ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 229 เหล้าองุ่นชั้นดี
บทที่ 229 เหล้าองุ่นชั้นดี
“พี่สะใภ้พูดถูก ช่วงนี้ภัตตาคารหลายแห่งเริ่มค้นคว้าวิธีทำหม้อไฟกันแล้ว กำไรมหาศาลจากหม้อไฟของเราคงจะอยู่ได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น พอภัตตาคารแห่งอื่นเริ่มเปิดขายหม้อไฟก็คงจะแข่งขันเรื่องราคากับเราเป็นแน่ ถึงตอนนั้นกิจการของเราก็คงจะไม่ดีอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้อีกต่อไป” เวินเทียนเหล่ยกล่าวและหยิบขนมที่ตั้งใจซื้อมาให้หลิงซีโยนใส่ปาก
หลิงซีมองดูเขากินลูกกวาดแล้วอยากจะกล่าวอะไรบางอย่าง แต่กลับกลืนมันลงคอ
เวินเทียนเหล่ยยิ้ม นางอยากกินแต่ไม่อยากยอมแพ้เวินเทียนเหล่ย สีหน้าจึงดูน่าเกลียดนัก
“ข้าพอจะคิดออกแล้ว” หลี่เยว่หานกล่าว “เจ้าบอกว่าหม้อไฟหอสุรามัจฉาเป็นที่นิยมมากจนผู้คนต้องต่อคิวรอที่นั่งไม่ใช่หรือ?”
“ใช่ ทำไม? ห้ามให้พวกเขาต่อคิวและหาที่นั่งมาเพิ่มหรือ?” เวินเทียนเหล่ยสับสนเล็กน้อย
“ลูกอมผลไม้ในอำเภอหวาซีขายราคาเท่าไหร่?” หลี่เยว่หานถามต่อ
“ตามแผงลอยข้างทางหนึ่งจินก็ประมาณห้าอีแปะได้”
“เจ้ากลับไปบอกกวนชิ่งอวิ๋นว่าอย่าเพิ่มปริมาณที่นั่ง ใส่โต๊ะให้พอจำนวนคนที่จะนั่งในร้านได้ก็พอ” หลี่เยว่หานกล่าว “จากนั้นไปหาซื้อลูกอมผลไม้ที่ใคร ๆ ต่างก็ชื่นชอบมาจากตลาด พอพวกเขามารับหมายเลขเพื่อต่อคิว ก็ให้จ่ายค่าน้ำซุปหม้อไฟในราคาครึ่งหนึ่งเท่านั้น บอกพวกเขาว่าสามารถรับประทานอาหารว่างและน้ำชาฟรี ส่วนพวกเจ้าไปซื้อใบชาราคาถูกมาต้มในหม้อใบใหญ่ให้ลูกค้าได้ดื่ม”
เวินเทียนเหล่ยคิดพิจารณาตามคำพูดดังกล่าวและร้องอุทานทันที “พี่สะใภ้ฉลาดมากจริง ๆ! การทำแบบนี้จะทำให้แขกพากันเห็นแก่ของแถมเล็ก ๆ น้อย ๆ รวมถึงราคาหม้อไฟที่จ่ายเพียงแค่ครึ่งเดียว เท่านี้เราก็มั่นใจได้แล้วว่าลูกค้าที่รอคิวอยู่จะไม่หลงไปหาร้านอื่นที่ขายหม้อไฟเหมือนกัน!”
“แต่เจ้าต้องแน่ใจว่าสัดส่วนของหม้อไฟจะเป็นไปตามสัดส่วนอย่างเคร่งครัด ไม่สามารถละทิ้งวัตถุดิบหรือประหยัดต้นทุนได้” หลี่เยว่หานสั่งการ
“วางใจได้ พ่อครัวหอสุรามัจฉามีสมอง พวกเขารู้ถึงผลที่ตามมาจากการละทิ้งวัตถุดิบ” เวินเทียนเหล่ยไม่สนใจแม้แต่น้อย
หลี่เยว่หานพยักหน้า รู้สึกโล่งใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น
สาเหตุที่ทำให้ไห่ตี้เหลาได้รับความนิยมในชาติที่แล้ว นอกเหนือจากการบริการของพวกเขาแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ยอมเข้าคิวเพื่อรอกินหม้อไฟหนึ่งถึงสองชั่วโมง เพียงเพราะว่าพวกเขาชื่นชอบการแลกเปลี่ยนบทสนทนาระหว่างรับประทานของว่างและน้ำบ๊วยดำในช่วงเวลาที่รอต่อคิว
จนกระทั่งถึงคิวของพวกเขา ความคาดหวังจะถูกขยับขยายจนสูงสุด พวกเขาจะสั่งอาหารโต๊ะใหญ่ถึงแม้ว่าพวกเขาจะดื่มชาล่วงหน้ามามากแล้วก็ตาม
เมื่อประกอบกับการบริการของไห่ตี้เหลาที่ต้องตามความต้องการของลูกค้า ทำให้ลูกค้าทุกคนในแถวจะไม่รู้สึกเบื่อหน่าย และยังรู้สึกมีความสุขจากภายในอีกด้วย
แน่นอนว่าพนักงานบริการของไห่ตี้เหลาไม่เพียงแต่จะบริการของว่างเท่านั้น แต่ยังจัดพื้นที่พิเศษให้เด็ก ๆ ได้นั่งเล่น ส่วนพวกผู้ใหญ่ก็สามารถทำสวยระหว่างรอได้
ทว่าโดยพื้นฐานแล้วไม่สามารถทำสองสิ่งนี้พร้อมกันในแคว้นตงฮั่นได้ ดังนั้นหลี่เยว่หานจึงเสนอให้เพิ่มผลไม้รสหวานที่ไม่ทำให้อิ่มท้องเป็นของว่างก่อนอาหารสำหรับลูกค้า
แต่การจ่ายค่าน้ำซุปหม้อไฟในราคาครึ่งหนึ่งล่วงหน้าย่อมทำให้เกิดการสูญเสียลูกค้าจำนวนมาก และมีเพียงไม่กี่คนบนโลกใบนี้เท่านั้นที่เห็นแก่ผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ ตราบใดที่หม้อไฟจากหอสุรามัจฉายังทำตามสูตรของนางต่อไป ฟังคำแนะนำด้วยการเพิ่มอาหารสดใหม่เป็นครั้งคราว ลูกค้าที่ห่างหายไปก็จะกลับคืนมาในไม่ช้า
ท้ายที่สุดหม้อไฟที่หลี่เยว่หานปรุงขึ้นมานั้นทำมาจากเครื่องเทศหลายสิบอย่าง และยังถูกเคี่ยวขึ้นมาจากน้ำซุปกระดูกหอมกรุ่น หากคนอื่นต้องการทำเลียนแบบก็คงจะเลียนแบบได้แค่หนึ่งถึงสองอย่างเท่านั้น
เวินเทียนเหล่ยพูดคุยกับหลี่เยว่หานอยู่สักพักหนึ่ง ฉงหยางที่ออกไปส่งหัวหน้าหมู่บ้านก็เดินถือเนื้อสิบจินกลับเข้ามา กล่าวว่าหัวหน้าหมู่บ้านอวี๋เพิ่มเนื้ออีกห้าจินใส่รวมไปกับเนื้อห้าจินของบ้านตระกูลจ้าวให้นำเอากลับมาให้ครอบครัวหลี่เยว่หานปรุงอาหารกิน
“หัวหน้าหมู่บ้านอวี๋ก็ใช้ได้เหมือนกันนะ” เวินเทียนเหล่ยพึงพอใจมากและสั่งให้ฉงหยางนำเนื้อไปใส่ไว้ในห้องครัวของหลี่เยว่หาน จากนั้นจึงขยิบตาให้หลี่เยว่หานและกล่าวว่า “พี่สะใภ้จะทำอาหารเลยหรือไม่?”
หลี่เยว่หานรู้สึกขบขันเมื่อเห็นท่าทางของเขา “ได้”
เวินเทียนเหล่ยที่ได้ยินเช่นนั้นก็อาสาไปจุดไฟทันที และยัดถุงขนมใส่มือหลิงซีโดยไม่กล่าวอะไรสักคำ
เวินเทียนเหล่ยจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเด็กหญิงตัวน้อยกำลังยืนน้ำลายไหลขณะมองดูเขากินขนมหวาน เดิมทีเขาซื้อขนมถุงนี้มาให้หลิงซี แต่เขาแค่จงใจทำให้เด็กน้อยคนนี้โลภมากเท่านั้นเอง
ตอนเที่ยงหลี่เยว่หานทำหมูสามชั้นตุ๋นเหมยไช่ เหมยไช่เป็นผักดองที่นางทำขึ้นมาตั้งแต่เดินทางมาถึงที่หมู่บ้านจางหนิง ถึงแม้ว่าจะยังไม่ถึงเวลาเปิดแต่ก็ไม่ควรทิ้งไว้นานจนเกินไป
นับตั้งแต่วันนี้ก็ผ่านมาเกือบยี่สิบวันแล้วที่หลี่เยว่หานหมักเหล้าองุ่นเอาไว้ หลี่เยว่หานลิ้มรสเหล้าองุ่นเป็นการส่วนตัวก่อนถึงรู้ว่าตอนนี้จวนจะได้ที่แล้ว จึงรินเหล้าใส่หม้อเล็ก ๆ ให้เวินเทียนเหล่ยชิม
“หือ? เหล้าหรือ?” เวินเทียนเหล่ยอดไม่ได้ที่จะสงสัยเมื่อเห็นเหล้าสีแดง “อันที่ท่านบอกว่าหมักด้วยผลไม้รสเปรี้ยวหรือเปล่า?”
“อืม” หลี่เยว่หานพยักหน้า “เคยได้ยินเรื่องเหล้าองุ่นในเหยือกพราวราตรีไหม?”
“เคย แต่ว่าเหล้าองุ่นคือส่วยชนิดพิเศษที่ส่งตรงมาจากทางตะวันตกไม่ใช่หรือ?” เวินเทียนเหล่ยสับสน
“ข้าจะบอกเจ้าให้ว่าองุ่นเป็นผลไม้รสเปรี้ยว และผลไม้รสเปรี้ยวนี้ก็คือองุ่น ดังนั้นนี่คือเหล้าองุ่น” หลี่เยว่หานกล่าวขณะจิบเหล้าองุ่น
คราวเมื่อนางริเริ่มทำเหล้าองุ่น นางไม่มีความมุ่งมั่นใจเลยสักนิด คิดว่ามันคงจะล้มเหลวหลายครั้ง แต่กลับคาดการณ์ไม่ถึงว่าน้ำพุจิตวิญญาณจะช่วยให้ประสบความสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกและยังมีรสชาติดีมากอีกด้วย
กลิ่นเนื้อผลไม้เข้มข้นและหอมหวานมาก ไม่มีรสชาติฝืดคอเหมือนเหล้าธัญพืชทั่วไป มีแต่ความนุ่มละมุนลิ้น
“เหล้าชั้นดี!” เวินเทียนเหล่ยดื่มเหล้าองุ่นหม้อเล็กหมดภายในอึกเดียว เมื่อหลี่เยว่หานหันมามองก็พบว่าไม่เหลือสักหยดแล้ว
“ข้าลืมบอกเจ้าไปว่าเหล้าองุ่นเข้มข้นมาก หากเจ้าดื่มเข้าไปแบบนี้ เดี๋ยวอีกสักพักเจ้าก็คงจะเมากันพอดี” หลี่เยว่หานกล่าวติดตลก
“ชู่ นายน้อยอย่างข้ามีชื่อเสียงเรื่องการดื่มเก่ง” เวินเทียนเหล่ยโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
หลี่เยว่หานไม่ได้กล่าวอะไรต่อเมื่อเห็นเขาเป็นเช่นนั้น เพียงแต่ค่อย ๆ จิบเหล้าองุ่นที่หมักขึ้นมาครั้งแรกอย่างละเมียดละไม ภายในใจเต็มไปด้วยความคิดมากมายที่ผุดขึ้นมา
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เวินเทียนเหล่ยก็เดินยิ้มกริ่มเข้ามาด้วยสีหน้าแดงระเรื่อ หลี่เยว่หายจึงถามขึ้นเบา ๆ “เวินเทียนเหล่ย พวกเราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันหรือไม่?”
“ฮะ?” เวินเทียนเหล่ยหรี่ตามองหลี่เยว่หานแล้วหัวเราะฮ่าฮ่า “เป็นมากกว่าเพื่อนที่ดีต่อกันอีก ท่านเปรียบเสมือนเทพแห่งโชคลาภของข้า ไม่ ๆ ๆ เจ้าแม่แห่งโชคลาภต่างหาก!”
“ในเมื่อพวกเราทำงานร่วมกันอย่างมีความสุขดี ข้าก็ขอถามอะไรเจ้าสักหน่อยได้หรือไม่?” หลี่เยว่หานลดน้ำเสียงให้ฟังดูอ่อนโยนขึ้น
มู่ชวนกับหลิงซีที่กำลังก้มหน้าก้มตากินอาหารอยู่ด้านข้างรีบเงยหน้าขึ้นมา ยากนักที่จะได้เห็นท่านแม่ทำเสียงอ่อนเสียงหวานแบบนี้ เป็นไปได้ไหมว่านางกำลังอยากจะเล่นชู้กับท่านอา?
“ได้! บอกข้ามา! แล้วข้าจะบอกทุกอย่าง!” เวินเทียนเหล่ยโบกมือขึ้นเหนือท้องฟ้าอย่างกล้าหาญราวกับตอบตกลง
“บอกข้าทีว่าจากอำเภอหวาชีไปถึงเมืองหลวงจะต้องใช้ระยะเวลากี่วัน? แล้วจะต้องไปอย่างไร?” หลี่เยว่หานถามขณะยิ้มหัวเราะ
เวินเทียนเหล่ยหยุดกะทันหันหลังจากได้ยินคำถาม เขามองดูหลี่เยว่หานด้วยความสับสนและไม่พูดอะไรต่อ