ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 809 ตอนพิเศษ 4
ตอนที่ 809 ตอนพิเศษ 4
เจ้าชุดป้องกันนี่สวมใส่ยากจริงๆ ฉินเหยาโบกมือเรียก หลิวจี้ก็กระโจนมาตรงหน้าเธอทันที
ทั้งสองช่วยกันอย่างทุลักทุเล ในที่สุดก็ช่วยหลิวจี้สวมชุดป้องกันนั่นจนสำเร็จ
ฉินเหยาไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่หลิวจี้กลับเหนื่อยจนหอบแฮก
เพียงชั่วครู่เดียว เหงื่อก็ท่วมหัวแล้ว
เส้นผมยาวเปียกชุ่มแนบติดลำคอ บวกกับชุดป้องกันที่รัดรูปแนบเนื้อ มองเห็นสัดส่วนได้ชัดเจน ชวนให้คนรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง
เมื่อถูกสายตาพินิจพิเคราะห์ของฉินเหยากวาดมองมา หลิวจี้ก็หน้าแดงก่ำราวกับกวนอู
ดีที่ชุดป้องกันมีผลช่วยลดอุณหภูมิอย่างเห็นได้ชัด เมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นสบายที่แผ่ซ่านทั่วร่าง หลิวจี้ก็ถอนหายใจยาวอย่างพึงพอใจ
พอตกดึก อุณหภูมิก็ลดฮวบ
หลิวจี้ที่เดิมทีถูกฉินเหยาไล่ไปอยู่มุมห้อง ไม่รู้ตัวว่าขยับเข้ามาเบียดบนแผ่นความร้อนของเธอตั้งแต่เมื่อใด
มือที่โอบเอวเธออย่างเป็นธรรมชาติและคุ้นเคยนั้น วินาทีต่อมาก็ถูกฉินเหยาที่สะดุ้งตื่นขึ้นมาคว้าจับเอาไว้
ทั้งมือทั้งคนถูกเหวี่ยงกระแทกผนังอย่างแรง
ปฏิกิริยารวดเร็วปานนั้น แรงที่ใช้มหาศาลปานนั้นทำให้ตึกทั้งหลังสั่นสะเทือนไปชั่วขณะ
หลิวจี้ยิ่งไม่มีโอกาสได้อธิบาย สองตาเหลือกถลน กระอักเลือดสลบเหมือดไป
ตอนนี้ฉินเหยาได้สติกลับมาแล้ว แต่เธอไม่ได้เสียใจกับการกระทำของตนเอง
คนที่ตายในขณะหลับใหลมีอยู่ดาษดื่น เธอไม่อยากกลายเป็นหนึ่งในคนพวกนั้น
ต่อให้เธอไม่คิดว่าจะใช้ชีวิตในวันพรุ่งนี้อย่างไร แต่สัญชาตญาณของร่างกายยังคงรักตัวกลัวตาย
ตรวจสอบสภาพแวดล้อมโดยรอบอีกครั้ง หลังจากมั่นใจว่าไม่มีอันตรายใดๆ แล้ว ฉินเหยาจึงล้มตัวลงนอนบนแผ่นความร้อนต่อ
แต่นอนไปได้ไม่นาน ภายในห้องก็มีเสียงโหยหวนของบุรุษดังขึ้นมาอีก “เมียจ๋า เมียจ๋า”
ฉินเหยารำคาญจนทนไม่ไหว ลุกขึ้นนั่งด้วยความโมโห “ทำไมนายยังไม่ตายอีก!”
บุรุษที่ย้ายมานั่งยองๆ อยู่ตรงหน้าเธอตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ มุมปากเปื้อนคราบเลือด มองเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความน้อยใจและหวาดกลัว
ฉินเหยากุมขมับ ต่อให้เธอทะลุมิติไปแล้วก็ไม่มีทางเป็นสามีภรรยากับเจ้าไก่อ่อนพรรค์นี้เด็ดขาด!
เอาน่า…แค่นอนด้วยกันก็ยังพอเป็นไปได้
แค่กๆ! คิดไปไกลแล้ว คิดไปไกลแล้ว
ฉินเหยาข่มกลั้นจิตสังหาร กัดฟันเอ่ยถาม “เป็นอะไรอีก”
หลิวจี้เช็ดคราบเลือดที่มุมปาก บาดแผลเล็กน้อยเพียงเท่านี้สำหรับเขาแล้ว ไม่คุ้มค่าให้เอ่ยถึง
กลับเป็นสิ่งที่จู่ๆ ก็โผล่เข้ามาในหัวสมองของเขาต่างหาก ที่ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวยิ่งกว่า
“เมียจ๋า ในหัวของข้าดูเหมือนจะมีบางอย่างเพิ่มเข้ามา…” เขาแสดงสีหน้าท่าทาง ทำไม้มือประกอบ “ใหญ่ขนาดนั้น สูงขนาดนั้น มีที่นาผืนหนึ่ง แม่น้ำสายหนึ่ง ในแม่น้ำไม่มีอะไรเลย ก้อนหิน วัชพืช ปลา ไม่มีอะไรสักอย่าง!”
“แล้วก็ที่นาผืนนั้น ขนาดราวสองหมู่ เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ข้างในมีแต่ดินสีดำ อย่างอื่นไม่มีอะไรเลย ไม่รู้ว่าเป็นไปได้อย่างไร เมื่อกี้นี้ ตอนที่เมียจ๋าซัดข้าหนึ่งที จู่ๆ ตาข้าก็พร่ามัวแล้วก็มองเห็นของสิ่งนี้อยู่ในหัวสมอง…”
หลิวจี้ยิ่งพูดยิ่งรู้สึกสยดสยอง นี่มันสมองคนนะ
สมองคนจะใหญ่สักแค่ไหนกันเชียว?
ที่ดินตั้งสองหมู่จะไม่อัดแน่นจนสมองเขาระเบิดไปเลยหรือ!
“เมียจ๋า หรือว่าเมื่อกี้ข้าโดนเจ้าตีจนสมองพัง เกิดภาพหลอนไปแล้ว”
หลิวจี้ดูอ่อนแอ ไร้หนทางสู้และน่าสงสารไปทั้งตัว
เนื่องด้วยก่อนหน้านี้แตะตัวทีไรก็โดนตีทุกครั้ง คราวนี้จึงไม่กล้าแตะต้องนาง เพียงยื่นมือออกมา ขยับเข้าไปใกล้มือนางทีละเล็กทีละน้อยอย่างหยั่งเชิงและจับปลายนิ้วก้อยของนางเอาไว้….แต่เพียงนิดเดียว
ทันทีที่ร่างกายของทั้งสองสัมผัสกันก็ไม่รู้ว่าจู่ๆ หลิวจี้คิดอะไรขึ้นมา ทั้งสองคนก็หายวับไปจากที่เดิม
ฉินเหยาตกใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่ได้หวาดกลัวขนาดนั้น
เธอเพียงรู้สึกเบื้องหน้าขาวโพลน รอจนสายตากลับมามองเห็นชัดเจนก็พบว่าตนเองยืนอยู่ริมแม่น้ำสายเล็กๆ ด้านหลังก็คือนาสีดำรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสผืนหนึ่ง
เหมือนกับสถานที่ที่หลิวจี้บรรยายไว้ทุกประการ
“ก็ที่นี่แหละ พวกเราเข้ามาได้อย่างไร” หลิวจี้ตื่นตระหนกยิ่งนัก เผลอคว้ามือฉินเหยาโดยไม่รู้ตัวแล้วแนบชิดอยู่ข้างหลังเธอ
ฉินเหยาค้นพบอย่างจนใจว่า บุรุษผู้นี้ ช่างขี้ขลาดตาขาวเสียจริงๆ
มีดีแค่ใบหน้าหล่อเหลาจะมีประโยชน์อะไร ขี้ขลาดปานนี้ไม่ช้าก็เร็วย่อมถูกคนฆ่าตาย
อ้อ ไม่สิ ในฐานที่มั่นมีลูกพี่หญิงที่มีอิทธิพลแข็งแกร่งไม่น้อย อาศัยการขายเรือนร่างแลกเปลี่ยนก็น่าจะมีคนยอมจ่าย การมีชีวิตรอดต่อไปน่าจะไม่ใช่ปัญหา
เดี๋ยวก่อน!
เกือบลืมไป เขายังมีมิติพิศวงที่อยู่ตรงหน้านี้อีก
“นายปลุกพลังพิเศษสายมิติขึ้นมาแล้ว อีกทั้งมิติของนายนี้ยังไม่เหมือนกับมิติเก็บของทั่วไป”
ฉินเหยาวิเคราะห์อย่างใจเย็น “ที่นี่ของนายมีน้ำและยังมีที่นา ไม่แน่ว่าอาจจะปลูกพืชผลได้ โดยเฉพาะแม่น้ำสายนี้ มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดและมองไม่เห็นต้นกำเนิด หากมันไหลรินไม่ขาดสายและสามารถดื่มกินได้ นั่นจะเป็นทรัพย์สินมหาศาลทีเดียว”
ใช่แล้ว เทียบกับผืนดินที่สะอาด ทรัพยากรน้ำที่สะอาดยิ่งล้ำค่ากว่า
สภาพอากาศวิปริต สายฝนที่ปะปนเชื้อไวรัสได้ปนเปื้อนทรัพยากรน้ำทั่วโลก บางแห่งรุนแรงมาก สัมผัสปุ๊บก็กลายพันธุ์ทันที
บางแห่งระดับความรุนแรงต่ำ ผ่านการกรองจากเครื่องกรองแล้วสามารถนำมาดื่มกินและทำชลประทานได้
ดังนั้นแหล่งน้ำที่ยังไม่ถูกปนเปื้อน หากแพร่งพรายออกไป จุดจบมีเพียงอย่างเดียว…ถูกองค์กรที่แข็งแกร่งควบคุม ตกเป็นเครื่องจักรผลิตน้ำ
หากโชคดีถูกกองทัพควบคุม บางทีอาจยังสร้างประโยชน์ให้มวลมนุษยชาติได้บ้าง
แต่หากโชคร้ายไปเจอคนกลุ่มตลาดมืด จะถูกสะกดจิตควบคุมโดยตรง กลายเป็นต้นไม้เงินต้นไม้ทองของคนพวกนั้น
“นายโชคดีมาก ที่คนแรกที่ค้นพบว่านายมีมิตินี้คือฉันฉินเหยา ฉันขอเพียงแค่น้ำจากนายเดือนละห้าตันก็จะช่วยนายเก็บรักษาความลับนี้”
ฉินเหยาตบหลังมือหลิวจี้ที่วางอยู่บนข้อมือของตนเบาๆ รอยยิ้มอ่อนโยน
น่าเสียดาย เพียงนึกถึงความโหดเหี้ยมอำมหิตตอนที่เธอฆ่าสัตว์ประหลาดและฆ่าคนเลวเมื่อครู่ หลิวจี้กลับรู้สึกเพียงว่ารอยยิ้มนี้ช่างน่าขนลุก
“เมียจ๋า พูดอะไรเช่นนั้น เกรงใจข้าเกินไปแล้ว ของของข้าหลิวจี้ไม่ใช่ของของเจ้าหรอกหรือ ไอ้สิ่งที่เรียกว่ามิตินี่ เจ้าอยากใช้ก็ใช้ไปเถอะ ข้าขอแค่รู้ว่ามันจะไม่ดันสมองข้าจนแตกตายก็พอแล้ว แหะๆ”
หลิวจี้ยิ้มด้วยใบหน้าใสซื่อบริสุทธิ์ ขาดแค่อย่างเดียวคือคุกเข่าตะโกนก้องว่า เมียจ๋าโปรดรับไว้พิจารณา!
หากจะบอกว่าก่อนหน้านี้ยังสงสัยอยู่บ้างว่าหลิวจี้เป็นผู้มีพลังพิเศษสายควบคุมจิตใจ
เช่นนั้น ณ เวลานี้ เมื่อมองดูดวงตาประจบสอพลอคู่นั้นของหลิวจี้ ฉินเหยาก็ไม่สงสัยความจริงเรื่องการทะลุมิติของเขาอีกแล้ว
เพราะว่า…ไม่เคยเจอผู้รอดชีวิตที่โง่เง่าปานนี้มาก่อนจริงๆ
“ดี!” เธอก็ตรงไปตรงมา ตบไหล่เขาหนักๆ ทีหนึ่ง “วันข้างหน้านายก็ติดตามเป็นลูกน้องฉัน พี่สาวจะคุ้มครองนายเอง!”
ตั้งแต่ทะลุมิติมายังต่างโลกจนถึงบัดนี้ หลิวจี้ที่เป็นดั่งจอกแหนไร้ราก ในที่สุดก็มีคนให้เกาะเกี่ยวเสียที
เขาถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ไม่สนคำขอของฉินเหยาที่ให้เขาเรียกว่าลูกพี่ เอาแต่เรียกเมียจ๋าคำแล้วคำเล่า เดินสำรวจภายในมิติวิเศษแห่งนี้อย่างตื่นเต้น
ฉินเหยาคิดในใจว่าก็แค่คำเรียกขานคำหนึ่ง เรียกไปเนื้อก็ไม่แหว่ง ปล่อยเขาไปเถอะ
ทำความเข้าใจกฎของมิตินี้ก่อนค่อยว่ากัน
หลังจากทั้งสองลองผิดลองถูกอยู่สามวันสามคืนจึงได้กฎชั่วคราวดังนี้
ข้อแรก หลิวจี้ผู้เป็นเจ้าของมิติสามารถเข้าออกมิติได้อย่างอิสระและยังสามารถพาคนเป็นๆ เข้ามาได้ด้วย
แต่หากเจ้าของไม่อยู่ในมิติ ฉินเหยาที่ถูกพาเข้ามาจะถูกดีดออกไปทันที
ส่วนจะสามารถพาคนเข้ามาพร้อมกันหลายคนได้หรือไม่ ขีดจำกัดคือกี่คน เนื่องจากรอบข้างไม่มีบุคคลที่สาม ในขณะนี้จึงไม่อาจรู้ได้
ข้อสอง คนสามารถอยู่ในมิติได้นานที่สุดเพียงครึ่งชั่วโมง เวลาจะรีเซ็ตทุกยี่สิบสี่ชั่วโมง เวลาที่เหลือหากในวันแรกใช้ไม่หมดสามารถทบยอดได้เรื่อยๆ
ข้อสาม มิติสามารถเก็บของที่ไม่มีสัญญาณชีพได้
ข้อสี่ น้ำและดินในมิติล้วนเป็นแหล่งน้ำบริสุทธิ์และดินร่วนซุยที่ปราศจากมลพิษ แต่ไม่สามารถนำออกจากมิติได้
ของที่สามารถนำออกมาจากมิติได้ มีเพียงของที่นำเข้าไปจากภายนอกเท่านั้น
นี่หมายความว่าดินและน้ำในมิติสามารถใช้เพาะปลูกได้
พืชผลที่ปลูกจนสุกงอมแล้วสามารถเก็บเกี่ยวและนำออกมาสู่โลกความเป็นจริงได้
เนื่องจากไม่มีสัตว์มีชีวิตอื่น สิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากมนุษย์จะสามารถอาศัยอยู่ในมิติได้หรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่แน่ชัด
สรุปแล้ว หลังจากศึกษาดูแล้วฉินเหยาก็ได้ข้อสรุปเป็นคำว่า “มีดีกว่าไม่มี”