ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 228 ความร้อนแรงของหม้อไฟ
บทที่ 228 ความร้อนแรงของหม้อไฟ
“ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนพี่ใหญ่จ้าวลงโทษนางให้หลาบจำ” หลี่เยว่หานยังคงแสดงท่าทาง ‘อ่อนแอ’
จ้าวต้าเป่าถอนหายใจด้วยความโล่งอกแล้วหันไปมองเวินเทียนเหล่ย “นายท่านเวิน ท่านเห็น…”
“ข้าเห็นอย่างไรก็ต้องเห็นตามที่พี่สะใภ้กล่าวอยู่แล้ว ข้าจะไว้ชีวิตเจ้าสักครั้งแล้วกัน!” เวินเทียนเหล่ยที่ยืนอยู่ด้านข้างแสดงสีหน้าไม่มีความสุข และทำให้บรรยากาศเหมือนกับว่า ‘ข้าไม่มีความสุขอย่างมาก’ ออกมา
“ยังไม่ไปอีก!” ฉงหยางโพล่งขึ้นทันเวลาพอดี
จ้าวต้าเป่าดึงพาจ้าวซินเอ๋อร์วิ่งหนีไปทันที
วันนี้จ้าวซินเอ๋อร์ถูกตบหน้าถึงสองครั้ง ทำให้นางเชื่อฟังขึ้นมาก คราวเมื่อถูกพ่อลากตัวไป นางยังส่งสายตาหวานหยดย้อยให้กับเวินเทียนเหล่ย แต่กลับไม่กล้าปริปากกล่าวอะไร
“จบแล้วก็ไปกันได้แล้ว!” ฉงหยางขับไล่ชาวบ้านออกไปเมื่อเห็นว่าจ้าวต้าเป่าพาตัวจ้าวซินเอ๋อร์ออกไปแล้ว
หัวหน้าหมู่บ้านอวี๋แสดงความเป็นห่วงต่อหลี่เยว่หานอีกสองสามคำ จากนั้นฉงหยางจึงออกมาส่งหัวหน้าหมู่บ้านอวี๋ ก่อนออกเดินทางกลับเขาหันกลับมาปิดประตูรั้วลานบ้านให้เรียบร้อย เพียงเท่านี้เรื่องราวความสนุกทุกอย่างก็จบลง
หลี่เยว่หานเอนกายลงบนเก้าอี้โดยไม่คำนึงถึงภาพลักษณ์ว่าจะเป็นอย่างไร และถอนหายใจยาว “จ้าวซินเอ๋อร์สร้างเรื่องเก่งมาก”
“แต่ก่อนท่านก็ต้านทานได้ไม่ใช่หรือ เหตุใดมาวันนี้จึงทนไม่ไหว” เวินเทียนเหล่ยไม่ได้แสดงท่าทางเคารพหลี่เยว่หานหรือพี่สะใภ้อีกต่อไป และขยับม้านั่งมานั่งลง
“ข้าก็คิดจะต่อต้านนั่นแหละ แต่ตอนนี้ข้ายังบาดเจ็บสาหัสอยู่” หลี่เยว่หานหลับตาลง น้ำเสียงค่อนข้างสงบ “เดิมทีข้ากะจะขูดรีดตระกูลจ้าวตั้งแต่ต่อสู้กับนางเฉาแล้ว หลังจากนั้นมาคนในหมู่บ้านก็รู้ว่าข้าต่อสู้เก่งขนาดไหน ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งวุ่นวายกับข้าสักคน แต่ใครจะไปรู้ว่าจ้าวซินเอ๋อร์จะขยันมาสร้างปัญหา”
“เอาน่าพี่สะใภ้ อย่างน้อยท่านก็ได้เรียนรู้ที่จะคิด” เวินเทียนเหล่ยกล่าวติดตลก
“ดูเจ้าพูดเข้าสิ แบบนั้นหมายความว่าอย่างไร ได้เรียนรู้ที่จะคิดหมายความว่าอย่างไร หรือเจ้าเห็นว่าข้าเป็นพี่สะใภ้ที่ไร้สมองอย่างนั้นหรือ?” หลี่เยว่หานกลอกตามองเวินเทียนเหล่ย “แล้วหม้อไฟเป็นอย่างไรบ้าง?”
หลังจากครั้งล่าสุดที่นางวาดรูปหม้อไฟและมอบวิธีการเตรียมวัสดุขั้นพื้นฐานให้เวินเทียนเหล่ย เวินเทียนเหล่ยก็ไม่ได้แวะมาที่นี่พักใหญ่
“โอ้ ข้าเกือบลืมเรื่องธุรกิจนี้ไปเลย” ดวงตาของเวินเทียนเหล่ยเปล่งประกายระยิบระยับหลังจากได้ยินเรื่องหม้อไฟ “ท่านคงไม่รู้ว่าหม้อไฟได้รับความนิยมล้นหลามมากแค่ไหน ตอนนี้มีเพียงแค่หอสุรามัจฉาเท่านั้นที่ทำธุรกิจนี้ แค่ระยะเวลาเพียงสองวัน ทุกคนก็แห่กันมาสอบถามแหล่งที่มาของหม้อไฟกับเหล่ากวนแล้ว!”
“เหล่ากวน?” หลี่เยว่หานสับสน “ท่านกวนหรือ?”
“ถุย! ท่านกวนอะไร กวนชิ่งอวิ๋นเป็นคนเดียวที่กล้าประกาศตนเป็นนายต่อหน้าข้ากับเจ้า!” เวินเทียนเหล่ยดูถูกเหยียดหยามชื่อนี้อย่างเห็นได้ชัด “ปู่ของกวนชิ่งอวิ๋นเป็นจอมโจรจากเฉาปัง*[1] ต่อมามีรับสั่งให้อาศัยอยู่อย่างสงบ พ่อของกวนชิ่งอวิ๋นจึงทำอาชีพสุจริตตั้งแต่นั้นมา สำหรับคนอย่างกวนชิ่งอวิ๋น ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนผีเน่าแต่ความจริงแล้ว เขาเป็นคนที่จริงใจมาก ตราบใดที่ไม่ต่อกรกับเขา เขาก็จะไม่สนใจอะไร”
“สำหรับท่าเรือตรงนั้น เจ้าพวกลูกกะจ๊อกที่เคยเป็นหัวขโมยจากเฉาปังกันมาก่อนล้วนถูกประกาศนิรโทษหมดแล้ว นับตั้งแต่พ่อของกวนชิ่งอวิ๋นมาเปิดร้านหอสุรามัจฉา พวกเขาก็ยังแผลงฤทธิ์กันอยู่บนท่าเรือ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ทำอะไรรุนแรง แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นพวกอันธพาล กวนชิ่งอวิ๋นเข้ารับการฝึกทหารมาตั้งแต่เด็ก มีทักษะฝีมือเยี่ยมยอด หลังพ่อของเขาจากไป เขาก็กลับมาสืบทอดกิจการหอสุรามัจฉาต่อ จัดการกับพวกอันธพาลทั้งหลายได้ดีมาก คนธรรมดาล้วนเกรงกลัวเขา แต่กับข้า เขาควรจะเกรงกลัวข้ามากกว่า!”
เวินเทียนเหล่ยแสดงสีหน้าภาคภูมิใจเมื่อกล่าวเช่นนั้น
ยิ่งหลี่เยว่หานมองดูเวินเทียนเหล่ยมากเท่าไหร่นางก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาเสียนิสัยจากการอบรบเลี้ยงดูของพ่อแม่มากเท่านั้น จนอดไม่ได้ที่จะกลอกตาใส่ “พูดถึงเรื่องหม้อไฟ ตระกูลเวินของเจ้ามีภัตตาคารใหญ่โตในอำเภอหวาซีตั้งหลายแห่ง เหตุใดเจ้าจึงนำมันไปขายที่หอสุรามัจฉากัน?”
“ข้าไม่ต้องการให้น้องชายขี้ขลาดตาขาวสองคนของข้ารู้ว่าข้ากลับมาแล้ว ข้าจึงได้วางขายมันที่หอสุรามัจฉาก่อน อย่างไรเสียกวนชิ่งอวิ๋นก็ไม่กล้าแตะต้องหม้อไฟหรอก และข้าเองก็เชื่อใจเขา”
เวินเทียนเหล่ยรู้สึกตื่นเต้นอีกครั้งเมื่อกล่าวถึงหม้อไฟ “พี่สะใภ้ ท่านรู้หรือไม่ว่ากวนชิ่งอวิ๋นเป็นคนค่อนข้างมีความสามารถ เดิมทีข้าวางแผนไว้ว่าหม้อไฟนี้จะต้องวางขายให้คนมีเงินเหมือนกับถานไคว่เท่านั้น แต่หลังจากกวนชิ่งอวิ๋นกล่าวว่าหากเก็บรวบรวมเงินจากชาวบ้านธรรมดาในอำเภอหวาซี แล้วขายสักวันละสิบถึงยี่สิบโต๊ะก็น่าจะไม่เป็นปัญหาอะไร ดังนั้นข้าจึงปล่อยให้เขาวางแผนไป”
“เจ้าหมอนั่นทำป้ายผักตามรายการที่ท่านให้มา ท่านบอกว่าหม้อไฟนี้สามารถปรุงอาหารได้ทุกอย่างไม่ใช่หรือ เขาจึงออกไปซื้อผักกวางตุ้งราคาถูกจำนวนมากมาจากตลาด รวมถึงผักจี่ไฉ่ ปวยเล้ง ผักที่คล้ายกับรากบัว และผักป่าอีกเยอะเลย จากนั้นจึงกลับมาเขียนชื่อพวกมันลงบนป้ายเมนูผัก ผักพวกนี้มีราคาถูกมาก ขายจานละห้าอีแปะเท่านั้น แต่พอเอาลงไปปรุงในหม้อไฟก็อร่อยมากทีเดียว!”
“ส่วนพวกมีเงินหน่อยก็สามารถสั่งเนื้อแกะกับเนื้อวัวได้ ใครที่ไม่มีเงินก็สั่งผักจานหนึ่งพอ ส่วนน้ำซุปหม้อไฟจะถูกขายแยกต่างหาก ราคาน้ำซุปหม้อไฟอยู่ที่สองร้อยอีแปะ มันเหลือเชื่อมาก พอทุกคนในอำเภอได้ยินว่าพวกเขาสามารถกินหม้อไฟในราคาสองร้อยอีแปะได้ พวกเขาก็เกิดความสงสัยจนอยากจะเข้ามาดู ต่อมาพวกเขาก็ยกโขยงกันเข้ามากิน”
“การกินหม้อไฟท่ามกลางอากาศร้อนจัดจะสามารถขับเหงื่อได้ดีขนาดไหน! กวนชิ่งอวิ๋นเป็นจอมโจรหัวแหลม โต๊ะหนึ่งใช้เงินตั้งต้นแค่หนึ่งถึงสองตำลึงเงินเท่านั้น หนำซ้ำเขายังจะแจกจ่ายเหล้าปลาขวดเล็กด้วย เยี่ยมยอดที่สุด มีหลายครั้งที่ธุรกิจดีมากจนเราต้องเพิ่มโต๊ะ และบางครั้งก็ไม่มีที่นั่งเหลือเลย เขาจึงคิดหาวิธีให้คนมาต่อคิวกินหม้อไฟกันแทน คิดดูสิว่ากิจกาจเราดีขนาดไหน!”
หลี่เยว่หานอดจะเลิกคิวไม่ได้เมื่อได้ยินเช่นนั้น
นางกล่าวถึงกระบวนการทำงานของร้านหม้อไฟบางแห่งในชีวิตที่แล้วกับเวินเทียนเหล่ยลวก ๆ แต่คาดไม่ถึงว่าท่านกวนจะเฉลียวฉลาดคิดได้ถึงเพียงนี้ ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเขาจึงสามารถบริหารหอสุรามัจฉาได้ดี
“ที่วันนี้เจ้าแวะมาที่นี่เพราะว่าจะเอาเงินมาให้ข้าหรือ?” หลี่เยว่หานมองดูเวินเทียนเหล่ย
“หากท่านไม่พูดข้าก็คงลืมไปแล้ว!” เวินเทียนเหล่ยตบหน้าผาก แล้วหยิบถุงเงินจากเอวยื่นให้หลี่เยว่หาน “นี่คือกำไรครึ่งหนึ่งหลังจากหม้อไฟเปิดตัวมาได้สิบวัน ข้าคิดว่าข้าควรจะมาแจ้งให้ท่านทราบว่าหม้อไฟของท่านได้รับความนิยมเพียงใด ดังนั้นข้าจึงได้มาบอกข่าวดีกับท่าน”
เขากล่าวและมอบเงินให้มู่ชวนที่อยู่ข้าง ๆ จากนั้นจึงหยิบถุงขนมใบเล็กออกมาจากแขนเสื้อและมอบให้หลิงซี “เอาขนมหรือไม่?”
“ฮึ่ม~” หลิงซีไม่ชอบเวินเทียนเหล่ยมากนัก ถึงแม้ว่านางจะโหยหาถุงขนมใบเล็กมาก แต่นางก็ยังหันหน้ามองไปทางอื่นอย่างเย่อหยิ่ง
“ท่านแม่ มีเงินทั้งหมดยี่สิบตำลึง” มู่ชวนนับมันอย่างรวดเร็วหลังจากสัมผัสจนรู้ปริมาณเงินข้างใน
“ผิดแล้ว ยี่สิบสองตำลึงเจ็ดร้อยอีแปะต่างหาก!” เวินเทียนเหล่ยรีบโต้แย้ง “นี่คือกำไรสำหรับสิบวัน หลังจากหักต้นทุนกับส่วนของข้าแล้ว ยังมีส่วนแบ่งของกวนชิ่งอวิ๋นด้วย ส่วนที่เหลือจึงเป็นของท่าน”
“ให้ข้าครึ่งหนึ่งเชียวหรือ?” หลี่เยว่หานอดไม่ได้ที่จะสงสัย “แล้วพวกเจ้าสองคนได้อะไรกัน?”
“ใครบอกว่าท่านได้ครึ่งหนึ่ง” เวินเทียนเหล่ยถาม “ครึ่งนี้มาจากการขายส่วนผสมน้ำซุปหม้อไฟ ส่วนเงินในการขายอาหารและของอื่น ๆ จะตกมาเป็นของข้ากับกวนชิ่งอวิ๋นมากกว่า”
หลี่เยว่หานรู้สึกโล่งใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น
นางเพียงมอบวิธีการทำหม้อไฟขั้นพื้นฐานให้เท่านั้น หากต้องรับเงินกำไรสุทธิมาครึ่งหนึ่ง นางคงจะไม่กล้ารับมันไว้
แต่หลังจากผ่านไปสิบวัน น้ำซุปหม้อไฟเพียงอย่างเดียวสามารถขายออกไปได้ถึงห้าสิบตำลึงเงิน เรียกว่าเป็นกำไรมหาศาล!
“ข้าเดาว่าเดี๋ยวอีกสักพักหม้อไฟก็คงจะไม่สามารถทำเงินได้มากเท่านี้อีก” หลี่เยว่หานเหลือบมองเวินเทียนเหล่ยขณะพูด
[1] เฉาปัง(漕帮) เป็นสมาคมลับที่ตั้งขึ้นโดยกลุ่มชาวเรือที่ประกอบอาชีพขนส่ง ธัญพืชทางน้ำเข้าเมืองหลวง ซึ่งไม่พอใจกับการปกครองของรัฐบาล ต่อมามีชื่อเรียกว่าชิงปัง (青帮)