ทะลุมิติไปเป็นภรรยาชาวสวนของท่านบัณฑิต - เล่มที่ 15 บทที่ 503 นางเป็นห่วงว่าเซียวยวี่จะลำบากมากเพียงใด
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นภรรยาชาวสวนของท่านบัณฑิต
- เล่มที่ 15 บทที่ 503 นางเป็นห่วงว่าเซียวยวี่จะลำบากมากเพียงใด
เซี่ยยวี่หลัวร้องไห้จนพอแล้ว นางเงยหน้าขึ้นมองเซียวยวี่ ใบหน้าเซียวยวี่ฉายประกายโมโหเกรี้ยวกราดชัดเจน ทว่ายามเขาก้มหน้ามองนาง แววตากลับฉายประกายสงสารและทะนุถนอมมากยิ่งขึ้น “อาหลัว ข้าขอโทษ ข้าไม่รู้ว่าในอดีตเจ้าจะมีชีวิตเช่นนั้น! ”
เมื่อเห็นความเศร้าโศกเสียใจที่ฉายชัดบนใบหน้าเซียวยวี่ เซี่ยยวี่หลัวก็รู้สึกปวดใจขึ้นมา “อายวี่ ข้าไม่เป็นอะไร! ”
เซียวยวี่โอบกอดเซี่ยยวี่หลัวไว้แน่น “ไม่ต้องกลัว ข้าจะปกป้องเจ้าให้ดี จะไม่ให้เจ้าถูกทำร้ายอีกแม้แต่น้อยนิด! ” หากมีคนกล้ารังแกนางอีก เขาต้องเลาะกระดูกของคนผู้นั้นแล้วเผาจนมอดไหม้เหลือเพียงเถ้าถ่านแน่!
สองสามีภรรยาปรึกษาหารือกันเสร็จแล้ว “เท่านี้ ให้พวกเราเท่านี้ พวกเราจะถือว่าไม่เคยมีลูกสาวคนนี้อีก! ” เขายื่นนิ้วออกมาห้านิ้ว “ห้าร้อยตำลึง! พวกเราต้องการภายในสามวัน! ช้าหนึ่งวัน เพิ่มอีกหนึ่งร้อยตำลึง! ”
กลุ่มคนที่มุงดูต่างสูดลมหายใจเฮือกด้วยความตกใจ
ไม่ว่าบ้านไหนจะแต่งภรรยาหรือส่งตัวบุตรสาวออกเรือน อย่างมากก็ใช้เพียงห้าสิบถึงหกสิบตำลึง น้อยหน่อยใช้เพียงสิบกว่าตำลึงเท่านั้น ทว่าเซี่ยจู่ฟาและหลู่เจินกลับเรียกเงินก้อนโต คิดจะขายบุตรสาวอย่างแท้จริง!
“ได้ ตกลงตามนี้! ให้เงินท่านห้าร้อยตำลึง นับแต่นี้ไป ห้ามมารบกวนอาหลัวอีก! ” เซียวยวี่ตกปากรับคำทันที
เซี่ยยวี่หลัวร้อนใจ “อายวี่…”
“วางใจได้ เรื่องเงินข้าจะคิดหาวิธีเอง! ” เซียวยวี่หันกลับมา ส่งสายตาปลอบโยนเซี่ยยวี่หลัว ทว่านางจะวางใจได้อย่างไร!
ถ้ามีเงิน นางย่อมตอบรับข้อเสนอนี้เช่นกัน แต่ตอนนี้ นางไม่มีเงินในมือแล้ว
เงินห้าร้อยกว่าตำลึงที่หามาได้ นางใช้ไปกับการสั่งซื้อน้ำดอกไม้ทั้งหมด ภายในบ้านนอกจากเงินยี่สิบถึงสามสิบตำลึงที่เก็บไว้ใช้ในยามจำเป็น ก็ไม่เหลือเงินอีก
เรื่องนี้เซียวยวี่เองก็รู้ ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยหารือกันแล้ว!
ต้องหาเงินห้าร้อยตำลึงภายในสามวัน พวกเขาจะไปเอามาจากที่ไหน ช้าหนึ่งวันต้องเพิ่มหนึ่งร้อยตำลึง เซี่ยจู่ฟาและหลู่เจิน คิดจะเอาชีวิตกันหรืออย่างไร!
แต่เซียวยวี่กลับให้นางทำใจให้สบาย “เด็กดี กลับไปล้างผักหั่นเตรียมไว้ รอข้าสอนเสร็จจะกลับบ้านไปทำอาหาร มีความสุขเข้าไว้ เรื่องอื่นอย่าได้กังวลใจ! ”
“แต่อายวี่…” เงินห้าร้อยตำลึงไม่ใช่ตัวเลขน้อยๆ เซี่ยยวี่หลัวใช้เวลานานหลายเดือนจึงหาเงินจำนวนนี้ได้ เซียวยวี่จะไปหาเงินห้าร้อยตำลึงภายในวันเดียวได้จากที่ไหน
“กลับเถิด ข้าต้องไปสอนหนังสือแล้ว! ” เมื่อเซียวยวี่ส่งนางถึงหน้าประตู ก็หันขวับเดินไปทันที
เขาเดินไปหลายก้าว หันกลับไปมองจึงเห็นว่าเซี่ยยวี่หลัวยังคงมองเขาอยู่ เขาโบกมือพลางแย้มรอยยิ้ม ก่อนหันตัวกลับ สาวเท้าก้าวใหญ่เดินจากไป
วันต่อมา สถานศึกษาหยุดหนึ่งวัน เซียวยวี่บอกกับเซี่ยยวี่หลัวว่าจะออกไป ไม่ว่าเซี่ยยวี่หลัวจะถามอย่างไร เซียวยวี่ก็ไม่ยอมบอก เพียงยิ้มพร้อมบอกให้นางรอเขา
เซี่ยยวี่หลัวไม่รู้ว่าเซียวยวี่จะไปทำอะไร แต่นางเป็นห่วงที่เขาจะไปเพียงลำพัง จึงให้เซียวจื่อเซวียนตามไปด้วย
เซียวยวี่เองก็จำเป็นต้องพาเซียวจื่อเซวียนไปด้วย ทั้งสองคนเข้าไปในตัวเมือง ไปหาเก๋อวั่ง ให้เขาพาไปอำเภอกว่างชาง
นับตั้งแต่จำความได้ เซียวจื่อเซวียนก็ยังไม่เคยไปอำเภอกว่างชางมาก่อน เมื่อเห็นตัวอักษรอำเภอกว่างชางขนาดใหญ่ เซียวจื่อเซวียนก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “พี่ใหญ่ พวกเรามาที่นี่ทำไมหรือขอรับ? ”
เซียวยวี่ไม่กล่าวอะไร คอยบอกเส้นทางให้เก๋อวั่งขับรถม้าไปตามถนน
สุดท้ายรถม้าหยุดจอดอยู่หน้าเรือนหลังใหญ่ที่ไม่มีคนอยู่อาศัยมานาน กุญแจประตูใหญ่ขึ้นสนิมแล้ว ขณะที่เซียวจื่อเซวียนรู้สึกสงสัย ก็เห็นพี่ใหญ่หยิบกุญแจดอกหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ออกแรงบิดสองที เปิดกุญแจประตู
เซียวจื่อเซวียนรู้สึกสงสัยยิ่งนัก “พี่ใหญ่ ที่นี่คือที่ไหนขอรับ? ”
เซียวยวี่ไม่กล่าวอะไร เพียงผลักเปิดประตูใหญ่สีชาดให้เปิดออกเบาๆ
ประตูใหญ่ค่อยๆ ถูกผลักเปิด ภายในมีหญ้าขึ้นรกเต็มพื้นที่ ทั้งเก่าและทรุดโทรมเสียยิ่งกว่าอะไร เมื่อประตูใหญ่ถูกเปิดออก ความทรงจำช่วงวัยเยาว์ก็ค่อยๆ ผุดขึ้นในห้วงภวังค์ของเซียวยวี่
เขาไม่ได้กลับมานานเพียงใดแล้ว!
เซียวจื่อเซวียนก็พอจะจำความได้บ้าง ถึงกับผงะไป “พี่ใหญ่ นี่คือบ้านของพวกเราหรือขอรับ? ”
เซียวยวี่พยักหน้าเบาๆ ยื่นมือไปลูบศีรษะเซียวจื่อเซวียน “ใช่แล้ว นี่คือสถานที่ที่พวกเราเกิดและเติบโต! ”
คนอื่นต่างคิดว่าบิดามารดาเซียวยวี่ล้มป่วยอย่างหนักจนขายของมีค่าทั้งหมดในบ้านไปแล้ว พวกเขาคิดถูก ทั้งสองคนขายสิ่งของมีค่าไปหมดแล้วจริง ยกเว้นเรือนหลังนี้
เรือนที่เปรียบเสมือนเปลือกนอกที่ภายในว่างเปล่า
เรือนตระกูลเซียวนั้นใหญ่มาก ใหญ่เป็นพิเศษ ถึงแม้จะเก่าและทรุดโทรม แต่กลับยังสามารถเห็นถึงความโอ่อ่าและหรูหราในอดีต
“เรือนหลังนี้ เป็นสิ่งสุดท้ายที่ท่านพ่อท่านแม่ทิ้งไว้ให้พวกเรา” เซียวยวี่กล่าว
ในตอนนั้น เพื่อหาหมอรักษาอาการป่วย ท่านพ่อท่านแม่ขายสิ่งของมีค่าทั้งหมดในบ้าน สุดท้ายที่บ้านก็เหลือเพียงเรือนว่างเปล่า ไม่เหลืออะไรอีก เซียวยวี่เสนอให้ขายเรือนเพื่อหาเงินรักษาอาการป่วย บิดามารดาของเขาตอบตกลง ขายเรือนทิ้งทันที ก่อนพาเซียวยวี่กลับหมู่บ้านสกุลเซียว
เซียวยวี่เองก็นึกว่าบิดามารดาขายเรือนไปแล้วจริงๆ จวบจนก่อนบิดามารดาของเขาจะสิ้นใจ จึงมอบกุญแจและโฉนดที่ดินกับโฉนดบ้านให้เขา
ก่อนบิดามารดาจะจากไป ได้กล่าวไว้ว่า พวกเขาจากไปแล้ว จะให้เด็กๆ ไม่มีแม้แต่บ้านของตัวเองไม่ได้
ตอนนั้นพวกท่านโกหกเซียวยวี่ บอกว่าขายเรือนไปแล้ว แต่ความจริงพวกท่านไม่ได้ขาย ต่อให้ล้มป่วยอย่างหนัก ไม่มีเงินค่ารักษา พวกเขาก็ไม่เคยมีความคิดที่จะขายเรือนทิ้ง
สูญเสียบิดามารดาแล้ว จะให้เด็กๆ สูญเสียบ้านไปอีกไม่ได้
เมื่อเซียวยวี่คิดถึงบิดามารดา ก็รู้สึกแสบจมูกขึ้นมา ส่วนเซียวจื่อเซวียนร้องไห้โฮทันที “พี่ใหญ่ ข้าคิดถึงท่านพ่อท่านแม่ขอรับ! ”
“อาเซวียน พวกเราไม่ร้อง ไม่ร้อง! ” เซียวยวี่กอดเซียวจื่อเซวียนไว้ พลางปลอบโยนเขา “ท่านพ่อท่านแม่ยังคอยดูพวกเราอยู่บนสวรรค์ พวกท่านไม่อยากเห็นพวกเราเศร้าเสียใจ พวกเราจะร้องไห้ไม่ได้ ต้องยิ้มเข้าไว้! ”
เซียวจื่อเซวียนหยุดร้องไห้ พยายามเช็ดจมูกและขอบตา “ได้ ข้าไม่ร้องขอรับ”
เซียวยวี่เอ่ยขึ้น “เรือนหลังนี้ ท่านพ่อท่านแม่มอบให้พวกเราสามคน ข้าอยากขายเรือนหลังนี้ แต่ต่อไปข้าจะซื้อเรือนที่ดีกว่านี้ให้เจ้ากับอาเมิ่ง! ”
“พี่ใหญ่ ท่านขายเลยขอรับ! พวกเราไม่ต้องการเรือนหลังใหญ่ ข้ากับอาเมิ่งเพียงอยากให้พี่สะใภ้อยู่อย่างมีความสุขขอรับ! ” เมื่อเซียวจื่อเซวียนคิดถึงเรื่องที่คนตระกูลเซี่ยลบหลู่หมิ่นหยามพี่สะใภ้ใหญ่เช่นนั้น เขาก็แทบอยากซ้อมคนตระกูลเซี่ยสักทีหนึ่ง
เซียวยวี่แย้มรอยยิ้ม ลูบศีรษะเซียวจื่อเซวียน “ได้ พวกเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป”
เมื่อผู้คนได้ยินว่าเจ้าของต้องการขายเรือนหลังใหญ่ที่สุดและดีที่สุดบนถนนที่รุ่งเรืองที่สุดของอำเภอกว่างชาง นายหน้าจำนวนไม่น้อยก็ต่างเคลื่อนไหว เพิ่งแขวนป้ายประกาศตอนเช้า ช่วงบ่ายก็มีคนมาดูบ้านแล้ว
พระอาทิตย์ยังไม่ตกดิน ก็ตกลงซื้อขายเรียบร้อย เดิมทีหากเจรจาอีก เรือนหลังนี้ยังสามารถขายได้ราคาสูงกว่านี้ ทว่าเซียวยวี่ไม่เจรจา ขายออกไปทันที
เรื่องโอนโฉนดให้นายหน้าไปจัดการ เขารับเงินแล้วกลับหมู่บ้านสกุลเซียวทันที
เซี่ยยวี่หลัวเห็นตั๋วเงินห้าร้อยตำลึง ก็ตกใจสะดุ้ง “นี่ เจ้าเอามาจากที่ใดกัน? ”
เซียวยวี่แย้มรอยยิ้ม “วางใจได้ ข้าไม่ได้ขโมยหรือปล้นมา ไม่ต้องกังวล! ”
เซี่ยยวี่หลัวจะไม่กังวลได้อย่างไร แต่ไม่ว่านางจะถามเช่นไร เซียวยวี่ก็กล่าวเพียงประโยคเดียวตลอด ให้นางไม่ต้องห่วง เขาได้เงินมาอย่างสุจริต!
เมื่อเห็นว่าถามผู้ใหญ่ไม่ได้ เซี่ยยวี่หลัวจึงได้แต่ไปถามเด็ก
ทว่า เซียวจื่อเซวียนเป็นคนที่รับปากผู้อื่นแล้วจะไม่กลับคำเด็ดขาด!
พี่ใหญ่บอกไว้ ว่าจะบอกเรื่องที่พวกเขาขายเรือนทิ้งไม่ได้เป็นอันขาด จึงปิดปากเงียบ ไม่ว่าเซี่ยยวี่หลัวจะขู่เข็ญหรือล่อลวงอย่างไร เขาก็ไม่กล่าวอะไรแม้แต่คำเดียว
เพียงบอกว่าได้เงินมาอย่างสุจริต ไม่ได้ทำเรื่องไม่ดีแม้แต่น้อย!
เซี่ยยวี่หลัวรู้สึกกระวนกระวายใจ นางไม่ได้กังวลว่าได้เงินมาอย่างไม่สุจริต แต่นางเป็นห่วงว่าเซียวยวี่ต้องลำบากมากเพียงใดต่างหาก!