ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 113 นับว่าเป็นบุตรสาวของตระกูลหลิ่วครึ่งหนึ่ง
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 113 นับว่าเป็นบุตรสาวของตระกูลหลิ่วครึ่งหนึ่ง
บทที่ 113 นับว่าเป็นบุตรสาวของตระกูลหลิ่วครึ่งหนึ่ง
หลังจากได้ยินคำพูดของโจวต้าเป่า หลี่เยว่หานก็เข้าใจ
เมื่อพวกเขามาถึงที่หมู่บ้าน หญิงสาวคาดว่าจะเห็นเมิ่งฉีฮ่วนถูกทุบตีหรือได้รับบาดเจ็บ
แต่กลับเห็นเขายืนอยู่ลำพัง โดยรายล้อมไปด้วยชายสามถึงสี่คนที่นอนร้องไห้คร่ำครวญอยู่บนพื้น ขณะที่หวังเหอฮวายืนหลั่งน้ำตาคล้ายดอกหลีต้องฝนอยู่ไม่ไกล ดูน่าเวทนานัก!
“พี่เมิ่ง ท่านเองก็แจ้งแก่ใจถึงความรู้สึกที่ข้ามีต่อท่าน แต่ทำไมท่านถึงขอให้ภรรยาของท่านบอกตระกูลหลิ่วว่านางต้องการให้รับข้าเป็นอนุ! แม้ว่าท่านจะไม่ชอบข้า แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้ข้าขายหน้าแบบนี้เลย!” หวังเหอฮวาพูดเรื่องราวที่ชวนให้คนฟังสะเทือนใจ ทำให้ผู้ชมเหล่านั้นอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจหลังจากได้ยิน ตั้งแต่อดีตกาลรักชังนั้นไร้ที่สิ้นสุด
“เป็นตระกูลหลิ่วที่ถูกใจเจ้า อย่ามาโทษเยว่หาน” เมิ่งฉีฮ่วนมองหวังเหอฮวาอย่างเย็นชา จากนั้นก็ชี้ไปที่อันธพาลทั้งสี่ที่นอนร้องโหยหวนอยู่บนพื้น “ถ้านี่คือความรู้สึกที่เจ้ามีให้ข้า ข้าว่าคงรับไว้ไม่ไหวจริง ๆ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหวังเหอฮวาก็ทรุดลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง “แม้ว่าข้าหวังเหอฮวาจะเป็นอนุ! แต่ข้าก็จะเป็นอนุของตระกูลเมิ่ง! ข้าจะไม่แต่งงานกับตระกูลหลิ่ว!”
“เจ้าไม่ควรเรียกว่าการแต่งงาน มันเรียกว่าการแต่งอนุ” เมิ่งฉีฮ่วนแก้ไขอย่างทันท่วงที
หลี่เยว่หานหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
“พี่สาวเหอฮวา ถ้าเจ้าไม่ต้องการแต่งเข้าตระกูลหลิ่ว เจ้าก็สามารถขอให้บิดามารดาของเจ้ายกเลิกการหมั้นได้” หลี่เยว่หานเดินออกจากฝูงชนพร้อมกับหลิงซีในอ้อมแขน ก่อนจะหยุดยืนเคียงข้างเมิ่งฉีฮ่วน “แทนที่จะมาหาสามีของข้า และบอกว่าเจ้าต้องการเป็นอนุของเขา”
“แม้ว่าบ้านเมิ่งของเราจะไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกิน แต่ก็ไม่ใช่ครอบครัวใหญ่ที่สามารถหาซื้ออนุได้”
“ถ้าเจ้าไม่ต้องการเข้าตระกูลหลิ่ว ในวันพรุ่งนี้ข้าจะขอให้ใครสักคนไปแจ้งตระกูลหลิ่ว” หลี่เยว่หานพูดแล้วหยุดไปครู่หนึ่ง “อย่างไรเสียท่านปู่หลิ่วก็รับข้าเป็นลูกสาวบุญธรรม ดังนั้นข้ายังสามารถช่วยเจ้าตัดสินใจในเรื่องนี้ได้”
ตั้งแต่ตอนที่หลี่เยว่หานปรากฏตัว ดวงตาของหวังเหอฮวาก็ดูขุ่นเคืองยิ่ง
ฉากที่หลี่เยว่หานอุ้มหลิงซีไว้พร้อมกับยืนอยู่เคียงข้างเมิ่งฉีฮ่วนนั้นดูน่าตื่นตาตื่นใจเกินไป คล้ายว่าพวกเขาเป็นครอบครัวที่รักใคร่กลมเกลียวกันสามคน มันทำให้นางคลั่งด้วยความริษยา!
“หลี่เยว่หาน เจ้าเป็นคนที่ไม่ต้องการแม้แต่บิดามารดาของตน เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาคุยกับข้า!” หวังเหอฮวาเกือบจะสูญเสียการควบคุม “บิดาของเจ้ายังมีชีวิตอยู่ แต่เจ้าไปเป็นบุตรสาวของคนอื่น เจ้ายังกล้าโผล่หน้ามา!”
“เจ้าผิดแล้ว เป็นบุตรสาวบุญธรรม ไม่ใช่บุตรสาว” หลี่เยว่หานพูด พลางมองไปที่หวังเหอฮวาอย่างใจเย็น “แม้ว่าท่านปู่หลิ่วจะจดจำบุณคุณที่มารดาข้าช่วยชีวิตไว้ และบันทึกนามของข้าลงในลำดับวงศ์ตระกูล แต่แซ่ของข้ายังคงเป็นหลี่ ไม่ใช่หลิ่ว”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้กล่าวออกมา ทุกคนก็ตกอยู่ในความโกลาหล
ทุกคนคิดว่าตระกูลหลิ่วรับหลี่เยว่หานเป็นบุตรสาวบุญธรรมเพียงเพื่อชดเชยการแต่งงานของนางกับหลิ่วจื้อหย่วน แม้ว่าพวกเขาจะให้ชุดเครื่องประดับทองคำแก่นางก็ไม่นับว่าเป็นอะไร เพราะยังไงซะตระกูลหลิ่วก็ไม่ขาดเงินเล็กน้อยเพียงนั้น
แต่หลี่เยว่หานบอกว่านางเป็นบุตรสาวบุญธรรมที่ถูกรวมอยู่ในแผนผังตระกูล?
สิ่งนี้หมายความว่า!
หมายความว่าหลี่เยว่หานเป็นคุณหนูของตระกูลหลิ่วคนหนึ่ง!
ชายร่างใหญ่ที่ตระหนักถึงสิ่งนี้ก็มองหลี่เยว่หานด้วยสายตาต่างออกไป
ตอนแรกพวกเขาคิดว่าหลี่เยว่หานเป็นแค่เด็กสาวขี้โรคคนหนึ่งที่ถูกเมิ่งฉีฮ่วนซื้อตัวมาจากพรรคมัจฉามังกร เพราะต้องการหาสตรีมาดูแลสองพี่น้อง
ต่อมาเมื่อหวังเฟิ่งมาที่ประตู พวกเขาถึงได้รู้ว่าหลี่เยว่หานถูกบิดาและแม่เลี้ยงขายให้กับพรรคมัจฉามังกร ในตอนแรก หากเมิ่งฉีฮ่วนไม่พบนางระหว่างทางและซื้อมา หญิงสาวอาจถูกพรรคมัจฉามังกรส่งเข้าหอโคมแดงและกลายเป็นคณิกาไปแล้วก็เป็นได้
ขณะนี้ตัวตนที่ถูกทุกคนเห็นใจได้กลายมาเป็นบุตรสาวบุญธรรมของตระกูลหลิ่วแล้ว และนางก็ยังได้เข้าสู่ลำดับวงศ์ตระกูล! จะไม่น่าแปลกใจได้อย่างไร!
“ชาติกำเนิดของหลี่เยว่หานผู้นี้คืออะไรกัน? เหตุใดนางจึงสามารถเข้าสู่ลำดับวงศ์ตระกูลของตระกูลหลิ่วในฐานะบุตรสาวบุญธรรมได้?” ใครบางคนในฝูงชนกระซิบถาม
“ข้าได้ยินมาว่ามารดาของนางช่วยชีวิตท่านปู่หลิ่วจากหน้าผาไว้ได้อย่างหวุดหวิด ดังนั้นอีกฝ่ายจึงต้องคิดถึงความเมตตาที่ช่วยชีวิตไว้ในครั้งนั้น!”
…
หวังเหอฮวาที่อารมณ์ระเบิดออกมาเมื่อครู่นั้น หลังจากได้ฟังถ้อยคำที่กล่าวอย่างอิจฉาหลี่เยว่หานของผู้คนรอบตัว จิตใจของนางก็เริ่มบิดเบี้ยวมากขึ้นเรื่อย ๆ “เอาล่ะ หลี่เยว่หาน เจ้าช่างมีความสามารถจริง ๆ เช่นนั้นก็ให้แม่สื่อตระกูลหลิ่วมาสู่ขอแต่งข้า หวังเหอฮวาได้เลย!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้หลี่เยว่หานก็หัวเราะออกมาทันที “เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่หวังเหอฮวา? ไม่ต้องพูดถึงว่าเจ้าหน้าตาไม่ดีเหมือนข้า ทั้งเจ้ายังมีชื่อเสียงที่ไม่ดีอีก แม้แต่ข้าที่หมั้นหมายกับนายน้อยหลิ่วตั้งแต่เด็ก บุตรสาวของผู้ช่วยชีวิตของท่านปู่หลิ่วยังไม่สามารถเป็นภรรยาเอกของตระกูลหลิ่วได้ สิ่งใดถึงทำให้เจ้าคิดว่าเจ้าจะทำได้?”
“ข้าเป็นผู้ที่ขอยกเลิกการแต่งงานของตนเอง ทำให้ท่านปู่หลิ่วรู้สึกขอบคุณที่ข้าเป็นคนมีเหตุผลและไม่โง่เขลา จึงรับข้าไว้เป็นบุตรสาวบุญธรรม โดยแลกกับบุญคุณของมารดาที่ช่วยชีวิตเขาไว้ ทำไม!? คนอื่นชมเจ้าสองสามคำ เจ้าก็คิดว่าตนสามารถเปลี่ยนจากนกกระจอกเป็นหงส์ได้อย่างงั้นหรือ?”
“ถ้าเจ้าต้องการเอ่ยถึงรูปร่างหน้าตา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเจ้าดีกว่าข้าหรือไม่ แค่ถามตัวเองว่าเจ้าดีกว่าหลี่หรงหรงตรงไหน!”
หลี่เยว่หานรู้ว่าคนอย่างหวังเหอฮวาจะต้องบดขยี้ให้แหลกจนเป็นผุยผง มิฉะนั้น นางจะกลับมาเป็นปีศาจก่อกวนได้อีกครั้ง ดังนั้นเมื่อหญิงสาวพูด เธอจึงแสดงท่าทีที่เต็มไปด้วยความหยิ่งยโส เพื่อทำให้ความเย่อหยิ่งของหวังเหอฮวานั้นค่อย ๆ ลดลง
“ข้าจะบอกเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าเจ้าไม่ต้องการเป็นอนุของบ้านหลิ่ว เจ้าบอกข้ามาได้เลย ข้าจะช่วยบอกท่านปู่หลิ่วให้ เห็นแก่ที่เจ้าเคยช่วยดูแลมู่ชวนและหลิงซี เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ข้าจะช่วยเอง แต่เจ้าต้องไม่โงเขลาจนไม่รู้ดีชั่ว หากเจ้าต้องการเป็นภรรยาเอกของตระกูลหลิ่ว ข้ารับประกันได้ว่าเจ้าจะไม่สามารถเข้าสู่ตระกูลหลิ่วได้”
หลังจากที่หลี่เยว่หานพูดจบ เธอก็ดึงเมิ่งฉีฮ่วนจากไป
หวังเหอฮวาทรุดตัวลงทันที
นางคิดว่าที่ใครบางคนจากตระกูลหลิ่วมาบอกบิดามารดาของนางว่าจะรับนางเป็นอนุ แม้ว่าส่วนหนึ่งจะเป็นหลี่เยว่หานที่คอยเติมเชื้อไฟ แต่ก็ต้องมีบางอย่างในตัวนางที่ตระกูลหลิ่วให้ความสำคัญ
แต่คำพูดของหลี่เยว่หานในวันนี้ได้ขจัดความคิดนี้ในใจของนางออกไปอย่างสิ้นเชิง
นางรู้ดีว่าตั้งแต่หญิงสาวแต่งเข้าหมู่บ้านไป๋อวิ๋น ตนก็ไม่เคยหยุดกดข่มอีกฝ่ายเลย แต่ตอนนี้หลี่เยว่หานได้รับความโปรดปรานจากท่านปู่หลิ่ว และได้เข้าสู่ลำดับของวงศ์ตระกูลหลิ่วแล้ว ดังนั้นจึงนับว่าเป็นบุตรสาวของตระกูลหลิ่วครึ่งหนึ่ง
แล้วตระกูลหลิ่วจะปล่อยให้คนอย่างนางที่รังแกครอบครัวของพวกเขาหยิ่งยโสและอวดดีต่อไปได้อย่างไร!
สิ่งที่เรียกว่าการไปเป็นอนุของตระกูลหลิ่ว คงเป็นเพียงแค่การที่ตระกูลหลิ่วระบายความโกรธแทนหลี่เยว่หาน…
และนางยังคิดอย่างไร้เดียงสาว่าเรื่องนี้เป็นความริษยาของอีกฝ่าย และทั้งยังหาคนมาซักถามเมิ่งฉีฮ่วน เพื่อขอคำอธิบายอย่างไร้เดียงสา…
นางนี่มัน…น่าอายเกินไปจริง ๆ…
เมื่อคิดดังนั้น ในที่สุดหวังเหอฮวาก็ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนได้ จึงย่อตัวนั่งยอง ๆ และหลั่งน้ำตาออกมา
เมื่อเห็นเช่นนี้ ผู้คนที่อยู่รอบ ๆ บางคนอยากจะพูดปลอบใจสักสองสามคำ แต่เมื่อคิดว่าหลี่เยว่หานเป็นบุตรสาวของตระกูลหลิ่วครึ่งหนึ่งแล้ว ก็ล้มเลิกความคิดนี้ทันที ไม่นานก็ชักชวนกันกลับบ้านไปเพื่อทานอาหารเย็น
หวังเหอฮวาหมอบลงกับพื้นและร้องไห้เป็นเวลานานแต่ก็ไร้ซึ่งคนปลอบโยน เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง ชายทั้งสี่ที่ตนหามาช่วยหยุดเมิ่งฉีฮ่วนก็พากันล้อมตัวนางไว้
“เจ้า… เจ้ากำลังจะทำอะไร!?” ในยามนี้ความกลัวของหวังเหอฮวามีมากกว่าความเศร้าโศกที่ได้รับมาเสียอีก ทันใดนั้นนางก็ตื่นตัวขึ้นทันที