ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 230 ทำไมถึงกลายเป็น... เมิ่งฉีฮ่วน?
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 230 ทำไมถึงกลายเป็น... เมิ่งฉีฮ่วน?
บทที่ 230 ทำไมถึงกลายเป็น… เมิ่งฉีฮ่วน?
ขณะที่หลี่เยว่หานกำลังคิด จู่ ๆ เวินเทียนเหล่ยก็ได้สติกลับคืนมา เขาหัวเราะซื่อ ๆ อีกครั้ง “ทดสอบข้าหรือ พี่สะใภ้กำลังทดสอบข้าใช่หรือไม่!”
เขากล่าวขณะพยุงตัวพยายามจะลุกขึ้น ทว่ายังคงต้องพ่ายแพ้ให้กับฤทธิ์สุรา “เฮ้อ… ข้าบอกท่านแล้วอย่างไรเล่าหลี่เยว่หาน ท่านจะไปเมืองหลวงไม่ได้ หากท่านไปที่นั่นท่านจะตกอยู่ในอันตรายแล้วจะต้องเดือดร้อนอีกด้วย อำเภอหวาซี… อำเภอหวาซีเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับท่านในตอนนี้!”
“ข้ารู้ ข้าไม่ไปที่เมืองหลวงหรอก แต่ข้าจะถามบ้างไม่ได้หรือ” หลี่เยว่หานเกลี้ยกล่อมเขาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ได้ ข้าจะบอกทุกอย่างที่ถาม! บอกทุกอย่างที่รู้!” เวินเทียนเหล่ยชูมือชี้ท้องฟ้าอีกครั้ง
“บอกข้ามาว่าเมืองหลวงไปทางไหน? แล้วจะไปที่นั่นได้อย่างไร?” หลี่เยว่หานถามอีกครั้ง
“เมืองหลวงน่ะ อึก มันไม่ง่ายหรอก” เวินเทียนเหล่ยเงยที่หน้าแดงก่ำแล้วยิ้มกริ่ม “อำเภอหวาซี… อึก… ไปทางเหนือ ต้องนั่งรถม้าสองวันถึงจะถึงเมืองหลวง!” เวินเทียนเหล่ยกล่าวขณะหยิกหน้าตนเอง “แต่การไปที่เมืองหลวงนั้นยากมาก ท่าน… เอิ้ก~ ท่านจะต้องได้รับคำสั่งเดินทางก่อนถึงจะเดินทางเข้าไปได้!”
หลังจากได้ยินเช่นนั้น น้ำเสียงของหลี่เยว่หานก็อ่อนโยนขึ้น “ถ้าอย่างนั้นข้าจะทดสอบเจ้าอีกครั้ง เจ้ารู้หรือไม่ว่าจะได้รับคำสั่งเดินทางนั้นมาได้อย่างไร?”
“ก็ต้องรู้อยู่แล้วสิ!” เวินเทียนเหล่ยเหลือบมองหลี่เยว่หานด้วยสีหน้าประมาณว่าท่านกำลังล้อข้าเล่นอยู่หรือเปล่า “นายน้อยอย่างข้าเดินทางไปทั่วประเทศมาตั้งหลายปี ไม่มีอะไรที่ข้าไม่รู้! สิ่งที่ท่านต้องทำคือร้องขอคำสั่งเดินทางจากหัวหน้าหมู่บ้าน! คราวเมื่อท่านเดินทางออกจากอำเภอหวาซีไปแล้วให้แลกเปลี่ยนมันกับทหารรักษาการณ์อำเภอหวาซี! จากนั้นพอท่านไปถึงเมืองหลวงแล้วก็แลกเปลี่ยนมันกับทหารรักษาการณ์ในเมืองหลวงอีกที!”
“ข้าจะบอกความลับให้ท่านฟังอีกอย่าง” เวินเทียนเหล่ยกล่าวขณะลดน้ำเสียงลงอย่างลึกลับ “คราวเมื่อเดินทางกลับมาข้าก็แลกเปลี่ยนมันทีละอันแบบนี้แหละ! สำหรับการแลกเปลี่ยนคำสั่งเดินทางอันสุดท้ายจำต้องส่งคืนให้กับหัวหน้าหมู่บ้าน!”
เวินเทียนเหล่ยกล่าวและพ่นลมร้อนออกมา “ทำไมหลังคาบ้านถึงหมุนติ้วขนาดนี้ ใครผลักข้า ข้าเวียนหัว ไม่ไหวแล้วไม่ไหวแล้ว นอนก่อนเถอะ…”
เวินเทียนเหล่ยกล่าวและล้มสลบลงบนโต๊ะด้วยความมึนเมา
หลี่เยว่หานเห็นเช่นนั้นจึงยิ้มพึงพอใจ
“ท่านอาจะไปทำอะไรที่เมืองหลวงหรือ?” มู่ชวนเห็นว่าเวินเทียนเหล่ยเมาหมดสติไปแล้วจึงถามขึ้นอย่างจริงจัง “ท่านลุงบอกว่าเราไม่สามารถไปที่เมืองหลวงได้ มันอันตราย”
“ข้ารู้” หลี่เยว่หานลูบหัวมู่ชวน “แต่ตอนนี้ท่านอาของเจ้าอยู่ในเมืองหลวงแล้ว ข้ากังวลเลยว่าจะไปดูสักหน่อย พวกเจ้าไม่ต้องห่วง จะต้องไม่มีอะไรเกิดขึ้น ข้าแค่ไปดูเขาประเดี๋ยวแล้วจะกลับมา”
หลังจากได้ยินเช่นนั้น มู่ชวนเงียบไปสักพักแล้วกล่าวว่า “ประจวบเหมาะกับการประกาศรายชื่อสอบคัดเลือกวสันตฤดู*[1]เพิ่งผ่านพ้นไป หากท่านอาหญิงต้องการเดินทางไปเยี่ยมท่านอาในเมืองหลวงเวลานี้คงจะเหมาะสมที่สุด”
“เจ้าไม่ห้ามปรามข้าหน่อยหรือ?” หลี่เยว่หานประหลาดใจ
“ข้ารู้ว่าข้าหยุดท่านไม่ได้” มู่ชวนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “แม้แต่ท่านอาก็ไม่อาจหยุดสิ่งที่ท่านอยากทำได้ ไม่ต้องกล่าวถึงข้าเลย”
ไม่รู้ว่าเหตุใดหลี่เยว่หานจึงรู้สึกทุกข์ใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น “เจ้าไม่ต้องห่วง คราวนี้ข้าจะระวัง ไม่ปล่อยให้เหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น นอกจากนี้คนที่แอบซ่อนตัวอยู่ในความมืดมิดต่างคิดว่าตอนนี้พวกเจ้าสองพี่น้องได้ตายจากไปแล้ว เพราะฉะนั้นพวกเขาจะไม่ทำเรื่องราวอันใดใหญ่โต”
“แต่ท่านอาหญิงยังต้องระมัดระวังให้มากกว่านี้” หลิงซีกล่าวด้วยน้ำเสียงแบบเด็ก ๆ “เมื่อท่านอาหญิงออกไปแล้วอย่าลืมพกหยกไปด้วย หากเกิดเหตุอันตรายอะไร มันจะได้ช่วยชีวิตท่านได้!”
หลี่เยว่หานรู้สึกอบอุ่นในหัวใจเมื่อเห็นว่าเด็กทั้งสองคนเป็นห่วงเป็นใยตน นางดึงสองพี่น้องเข้ามาใกล้และโอบกอดพวกเขาด้วยมือเดียว จากนั้นจึงกล่าวว่า “อาฉลาดขนาดไหน เปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นดีได้เสมอ ทุกอย่างจะต้องราบรื่น เดี๋ยวพวกเราพาขี้เมาเวินเทียนเหล่ยไปขึ้นรถม้ากัน จากนั้นอาจะออกเดินทางทันที”
“จนถึงตอนนั้นพวกเราจะบอกคนข้างนอกว่าอาการของท่านอาทรุดลงมาก ต้องการนอนพักผ่อนอยู่บนเตียงและไม่ต้องการให้เปิดประตูบ้าน” มู่ชวนกล่าวขึ้นในเวลาที่เหมาะสม “แต่ท่านอาหญิงต้องสัญญากับพวกข้าก่อนว่าจะเดินทางไปที่นั่นแค่สิบวันเท่านั้น หากสิบวันแล้วท่านยังไม่กลับมา พวกข้าจะไปหาคนขี้เมาคนนี้” มู่ชวนกล่าวขณะชี้นิ้วไปยังเวินเทียนเหล่ยที่นอนสลบอยู่
หลี่เยว่หานยิ้มเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก่อนจะพยักหน้าตอบตกลง
หลังจากส่งตัวเวินเทียนเหล่ยที่สลบไสลเหมือนคนตายให้ฉงหยางพาเขาขึ้นรถม้าไปแล้ว หลี่เยว่หานก็ตักเหล้าองุ่นใส่หม้ออีกใบและขอให้ฉงหยางนำมันกลับไปให้เวินเทียนเหล่ยลิ้มลอง หลี่เยว่หานรีบกลับเข้ามาในบ้านหลังจากเห็นรถม้าแล่นออกจากเขตหมู่บ้านจางหนิงไป หยิบเนื้อสิบจินขึ้นมาและออกเดินทางไปหาหัวหน้าหมู่บ้านอวี๋
หัวหน้าหมู่บ้านอวี๋รู้สึกผิดกับหลี่เยว่หาน นอกจากนี้สะใภ้อวี๋กับหลี่เยว่หานยังเข้ากันได้ดี ดังนั้นหัวหน้าหมู่บ้านอวี๋จึงไม่ได้ถามหลี่เยว่หานด้วยซ้ำว่านางต้องการคำสั่งเดินทางไปทำอะไร เขารีบหยิบมันออกมาให้นางและปฏิเสธที่จะรับเนื้อสิบจินคืนไม่ว่าอย่างไรก็ตาม
เมื่อกลับมาถึงบ้าน หลี่เยว่หานสั่งมู่ชวนให้ดูแลหลิงซีให้ดีและทิ้งน้ำพุจิตวิญญาณขวดเล็กเอาไว้ให้ในกรณีเผื่อว่าหลิงซีจะป่วย เช้าวันรุ่งขึ้นขณะที่ยังมืดอยู่ ทุกคนยังไม่ออกมาจากบ้านเรือน นางเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ จัดแจงกระเป๋าและออกเดินทางจากอำเภอหวาซี
หลี่เยว่หานกลัวว่าตนเองจะถูกจดจำได้ นางจึงแต่งกายเป็นหญิงวัยกลางคนที่มีผิวเหลือง นอกจากนี้คำสั่งเดินทางระบุว่านางเป็นหญิงม่าย หลี่เยว่หานจึงแลกเปลี่ยนคำสั่งเดินทางอย่างราบรื่นโดยไม่มีการซักถามใด ๆ ออกเดินทางจากประตูเมืองอำเภอหวาซีมุ่งหน้าตรงไปยังทางเหนือ
หลี่เยว่หานขึ้นมาบนรถม้าและออกเดินทางบนถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่ออีกสองวัน นอกเหนือจากความเหนื่อยล้าแล้วกลับไม่พบอันตรายใด ๆ จนกระทั่งวันที่สาม นางจึงเดินทางมาถึงด้านนอกเมืองหลวง
เนื่องจากรถม้าไม่สามารถเข้าไปในเมืองหลวงได้ ดังนั้นหลี่เยว่หานจึงลงจากรถม้านอกเมืองและเดินตามกลุ่มคนเข้าไปข้างใน หลังจากแลกเปลี่ยนคำสั่งกับทหารรักษาการณ์ในเมืองแล้ว หลี่เยว่หานที่เดินทางข้ามเวลามาสองปีเพิ่งเคยได้มาเยือนเมืองศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรมเป็นครั้งแรก
นางมองดูถนนที่พลุกพล่านซึ่งแตกต่างจากอำเภอหวาซีและเมืองหลิวชิง หลี่เยว่หานรู้สึกเหมือนกับคุณยายหลิวอุทยานต้ากวน*[2]
ถึงแม้ว่าความเจริญรุ่งเรืองจะเหมือนกับอำเภอหวาซี แต่ท้องถนนทุกสายกลับไม่ได้ถูกปูด้วยแผ่นหิน บุคคลที่คล้ายคลึงกับคนงานสุขาภิบาลกำลังทำความสะอาดอยู่ตามทาง สวมถุงมือเก็บรวบรวมขยะที่ตกอยู่บนพื้น
หลังจากเดินทางมายาวนาน หลี่เยว่หานรู้สึกเหนื่อยล้าเต็มทน นางกำลังจะปริปากถามใครสักคนว่าหอพักนายพลกับโรงเตี๊ยมอยู่ทางไหน แต่จู่ ๆ เสียงสรรเสริญเยินยอควบคู่ไปกับเสียงฝีเท้าอันประณีตและเสียงกีบม้าที่ดังขึ้นเป็นระยะก็ดังขึ้น ฝูงชนที่กำลังพลุกพล่านรีบเคลื่อนตัวไปทั้งสองฝั่งของถนนและคุกเข่าลงอย่างรวดเร็ว
ใครบางคนเห็นว่าหลี่เยว่หานไม่ยอมคุกเข่าลงจึงรีบดึงนางลงมานั่งกับพื้น “เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อหรือไง! วันนี้เป็นวันแต่งงานขององค์หญิง หากใครมาเห็นเจ้ายืนเซ่อซ่าอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวก็บุกเข้ามาสังหารเจ้าเอาหรอก!”
หลี่เยว่หานรีบกล่าวขอบคุณหลังจากได้ยินเช่นนั้น หากแต่ให้นางคุกเข่าลงคงเป็นไปไม่ได้ นางจึงนั่งยอง ๆ อยู่บนพื้นโดยใช้ผ้าคลุมกระโปรง
หลังจากนั้นไม่นานขบวนงานแต่งก็ปรากฏขึ้นแก่สายตา ทั้งสองฝั่งถนนที่กำลังพลุกพล่านเต็มไปด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว ไม่มีอะไรนอกเหนือไปเสียจากเสียงชมว่าเจ้าบ่าวหล่อเหลามากแค่ไหน
หลี่เยว่หานเงยหน้าขึ้นมองเงียบ ๆ เห็นชายหนุ่มรูปงามนั่งอยู่บนม้าตัวสูงที่ถูกโพกผ้าด้วยผ้าไหมสีแดง เดินนำขบวนงานแต่งสีแดงที่อยู่ด้านหลังอย่างสมศักดิ์ศรี
“ดูสิ เจ้าบ่าวหล่อมาก! ได้ยินมาว่าองค์หญิงก็สง่างามมากเหมือนกัน ถึงจะไม่มีใครเคยได้เห็น แต่ชื่อเสียงเรียงนามกลับโด่งดังนัก นอกจากนี้ยังเป็นหญิงสาวที่มีความสามารถมากที่สุดในเมืองของเรา!” ผู้คนรอบข้างส่งเสียงเจื้อยแจ้วรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมาก
ทว่าหลี่เยว่หานที่ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนกลับรู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่า
เจ้าบ่าวที่นั่งอยู่บนหลังม้า ทำไมถึงกลายเป็น… เมิ่งฉีฮ่วน?
[1] สอบคัดเลือกวสันตฤดู (春闱) คือ การสอบบรรจุขุนนางในท้องพระโรงโดยจะมีฮ่องเต้เสด็จลงมาคุมสอบด้วยตนเอง มักถูกจัดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ
[2] อุทยานต้ากวน (大观园) คือ ชื่อสถานที่สำคัญในวรรณกรรมเรื่องความฝันในหอแดง