ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70 - ตอนที่ 77 ตัดสินใจไปจากเธอ
พอเจียงตั่วเห็นแววตาของหมิงจูก็รู้ว่าเธอต้องพูดเรื่องไม่เข้าท่าแน่ และก่อนที่เธอจะพลั้งปากพูดออกมา เขารีบหันไปตอบเจียงชุ่ยหลัน “ไม่รีบครับ ค่อยเป็นค่อยไป”
หมิงจูถอนสายตาจากเขา ก่อนจะคล้องแขนเจียงตั่ว พลางยิ้มให้เจียงชุ่ยหลัน “พวกเราเพิ่งแต่งงานกันเองค่ะ ขอใช้เวลาหวานด้วยกันก่อนสิคะ แล้วค่อยคิดเรื่องมีเจ้าตัวเล็ก”
หมิงจูคิดว่าเธอพูดอย่างอ้อมค้อมแล้ว แต่คำพูดนั้นกลับทำให้เจียงชุ่ยหลันและสามีถึงกับอายม้วน
เจียงตั่วเห็นท่าว่าหากปล่อยให้เธอพูดต่อไปอีก ลุงกับป้าคงจะเขินไปมากกว่านี้ จึงลุกขึ้นยืนแล้วอ้างว่าค่ำแล้ว ขอตัวพาหมิงจูกับคุณป้ากลับบ้าน
ระหว่างทางกลับบ้าน หมิงชุนนีรีบวิ่งกลับไปเก็บใบหม่อนเพื่อเลี้ยงหนอนไหมก่อน
ภายใต้แสงจันทร์ มีเพียงสองสามีภรรยาที่เดินอยู่เคียงข้างกัน
หมิงจูชอบช่วงเวลาที่เงียบสงัดในยามค่ำคืนเช่นนี้มาก การได้เดินเคียงข้างเจียงตั่วทำให้เธอรู้สึกดี
ทั้งสองเดินท่ามกลางสายลมพัดเอื่อย ไม่มีใครเอ่ยคำพูดใด
เจียงตั่วอดคิดถึงท่าทางเหม่อลอยของหมิงจูเมื่อครู่ไม่ได้ เขารู้สึกว่าในใจของเธออาจมีความลับบางอย่างที่เขาไม่อาจเข้าถึง
เมื่อครู่นี้เธอกำลังคิดอะไรอยู่?
แล้วตอนนี้…
เธอก็จ้องมองพระจันทร์อย่างเหม่อลอยอีกแล้ว
หมิงจูเดินหน้าไปพลางมองพระจันทร์ไปพลาง ไม่ทันสังเกตหลุมบ่อบนพื้น และพลาดท่าสะดุดจนเกือบจะล้มลง!
โชคยังดี เจียงตั่วเข้ามาพยุงไว้ได้ทันเวลา
เธอซบอยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่ม มือกอดเกี่ยวเอวเขาไว้ และยิ้มหวาน “สมกับเป็นผู้กองเจียงของฉัน ไม่มีคุณอยู่ด้วยฉันคงล้มไปแล้ว”
เจียงตั่วขมวดคิ้ว “ไม่เดินให้ดี มัวแต่คิดอะไรอยู่?”
หมิงจูเบะปาก “ผู้กองเจียงขี้สงสัยขนาดนี้เลยเหรอ งั้นจูบฉันก่อนสิคะ แล้วจะบอกให้คุณรู้”
เจียงตั่วลังเลเล็กน้อย ก่อนจะก้มลงมอบจูบอันอ่อนโยนบนริมฝีปากของหมิงจู
หมิงจูกอดคอเขา ลมหายใจของทั้งสองสอดประสานกันในทันที
ผ่านไปเนิ่นนาน เขายอมปล่อยเธอออกมา ลมหายใจเริ่มถี่กระชั้นและหนักหน่วง
หมิงจูหัวเราะเบาๆ แล้วซบหน้าผากกับหน้าอกของเจียงตั่ว
ผู้กองเจียงถูกเธอฝึกจนไม่ใช่หนุ่มซื่อที่แค่ได้ยินคำว่า ‘จูบ’ ก็เขินจนหน้าแดงแล้ว
เธอช้อนสายตามองเจียงตั่ว “เมื่อกี้ฉันกำลังคิดว่า พระจันทร์ที่แขวนอยู่บนปลายกิ่งไม้นั้นงดงามราวกับภาพวาด ฉันหลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้นเลยล่ะ”
เจียงตั่วฟังเธอพล่ามไร้สาระต่อไปเงียบๆ
แววตาของเธอเมื่อครู่นี้ชัดเจนว่ามีความหม่นหมองอยู่บ้าง จะหลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้นได้อย่างไร?
เมื่อเห็นเจียงตั่วจ้องมองเธอเช่นนี้ หมิงจูก็รู้ว่าหลอกเขาไม่ได้อีกแล้ว
เธอยักไหล่ “ก็ได้ค่ะ ไม่หลอกคุณแล้ว ที่จริงฉัน…แค่คิดถึงคนในครอบครัว”
“คุณย่า?”
แน่นอนว่าเธอไม่สามารถพูดออกมาได้ว่าคิดถึงพ่อแม่และพี่ชาย จึงพยักหน้า “ใช่ค่ะ ในความทรงจำของฉัน คืนฤดูร้อนที่อากาศร้อนมาก คุณย่าจะเอาเสื่อฟางมาปูให้นอนที่ลานบ้าน แล้วพัดให้ฉันตลอดทั้งคืน ท่านรักฉันมากจริงๆ เสียดายที่ฉันไม่มีโอกาสได้พบท่านอีกแล้ว เลยได้แต่แหงนมองพระจันทร์ส่งความคิดถึง…”
ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็มีภาพเช่นนี้อยู่ ความรักในครอบครัวนั้นเชื่อมโยงถึงกันหมด ทำให้เธอรู้สึกร่วมได้ง่าย
เจียงตั่วนึกถึงหมิงจูที่ต้องอยู่กับคุณป้าที่สติไม่ค่อยดีมาหลายปี เขาก็อดรู้สึกสงสารไม่ได้
แต่เขาไม่รู้จะพูดอะไร เพราะไม่ถนัดการพูดจาซาบซึ้ง
อย่างไรก็ตาม หมิงจูก็รีบเปลี่ยนเรื่องมาถามเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น “แล้วคุณล่ะคะ อยู่คนเดียวข้างนอก คิดถึงบ้าน คิดถึงญาติๆ บ้างไหม?”
เจียงตั่วส่ายหน้าน้อยๆ “ไม่เลย ฉันค่อนข้างพึ่งพาตัวเองได้”
หมิงจูเบะปาก มันเกี่ยวกับการพึ่งพาตัวเองได้ตรงไหน?
ทำไมรู้สึกว่าเจียงตั่วไม่อยากพูดถึงครอบครัวเลยนะ?
เธอกระชับมือที่กอดเขาแน่นขึ้นเล็กน้อย แล้วพูดอย่างออดอ้อนว่า “แต่ถ้าฉันพึ่งพาตัวเองไม่ได้ล่ะคะ ตอนนี้ฉันก็สบายจนตัวลอยแล้วนะ ถ้าวันหนึ่งคุณทิ้งฉันไป ฉันคงจะคิดถึงคุณมากแน่เลย”
คำบอกรักที่หลุดปากออกมา ทำให้เจียงตั่วที่เงียบขรึมนั้นไม่รู้จะตอบกลับอย่างไรดี
หมิงจูเห็นสีหน้าตึงเครียดของเขา ก็หลุดหัวเราะออกมา “ทำไมต้องเครียดขนาดนั้นด้วยคะ หรือว่าคุณคิดจะทิ้งฉันไปจริงๆ?”
เจียงตั่วผ่อนคลายสีหน้าลงเล็กน้อย แล้วตอบเสียงทุ้มต่ำ “เปล่าหรอก แค่บางครั้ง…ฉันอาจจะไม่อยู่บ้าน”
“แล้วมันจะเกี่ยวอะไรล่ะคะ แค่คุณทำงานเสร็จแล้วรู้ทางกลับบ้านก็พอ ที่สำคัญ เวลาอยู่นอกบ้านต้องคิดถึงฉันตลอดเวลานะ ทำได้ไหมคะ?”
เจียงตั่ว “…”
“ไอหยา ผู้กองเจียง ทำไมคุณถึงเอาใจภรรยาไม่เป็นเลยนะ คุณต้องบอกว่า ‘ทำได้’ สิคะ”
“ถ้างานยุ่งก็อาจจะ…”
หมิงจูปล่อยมือเขา แล้วขัดจังหวะคำพูดนั้น “มีเวลาหรือเปล่าไม่สำคัญเลยค่ะ ที่สำคัญคือทัศนคติของคุณต่างหาก แค่คุณรับปากว่าทำได้ ฉันก็ดีใจแล้ว ไม่งั้นฉันจะโกรธแล้วนะ”
“ได้”
แค่หนึ่งคำสั้นๆ และชัดเจนก็เพียงพอให้หมิงจูพอใจแล้ว เธอยิ้มบางๆ แล้วจับมือเจียงตั่วเดินกลับบ้าน…
ตอนกลางคืน หมิงจูนอนหลับไปจนถึงกลางดึก แล้วสัมผัสได้ถึงลมแผ่วๆ พัดผ่านร่างกาย
เธอค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย ก็เห็นเจียงตั่วนอนตะแคงหันหน้ามาทางนี้ มือถือพัดสานใบลาน พัดขึ้นลงเหนือตัวเธอเป็นพัก
เมื่อนึกถึงเรื่องคุณย่าที่เธอพูดออกไปเมื่อเย็น ใจเธอก็อบอุ่นขึ้นมา ริมฝีปากเผยอรอยยิ้มบางๆ
ชายคนนี้… ทำไมถึงได้ทำดีด้วยขนาดนี้นะ?
ดีจนเธออยากจะจับกดเขา แล้วมอบกายถวายชีวิตให้เดี๋ยวนี้เลย!
แต่พอเหลือบไปเห็นผ้าพันแผลที่หัวเขา ช่างเถอะ อย่าเพิ่งใช้งานเขาหนักดีกว่า
รอให้หายดีแล้วค่อยมอบกายให้ อ้อ ต้องหลายๆ ครั้งด้วย!
ผู้หญิงในยุคใหม่กล้าคิดกล้าทำกับสามี ถึงตอนนั้น แม้เขาจะมองว่าเธอเป็นแค่ความรับผิดชอบ ก็ต้องได้ความรักจากการนอนด้วยกันบ้างล่ะน่า?
เช้าวันรุ่งขึ้น หมิงจูรออยู่ที่บ้านก็ได้เจอหมิงสี่ ลูกสาวคนรองของบ้านชุนเฉิง ทางนี้เพิ่งเคยทำเต้าหู้เป็นครั้งแรก หมิงจูจึงสอนเธอเล็กน้อย และได้ฟังเรื่องซุบซิบนินทาของหมิงเยี่ยนมาด้วย…
ว่ากันว่าเมื่อวานมีคนกลุ่มหนึ่งพาหมิงเยี่ยนไปที่หมู่บ้านต้าชวีเพื่อทวงเงินจากแม่ของเจ้าโง่ แต่แม่ของเจ้าโง่ไม่ยอมให้เงิน แถมยังถือไม้ไล่ตีหมิงเยี่ยน!
หมิงเยี่ยนโมโหสุดขีด จึงคว้าไม้มาตีแม่ของเจ้าโง่จนสลบไป แล้วตัวเองก็ตกใจวิ่งหนีไปจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน
วันนี้แม่ของเจ้าโง่พาลูกชายสติไม่ดีไปที่บ้านหมิงฉางเหอเพื่อทวงลูกสะใภ้คืน แต่หมิงเยี่ยนยังไม่กลับมา ทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันใหญ่โต แม่ของเจ้าโง่จึงพาลูกชายไปที่สถานีตำรวจ เพื่อฟ้องร้องบ้านหมิงฉางเหอ
หนึ่งฟ้องเรื่องหมิงฉางเหอหลอกลวงสินสอดแต่งงาน สองฟ้องเรื่องหมิงกั๋วอันฆ่าแม่สามีของเธอ!
หมิงเทาก็ถูกขังอยู่ที่สถานีตำรวจ หมิงฮ่าวก็ขโมยเงินที่บ้านไป ถูกซ้อมจนต้องพักรักษาตัวที่บ้าน บัณฑิตหญิงคนนั้นก็ไม่ยอมคบกับเขาอีกแล้ว นับว่าเสียทั้งขึ้นทั้งล่อง!
บ้านหมิงฉางเหอตอนนี้ เรียกได้ว่ายุ่งเหยิงไปหมดแล้ว
หมิงจูได้ฟังเรื่องเหล่านี้ เธอก็รู้สึกว่าสมควรรับกรรมแล้ว!
กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นคืนสนอง ถึงเวลาแล้ว ใครก็หนีไม่พ้น!
พอเที่ยงวัน หลังจากที่หลิวเฉิงไฉขับรถม้าออกไปหลังจากรับเต้าหู้ หมิงจูก็เดินกลับห้องครัวอย่างสบายอารมณ์ เพื่อเตรียมตัวทำอาหาร
ขณะที่กำลังวุ่นอยู่กับการทำอาหาร หมิงสี่ที่เพิ่งจากไปไม่นานก็รีบวิ่งกลับมา ยืนตัวสั่นอยู่ที่ประตูครัวพร้อมกับร้องเรียกอย่างกระวนกระวาย “จูจู รีบไปกับฉันเร็ว เกิดเรื่องกับคุณป้าของเธอแล้ว!”
หมิงจูได้ยินดังนั้นก็รีบโยนท่อนฟืนในมือ “คุณป้าของฉันเป็นอะไรไป?”
“ลุงเขยไม่เอาไหนของเธอคนนั้นมาแล้วน่ะสิ!”