ทะลุมิติไปเป็นภรรยาชาวสวนของท่านบัณฑิต - เล่มที่ 15 บทที่ 511 เซียวจื่อเซวียนเป็นอีสุกอีใส
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นภรรยาชาวสวนของท่านบัณฑิต
- เล่มที่ 15 บทที่ 511 เซียวจื่อเซวียนเป็นอีสุกอีใส
บทที่ 511 เซียวจื่อเซวียนเป็นอีสุกอีใส
ฤดูใบไม้ผลิที่แสนอบอุ่น สรรพสิ่งเริ่มตื่นขึ้น และเวลานี้ ก็เป็นช่วงเวลาที่อาการป่วยรุนแรงที่สุด
ตอนเซียวจื่อเซวียนไข้ขึ้น เซียวยวี่ก็เริ่มเก็บสัมภาระเตรียมไปสอบที่อำเภอกว่างชางแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันสอบ
ท่านลุงสองมาดูอาการเซียวจื่อเซวียน พร้อมจ่ายยาให้เขา เดิมทีนึกว่ามีไข้ตัวร้อนทั่วไป แต่เซียวจื่อเซวียนมีไข้สูงต่อเนื่องถึงสามวัน ตัวผอมลงจนรูปหน้าแทบเปลี่ยนไป เซี่ยยวี่หลัวจึงรู้สึกว่าผิดปกติ
ทั้งสองคนจึงรีบนำตัวเซียวจื่อเซวียนไปรักษาอาการที่โรงหมอ
นับตั้งแต่ซุนไคยุ่นรักษาอาการป่วยของฮูหยินเฒ่ากู้จนหาย คนทั่วทั้งเมืองโยวหลันจึงได้รู้ถึงความเก่งกาจของซุนไคยุ่น มีคนมาให้เขาช่วยรักษาอาการป่วยจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เซี่ยยวี่หลัวจึงร่วมมือกับซุนไคยุ่น เปิดโรงหมอแห่งหนึ่งร่วมกัน
เซี่ยยวี่หลัวรับผิดชอบออกเงินทุน ส่วนซุนไคยุ่นคอยรักษา เปิดโรงหมอที่มีชื่อว่าเป่าเหอถาง
ความจริง โรงหมอนี้เซี่ยยวี่หลัวเปิดให้ซุนไคยุ่นโดยเฉพาะ
หมอฝีมือดีที่ในอนาคตจะมีชื่อเลื่องลือไปทั่วต้าเยว่ เซี่ยยวี่หลัวจะไม่รับมาเป็นพวกตนได้อย่างไร
ซุนไคยุ่นดูอาการแล้ว ก็วินิจฉัยอย่างมั่นใจ ว่าเซียวจื่อเซวียนเป็นอีสุกอีใส “ข้าจะจ่ายยาให้เด็กก่อน ขอเพียงเด็กมีตุ่มน้ำขึ้น และไข้ลด ก็ไม่เป็นอะไรแล้ว! ”
เขาไม่ได้บอก ว่าหากไข้ไม่ลดจะทำเช่นไร!
เซี่ยยวี่หลัวไม่ฟังก็พอจะรู้ ว่าในยุคโบราณ อีสุกอีใสไม่ต่างจากมือสังหาร พบผู้ใดก็สังหารผู้นั้น ไม่ยั้งมือและไม่มีเยื่อใยแม้แต่น้อย!
“ท่านหมอซุน ท่านจ่ายยาก่อนเถิด! ” ถึงแม้เซี่ยยวี่หลัวจะกลัว แต่ยามที่ต้องสงบเยือกเย็น นางก็สงบเยือกเย็นจนดูน่ากลัว
อีสุกอีใสเป็นโรคที่ติดต่อได้!
เซียวยวี่รีบผลักเซี่ยยวี่หลัวออก กอดเซียวจื่อเซวียนไว้ในอ้อมอก พร้อมกล่าวด้วยความร้อนใจ “อาหลัว เจ้ารีบออกไป! ”
“ให้ข้าออกไปหรือ? ” เซี่ยยวี่หลัวร้อนใจทันที ยื่นมือไปจับตัวเซียวยวี่ให้หันมาก่อนกล่าว “เจ้าต่างหากที่ควรออกไป! ”
เซี่ยยวี่หลัววางเด็กลงบนเตียง ก่อนจะไปลากตัวเซียวยวี่ทันที “เจ้าออกไปซะ! ” นางผลักเซียวยวี่สุดแรงจนดันเขาออกนอกประตูไปได้
ก่อนจะใช้แรงทั้งหมดเพื่อปิดประตูดัง “ปัง”
“อาหลัว… เจ้าคิดจะทำอะไร? ”
เซียวยวี่ร้อนใจเสียยิ่งกว่าอะไร ทั้งเป็นห่วงเซียวจื่อเซวียน ทั้งเป็นห่วงเซี่ยยวี่หลัว โทษตัวเองว่าเหตุใดตอนนั้นตนเองถึงเล่าเรียนอ่านตำรา เหตุใดถึงไม่เรียนศาสตร์การรักษา
“เจ้ารีบไปสอบ! ” เซี่ยยวี่หลัวกล่าวด้วยความร้อนใจประหนึ่งมีไฟแผดเผา
“ในเวลาเช่นนี้ ข้าจะยังมีแก่ใจไปสอบได้อย่างไร! ” เซียวยวี่ไม่อยากไปสอบแล้ว
“เจ้าเตรียมตัวมานานหลายปี ปีนี้คิดจะล้มเลิกความตั้งใจหรือ? ” เซี่ยยวี่หลัวหันไปมองเซียวจื่อเซวียนที่อยู่บนเตียง
เซียวยวี่ “ข้าเป็นห่วงเจ้า ร่างกายของเจ้าอ่อนแอถึงเพียงนั้น คนที่ควรดูแลเขาเป็นข้า เจ้ารีบออกมา! ”
เซี่ยยวี่หลัวผงะไป เข้าใจในทันที
เขาเป็นห่วงว่านางจะติดเชื้อหรือ?
“อายวี่ เรื่องนี้เจ้าวางใจได้ ข้าไม่ติดเชื้ออีสุกอีใสแน่นอน” เซี่ยยวี่หลัวกัดฟัน ก่อนพูดปด “ตอนเด็กข้าเคยเป็นอีสุกอีใสแล้ว จะไม่เป็นอีก”
เซียวยวี่ไม่เชื่อ “พวกเราช่วยกันดูแลอาเซวียนเถิด! ”
“หากเจ้าติดเชื้อเล่าจะทำอย่างไร? อีกไม่กี่วันก็จะสอบแล้ว! ” เซี่ยยวี่หลัวไม่เห็นด้วย “อายวี่ เจ้าไปสอบเถิด ที่นี่มีข้าอยู่ เจ้าวางใจได้ เจ้าเชื่อข้าหรือไม่? ข้าจะคืนจื่อเซวียนที่สุขภาพร่างกายแข็งแรงร่าเริงแจ่มใสให้เจ้าแน่นอน! ”
“อาหลัว…” เซียวยวี่แผดเสียงทุ้มต่ำอยู่ด้านนอกประตู “เหตุใดเจ้าถึงโง่นัก! ”
เซียวยวี่รู้ถึงอันตรายของอีสุกอีใส เหตุใดนางจึงโง่ถึงขั้นจะดูแลอาเซวียนเพียงลำพัง นางทำเช่นนี้ได้อย่างไร!
“อายวี่ เจ้าไปสอบเถิด! ”
หากไปคราวนี้ จะไม่ได้พบกันสามเดือนกว่า เซี่ยยวี่หลัวรู้สึกแสบจมูกขึ้นมา “เจ้าสอบอย่างสบายใจได้ ที่บ้านมีข้าอยู่ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง! ”
เซี่ยยวี่หลัวพูดให้กำลังใจเซียวยวี่ “อายวี่ เจ้าต้องสอบให้ดี ข้ากับเด็กสองคนจะรอฟังข่าวดีจากเจ้า! ”
จริงด้วย เขาเตรียมตัวมานานหลายปี ปีนี้เป็นครั้งที่ห้าแล้ว
เขาแทบไม่เหลือความหวังใดๆ แต่เพื่ออาหลัว เขาต้องพยายามต่อไป
“อาหลัว…” เซียวยวี่ไม่เคยรู้สึกสับสนเช่นนี้มาก่อน
ด้านหนึ่งเป็นการสอบที่จัดขึ้นเพียงปีละหนึ่งครั้ง หากพลาดโอกาสปีนี้ไป ก็ต้องรอถึงปีหน้า ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นอาหลัวกับอาเซวียน อาเซวียนล้มป่วย อาหลัวจะเป็นคนดูแล แล้วเขาจะมีแก่ใจไปสอบได้อย่างไร!
“อายวี่ ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงพวกเรา แต่เจ้าลองคิดดู ต่อให้เจ้าเป็นห่วงเพียงใดก็ไม่มีประโยชน์ เจ้าอยู่ดูแลกับข้าอยู่ดูแลต่างกันตรงไหน? ยิ่งไปกว่านั้น ข้าเป็นสตรี ละเอียดอ่อนกว่าเจ้า นอกจากนั้นข้าเคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน ไม่ต้องกลัวว่าจะติดเชื้อ ทว่าเจ้าอยู่ที่นี่นั้นต่างกัน เจ้าดูแลได้ดีไม่เท่าข้า! ” ราวกับเซี่ยยวี่หลัวสามารถอ่านใจเซียวยวี่ได้อย่างทะลุปรุโปร่งอย่างไรอย่างนั้น ทุกประโยคที่กล่าวออกมาล้วนพูดตรงประเด็นที่เซียวยวี่คิดในใจ
“สองเรื่องนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงจื่อเซวียนมาก ข้าก็เป็นห่วงเขามากเช่นกัน ข้าเป็นพี่สะใภ้ใหญ่ของเขา ข้าต้องดูแลเขาให้ดีแน่ ข้ารับประกัน ว่าจะคืนเซียวจื่อเซวียนที่ร่าเริงแจ่มใสให้เจ้า! ”
“อาหลัว…” เซียวยวี่ตะคอกเสียงเบาอยู่ข้างนอก “เจ้าเป็นภรรยาของข้า คนที่ข้าเป็นห่วงที่สุดคือเจ้า! ”
เซี่ยยวี่หลัวรู้สึกสั่นสะท้านเมื่อได้ยินเสียงตะคอกด้านนอก
เจ้าเป็นภรรยาของข้า คนที่ข้าเป็นห่วงที่สุดคือเจ้า!
“อายวี่…” เซี่ยยวี่หลัวกล่าวพึมพำ จากนั้นจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เจ้าวางใจได้ ข้าไม่เป็นอะไรแน่ ข้าเคยเป็นอีสุกอีใส ข้าไม่กลัว! กลับเป็นเจ้า ไปเดี๋ยวนี้ ตั้งใจสอบดีๆ! ”
เซียวยวี่รู้อุปนิสัยของเซี่ยยวี่หลัว เรื่องที่ตัดสินใจแล้วทำอย่างไรก็ไม่มีทางเปลี่ยน
เวลานี้เอง ซุนไคยุ่นเดินมาพร้อมกล่าว “เซียวยวี่ เจ้าไปสอบอย่างวางใจเถิด ที่นี่ยังมีข้าอยู่ เจ้าวางใจได้ ข้าจะคืนน้องชายที่ร่าเริงสดใสให้เจ้าแน่”
“ยังมีอาหลัว… อาหลัวก็ต้องไม่เป็นอะไร! ” เซียวยวี่เป็นห่วงยิ่งขึ้น
ซุนไคยุ่นปิดโรงหมอ คอยดูแลรักษาเซียวจื่อเซวียนอยู่ในโรงหมอโดยเฉพาะ “ยวี่หลัวกับจื่อเซวียนอยู่ที่ข้า ไม่เป็นอะไรแน่! ”
ความจริง ภายในใจเขาก็ไม่มั่นใจ แต่เมื่อได้ยินวาจามั่นอกมั่นใจของเซี่ยยวี่หลัว ซุนไคยุ่นก็เกิดความมั่นใจขึ้นมา
“ยังมีข้าอีกคน พี่ใหญ่ ข้าก็จะอยู่ที่นี่คอยดูแลพี่สะใภ้ใหญ่และพี่รองเจ้าค่ะ! ” เซียวจื่อเมิ่งกล่าวเสียงใส
เซียวยวี่ลูบศีรษะเซียวจื่อเมิ่ง ไม่สับสนลังเลอีกต่อไป “อาหลัว เจ้ากับเด็กๆ ต้องรอข้ากลับมาดีๆ! ”
เซียวยวี่สาวเท้าก้าวใหญ่เดินจากไป
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินไปไกลแล้ว หยาดน้ำตาที่คลอในเบ้าตาเซี่ยยวี่หลัว ในที่สุดก็ทนไม่ไหวจนไหลลู่ลงมา
อายวี่ ปีนี้เจ้าต้องสอบผ่านให้ได้!
ส่วนนาง ตอนนี้เป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวคือต้องดูแลจื่อเซวียนให้ดี!
ผ่านไปไม่กี่วัน บนร่างกายเซียวจื่อเซวียนก็เริ่มมีตุ่มน้ำขึ้นทั่วตัว ตุ่มแล้วตุ่มเล่า ตุ่มน้ำเหล่านั้นทำให้รู้สึกคัน เซียวจื่อเซวียนจะใช้มือเกา เซี่ยยวี่หลัวเกรงว่าหากเขาเกาตุ่มน้ำจนแตก ถึงเวลาจะทิ้งรอยแผลเป็นไว้ จึงแทบไม่ได้นอนตลอดคืน คอยจับมือของเขาไว้ ไม่ให้เขาเกาตุ่มน้ำ
“พี่สะใภ้ใหญ่ ข้านำอาหารมาให้เจ้าค่ะ! ” เสียงของเซียวจื่อเมิ่งดังขึ้นจากด้านนอก
เซี่ยยวี่หลัวได้ยินเสียง รีบลุกขึ้นมา กล่าวโดยหันออกไปด้านนอก “จื่อเมิ่ง เจ้าออกห่างหน่อย อย่าเข้ามาใกล้! ”
เดิมทีเซี่ยยวี่หลัวคิดอยากให้นางไปอยู่กับฮวาเหนียง แต่ไม่ว่าจะกล่าวเช่นไรเซียวจื่อเมิ่งก็ไม่ยอม
“ข้าไปไม่ได้เจ้าค่ะ หากข้าไป พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่รองจะกินอะไรเจ้าคะ? ” เซียวจื่อเมิ่งไม่ยอมตอบตกลง ยืนกรานจะอยู่ต่อ “ทำอาหารเสร็จ ข้าจะได้ส่งไปให้พี่สะใภ้ใหญ่และพี่รอง ข้าไปไม่ได้เจ้าค่ะ”
เดิมทีซุนไคยุ่นมีผู้ช่วยเพียงคนเดียว เมื่อได้ยินว่าซุนไคยุ่นรับเด็กที่ป่วยเป็นอีสุกอีใสมาคนหนึ่ง เด็กคนนั้นก็ตกใจจนวิ่งกลับบ้าน ไม่กล้ามาอีกเลย
ดังนั้น เด็กอายุเจ็ดขวบจึงต้องทำอาหารบนเตาปรุงอาหารเอง ทั้งยังต้องออกไปซื้อเนื้อและผัก เซียวจื่อเมิ่งไม่เคยทำอาหาร จับตะหลิวแล้วยังแตะไม่ถึงก้นกระทะ ดังนั้นนางจึงยกเก้าอี้เล็กมาหนึ่งตัว ยืนอยู่บนนั้น ผัดอาหารโดยเลียนแบบท่าทางของพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่
ถึงจะผัดออกมาไม่อร่อย แต่เซี่ยยวี่หลัวก็กินอาหารจนหมดเกลี้ยงทุกครั้ง!
คนตระกูลเซียว ล้วนแต่เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับคนในครอบครัว!
ส่วนอาหารของเซียวจื่อเซวียน เซี่ยยวี่หลัวลงมือทำเอง ไม่ว่าเซียวจื่อเซวียนจะตื่นขึ้นมาหรือไม่ เซี่ยยวี่หลัวก็จะป้อนอาหารอ่อนให้เขาจำนวนหนึ่ง
ซุนไคยุ่นก็อาศัยอยู่ในห้องข้างๆ รอฟังเซี่ยยวี่หลัวรายงานอาการของเซียวจื่อเซวียนเป็นระยะ เพื่อปรับสูตรยา คอยแนะนำวิธีดูแลผู้ป่วยให้เซี่ยยวี่หลัวอยู่ด้านนอก
ภายใต้ความพยายามของทั้งสามคน ไม่กี่วันอาการไข้ของเซียวจื่อเซวียนก็ลดลง เมื่อไข้ลด ก็หมายความว่าหายดีกว่ากึ่งหนึ่งแล้ว
ทุกคนต่างก็ตื่นเต้นดีใจ
เมื่อเซียวจื่อเซวียนตื่นขึ้น ก็เห็นพี่สะใภ้ใหญ่ที่นอนพิงอยู่ตรงขอบเตียง เขารู้ว่าตัวเองป่วยหนักมาก
“พี่สะใภ้ใหญ่…” ลำคอค่อนข้างแหบแห้ง เซียวจื่อเซวียนยังรู้สึกอ่อนเพลียมาก
เซี่ยยวี่หลัวสะดุ้งตื่นอย่างฉับพลัน “จื่อเซวียน เจ้าตื่นแล้วหรือ? ไม่สบายตรงไหนหรือไม่? ”
เซียวจื่อเซวียนส่ายหน้าด้วยท่าทางอ่อนเพลีย “พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าไม่เป็นอะไรขอรับ! พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าคันเหลือเกิน”
เขาเอื้อมมือไปกำลังจะเกาตุ่มน้ำบนกาย เซี่ยยวี่หลัวตาไวมือเร็วรีบจับมือของเขาไว้ “จื่อเซวียน เกาไม่ได้ หากเกาจนแตกจะมีแผลเป็น! ”
เซียวจื่อเซวียนกล่าวด้วยท่าทางทรมาน “แต่พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าคันเหลือเกินขอรับ! ”
“เช่นนั้นพี่สะใภ้ใหญ่จะจับมือเจ้าไว้ อยากฟังเรื่องตลกหรือไม่ พี่สะใภ้ใหญ่จะเล่าเรื่องตลกให้เจ้าฟัง! ” เซี่ยยวี่หลัวจับมือของเซียวจื่อเซวียนไว้ ไม่ให้เขาสัมผัสตุ่มน้ำบนกายตัวเอง
ถึงแม้เซียวจื่อเซวียนจะรู้สึกไม่สบายตัว แต่พี่สะใภ้ใหญ่จับมือของเขาไว้ ต่อให้เขาทรมานเพียงใด ก็ต้องอดทนไว้
น้ำเสียงของเซี่ยยวี่หลัวค่อนข้างแหบแห้ง เซียวจื่อเซวียนได้ยินแล้วรู้สึกทรมานใจนัก
“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านอยู่ที่นี่คอยดูแลข้าตลอดใช่หรือไม่ขอรับ? ตอนข้าคันจนอยากเกา ท่านคอยจับมือของข้าไว้ใช่หรือไม่ขอรับ? ” เซียวจื่อเซวียนกล่าวเสียงสะอื้น
เซี่ยยวี่หลัวพยักหน้าเบาๆ “อืม”
“พี่สะใภ้ใหญ่ ขอบคุณท่านมากขอรับ! ” เซียวจื่อเซวียนร้องไห้ทันที
“เด็กโง่ พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน เจ้าจะขอบคุณข้าทำไม? พี่สะใภ้ใหญ่ดูแลเจ้า นั่นเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว! ” เซี่ยยวี่หลัวกล่าวด้วยความทรมานใจ “เห็นเจ้าทรมานถึงเพียงนี้ พี่สะใภ้ใหญ่แทบอยากให้คนที่ป่วยเป็นพี่สะใภ้ใหญ่เอง”
เซียวจื่อเซวียนโผเข้าอ้อมอกเซี่ยยวี่หลัว ร่ำไห้อย่างหนัก “พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าจะเชื่อฟังท่าน ตั้งใจเล่าเรียน รอให้ข้าเติบใหญ่ ข้าจะปกป้องท่านให้ดี ไม่ให้ผู้ใดรังแกท่านขอรับ! ”
เซี่ยยวี่หลัวเงยหน้าขึ้น พยายามให้หยาดน้ำตาที่กำลังจะไหลลู่ลงมาไหลกลับไป พร้อมกับฝืนยิ้มออกมา “ดีสิ เช่นนั้นเจ้าต้องตั้งใจร่ำเรียน จนมีความสามารถ รอให้เจ้าเติบใหญ่ ก็ให้เจ้าปกป้องพี่สะใภ้ใหญ่! ”
ซุนไคยุ่นอยู่ด้านนอกได้ยินเสียงจากด้านใน ก็รู้สึกสะเทือนใจยิ่งนัก
ก่อนหันมองแม่หนูตัวน้อยที่อยู่ข้างๆ ซึ่งร้องไห้จนตาบวมแล้ว “พี่รองไม่เป็นอะไรแล้ว”
“เด็กโง่ พี่รองไม่เป็นอะไรแล้ว เจ้ายังจะร้องไห้ทำไม! ” ซุนไคยุ่นหลบสายตา พลางตบศีรษะเซียวจื่อเมิ่งเบาๆ
ในดวงตาของเขาก็มีหยาดน้ำตาคลอเช่นกัน
เซียวจื่อเมิ่งร่ำไห้สะอื้น “ข้าคิดถึงพี่สะใภ้ใหญ่เจ้าค่ะ”
ระหว่างพวกนาง มีประตูบานหนึ่งขวางกั้น คนด้านในออกมาไม่ได้ คนด้านนอกเข้าไปไม่ได้
ซุนไคยุ่นลูบศีรษะของนาง น้ำเสียงแฝงเร้นด้วยความชื่นชม “พี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้า ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง! ”
ความลำบากตลอดสิบกว่าวันที่ผ่านมา ไม่ได้สูญเปล่า!
ความกล้าหาญและเข้มแข็งของสตรีที่อยู่ด้านใน ทำให้ซุนไคยุ่นรู้สึกชื่นชมยิ่งนัก
หวนคิดถึงครั้งแรก นางเอ่ยปากบอกว่าเชื่อมั่นในตัวเขา ซุนไคยุ่นรู้สึกราวกับได้พบสหายผู้รู้ใจ
นางชี้นำให้เขาเดินสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จทีละก้าว อีสุกอีใสที่ท่านหมอมากมายไม่อาจรักษาได้ เด็กคนนี้กลับรอดชีวิตภายใต้การรักษาของเขา นี่เป็นปาฏิหาริย์ แต่ก็ไม่ใช่ปาฏิหาริย์
เขาซุนไคยุ่น เชื่อมั่นในความคิดหนึ่งอย่างแน่วแน่
เขาจะติดตามเซี่ยยวี่หลัวไปชั่วชีวิต!
สตรีผู้นี้ คิดการรอบคอบรัดกุม กล้าหาญแต่ละเอียดอ่อน มีความเข้มแข็งอดทนยิ่งกว่าบุรุษ เรื่องที่ในอดีตซุนไคยุ่นไม่กล้าแม้แต่จะคิด ทว่าเซี่ยยวี่หลัวกลับชี้นำเขาจนทำได้สำเร็จ