชาการหวงเฉิงซือแห่งแคว้นเซิ่งดันหลุดเข้ามาอยู่ในต่างโลกเสียแล้ว!
และต่างโลกแห่งนี้ก็มิใช่ที่อื่นไกล แต่เป็นโลกที่เมียจ๋าของเขาเคยใช้ชีวิตอยู่มาก่อนนั่นเอง
มิน่าเล่า มิน่าเขาถึงรู้สึกเสมอว่าเมียจ๋าของเขาดูไม่เหมือนคนในยุคนั้น
ที่แท้นางก็ไม่ใช่ภูตผีปีศาจแปลงกายมา
นางเพียงแค่หลงเข้าไปในอีกโลกหนึ่งและอาศัยร่างของคนอื่นมีชีวิตอยู่
แต่โลกที่นางเคยอาศัยอยู่เดิมนี้ เหตุใดถึงเหมือนนรกบนดินเยี่ยงนี้?
นี่มันใช่ที่ที่คนอาศัยอยู่ได้จริงๆ หรือ
ไม่เปิดโอกาสให้หลิวจี้ได้ตกตะลึงนานนัก ดวงอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปจนหมด ทัศนวิสัยภายในห้องเริ่มมืดสลัวลง
หลิวจี้ตื่นตระหนกเล็กน้อย แต่พอเห็นเป้ที่ข้างประตูก็คลายความกังวลลงได้บ้าง
เพียงแต่ตอนนี้เขากระหายน้ำเหลือเกิน
ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด หลิวจี้ทำใจดีสู้เสือขยับเข้าไปหาเป้ คิดจะค้นดูว่าข้างในมีอะไรที่พอดื่มได้บ้างหรือไม่
แต่เขางกๆ เงิ่นๆ อยู่นานสองนานก็หาทางเปิดเป้ไม่เจอ โมโหจนอยากจะด่ากราด
ใช้มือคลำดู ในตัวเป้ที่นุ่มนิ่มมีของอยู่ไม่น้อย ทั้งยังมีวัตถุทรงกระบอกยาวๆ อันหนึ่ง คลำดูแล้วคล้ายกระบอกน้ำ
หลิวจี้เลียริมฝีปากที่แห้งแตก ขณะกำลังเตรียมจะใช้กำลังฉีกเป้ เงาดำสายหนึ่งก็ทาบทับลงมาตรงหน้า
ชั่วพริบตานั้น ขนทั่วร่างของหลิวจี้ลุกเกรียว
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ เขายังได้กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงชนิดหนึ่งราวกับศพที่เน่าเปื่อย เหม็นเปรี้ยวเหม็นเอียนจนชวนคลื่นเหียน
“นายกำลังทำอะไร” ฉินเหยาเอ่ยถามเสียงเย็นเยียบ
“เมียจ๋า เหตุใดเจ้าถึงเดินเหินไร้สุ้มเสียงเช่นนี้ ทำเอาข้าตกใจแทบตาย”
“เมียจ๋า?” ครั้งนี้ฉินเหยาได้ยินชัดเจนแล้วว่าเขาพูดว่าอะไร คิ้วก็ขมวดมุ่นเข้าหากัน
ฟ้ามืดแล้ว ด้านนอกมีสัตว์ปีกกลายพันธุ์บินวนเวียนอยู่เหนือตึกร้าง
เธอโยนก้อนเลือดผสมเนื้อสีดำที่หิ้วมาลงบนพื้นล้วงไม้ขีดไฟออกมาจุด
เปลวไฟสัมผัสกับเลือดเนื้อสีดำนั้นก็ลุกพรึบขึ้นมา
ภายในห้องสว่างไสวขึ้นในชั่วพริบตา
แสงไฟสาดส่องไปทั่วห้องในตึกร้างที่สร้างไม่เสร็จ
สัตว์ปีกที่บินวนเวียนอยู่นอกหน้าต่าง เมื่อเห็นแสงไฟก็บินจากไปอย่างไม่สบอารมณ์นัก
หลิวจี้ย่นจมูก ขยับตัวออกห่างจากกองไฟเงียบๆ
เหม็นจนจะอาเจียน!
“นี่คือเครื่องในของแร้งกลายพันธุ์ สสารสีดำที่เกาะอยู่ข้างบนสามารถเผาไหม้ได้ทั้งคืน” ฉินเหยาอธิบายน้ำเสียงเรียบเฉย
เธอหาก้อนอิฐมาเรียงซ้อนกันเป็นเก้าอี้แล้วนั่งลง ดึงเป้มา รูดซิปเปิดออก หยิบกระติกน้ำเก็บอุณหภูมิกับอาหารอัดแท่งข้างในออกมาแล้วนั่งกินเงียบๆ คนเดียว
ความเร็วในการกินรวดเร็วยิ่งนัก หลิวจี้เพิ่งจะได้กลิ่นอาหาร ของในมือเธอก็เหลือเพียงถุงบรรจุภัณฑ์เปล่า
หลิวจี้กลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก เอ่ยถามเสียงอ่อย “เมื่อก่อนเจ้ากินแต่ไอ้นี่หรือ”
“เมื่อก่อน?” ฉินเหยาทวนคำนี้ซ้ำ
หลิวจี้ไม่ได้ตระหนักว่าคำพูดของตนมีสิ่งใดผิดปกติ เขาทนต่อกลิ่นเหม็นขยับเข้าไปใกล้อีกนิด เลียนแบบท่าทางของเธอโดยหาก้อนอิฐมาเรียงซ้อนกันแล้วนั่งลง
ฉินเหยามองดูเงียบๆ ไม่ได้ห้ามปรามจนกระทั่งหลิวจี้ยื่นมือมาจะหยิบกระติกน้ำของเธออย่างเป็นธรรมชาติจึงถูกเธอตบมือปัดออก
แต่ตบไม่โดน เพราะเขาหลบได้ว่องไว
“นายรู้จักฉัน?” ฉินเหยาถามหยั่งเชิง
ฉินเหยายกยิ้มมุมปาก ยื่นกระติกน้ำให้เขา “นายบอกความจริงมาแล้วฉันจะให้นายดื่มน้ำ”
หลิวจี้เบิกตากว้าง เป็นสามีภรรยากันมาตั้งสิบกว่าปี นางกลับใจร้ายกับเขาถึงเพียงนี้
แต่พอคิดดูอีกที ดื่มน้ำก่อนดีกว่า
หลิวจี้พยักหน้า แย่งกระติกน้ำมาดื่มอึกใหญ่ไปสองอึก กำลังคิดจะลิ้มรสชาติอย่างละเอียด กระติกน้ำกลับว่างเปล่าเสียแล้ว
“หมดแล้ว?” เขาถามด้วยความตื่นตระหนก
ฉินเหยา “ใช่ หมดแล้ว”
เมื่อเห็นท่าทางไม่อยากจะเชื่อของเขา ฉินเหยาก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง “นี่นายไม่รู้หรือว่าน้ำสะอาดหนึ่งอึกมีค่ามากเท่าไหร่ แค่ที่นายดื่มไปเมื่อกี้นี้ หากเปลี่ยนเป็นอาหารก็เพียงพอให้ฉันกินได้ทั้งวัน”
หลิวจี้ยังไม่ลืมปริมาณการกินอันมหาศาลของนาง พอลองคำนวณในใจแล้วก็ต้องตกตะลึง
น้ำที่หาได้ทั่วไปกลับกลายเป็นของล้ำค่าถึงเพียงนี้เชียวหรือ
เขาอดเป็นห่วงไม่ได้ “แล้วพรุ่งนี้เจ้าจะดื่มอะไร”
“พรุ่งนี้?” เธอหัวเราะหึ เอนกายพิงผนังปูนที่ยังมีความร้อนหลงเหลือ “ค่อยว่ากัน…”
หลิวจี้สะอึก ในใจรู้สึกว้าวุ่นอย่างบอกไม่ถูก
เขาดื่มน้ำของนางจนหมดเกลี้ยงเลยหรือนี่!
ที่แท้เมื่อก่อนนางใช้ชีวิตแบบค่ำไหนนอนนั่นไม่รู้อนาคตเช่นนี้เอง!
และทั้งที่เป็นเช่นนี้ นางยังอุตส่าห์แบ่งน้ำสองอึกสุดท้ายที่เหลืออยู่ให้แก่เขา
“เมียจ๋า~” หลิวจี้ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ด้วยความปวดใจ “เจ้าลำบากแล้ว”
เขาเอ่ยอย่างจริงจังขึงขัง
ฉินเหยาฟังแล้วรู้สึกประหลาดพิกล
เธอปรายตามองเขา เป็นสัญญาณว่าตอนนี้เขาบอกเล่าที่มาที่ไปของตนเองได้แล้ว
หลิวจี้สูดหายใจเข้าลึกๆ ระงับความตื่นเต้นในใจ
มือถือกระติกน้ำที่เบาหวิวแต่แข็งแรงทนทานใบนั้นเอ่ยด้วยสีหน้าท่าทางจริงจังว่า “ข้าพูดจริงๆ นะ? เจ้าอย่าตกใจล่ะ”
ฉินเหยาแค่นหัวเราะอย่างดูแคลน บนโลกใบนี้ยังมีอะไรที่ทำให้เธอตกใจได้อีกหรือ
เห็นได้ชัดว่า…มี
เมื่อได้ยินหลิวจี้เล่าด้วยสีหน้าจริงจังว่าเธอกับเขาเคยเป็นสามีภรรยาที่รักใคร่ปรองดองกันมานับสิบปีในดินแดนที่เรียกว่าแคว้นเซิ่ง ทั้งยังร่วมกันเลี้ยงดูบุตรสี่คน รอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปากของฉินเหยาก็หุบลงทันที
“สมองนายไม่ได้มีปัญหาใช่ไหม” เธอด่าทออย่างหมดคำจะพูด
ทว่า วินาทีถัดมา
ชายหนุ่มที่อ้างว่าเป็นสามีของเธอและมีนามว่าหลิวจี้ผู้นี้ก็บอกเล่าสิ่งที่เธอชอบกิน นิสัยการใช้ชีวิต รวมไปถึงรสนิยมพิเศษบางอย่างออกมาได้อย่างถูกต้องแม่นยำราวกับว่า พวกเขาเคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมานับสิบปีจริงๆ
รวมถึงแววตาอาลัยอาวรณ์ คุ้นเคยและปวดใจคู่นั้น ดูไม่เหมือนว่าจะเสแสร้งแกล้งทำได้เลยจริงๆ