ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 231 ผู้ชายเฮงซวย!
บทที่ 231 ผู้ชายเฮงซวย!
“บัดซบ ไอ้ผู้ชายเฮงซวย!” หลี่เยว่หานเผลอก่นด่า
ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงตระหนักได้ว่าหลี่เยว่หานกำลังลุกขึ้นยืนจึงตั้งใจจะดึงเธอกลับลงมานั่งคุกเข่าเหมือนเดิม ทว่ากลุ่มทหารลาดตระเวนขนาดเล็กในเมืองได้เข้ามาจับตัวหลี่เยว่หานให้นั่งลงเสียก่อน
“ฮะ?” เมิ่งฉีฮ่วนขมวดคิ้วราวกับว่าเขาบังเอิญได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เขาเดินผ่านหลี่เยว่หานไปแล้วแต่กลับหันหลังมาอีกครั้ง เมื่อเห็นว่ากลุ่มทหารกำลังจับกุมตัวหญิงวัยกลางคนที่ลุกขึ้นยืน เขาก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว “วันนี้ฤกษ์งามยามดี ค่อยพิจารณาทีหลัง”
“ขอรับ!” ผู้นำกลุ่มทหารตอบด้วยความเคารพ
หลังจากนั้นเมิ่งฉีฮ่วนก็หันศีรษะกลับไป ไม่ได้มองดูอีก
หลี่เยว่หานกลับมามีสติอีกครั้งและรู้ดีว่านางไม่สามารถก่อเหตุวุ่นวายในเขตเมืองหลวงได้ ไม่เช่นนั้นชีวิตของนางจะต้องจบสิ้น
นางถูกจำคุกที่ไหนไม่รู้สักแห่ง มองเห็นเพียงแสงสว่างจากหน้าต่างบานเล็ก ๆ เพียงบานเดียว ตอนนี้นางจึงทำได้เพียงถอนหายใจ
น่าจะรู้ก่อนหน้านี้ว่าเมิ่งฉีฮ่วนที่นางกำลังอดทนรอเป็นแค่ผู้ชายเฮงซวย นางเป็นห่วงเขามากแค่ไหน แต่เขากลับกลายเป็นข้าราชการระดับสูงในเมืองหลวงและยังเข้าพิธีสมรมกับองค์หญิง!
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หลี่เยว่หานก็รู้สึกหดหู่อย่างอธิบายไม่ถูก
เขาจะแต่งงานกับองค์หญิงได้อย่างไรในเมื่อเขาแต่งงานกับนางแล้ว! หรือว่านางจะกลายเป็นหญิงสาวที่ถูกสามีทอดทิ้งแล้วไปแต่งงานใหม่?
ยิ่งคิดไตร่ตรองมากเท่าไหร่ หลี่เยว่หานก็ยิ่งหดหู่ใจมากเท่านั้น หลี่เยว่หานหมกมุ่นอยู่กับห้วงความคิดของตนเองจนไม่ได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของเวลาเลย
วันนี้เมืองหลวงดูมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ เสียงฆ้องกลองดังแซ่ซ้องอยู่ข้างนอกราวกับไม่มีที่สิ้นสุดลง หลี่เยว่หานสามารถได้ยินเสียงเครื่องดนตรีประเภทไหมและไผ่*[1]จากด้านนอกคุกลึกแห่งนี้โดยไม่ต้องชะโงกหน้าออกไปมอง
เสียงจังหวะเนิบ ๆ ที่เล่นวนไปมาทำให้หลี่เยว่หานหงุดหงิดจนอยากจะสาปแช่ง
ให้ตายเถอะเมิ่งฮีฉ่วน นางตั้งหน้าตั้งตาทำงานหนักเพื่อช่วยเขาเลี้ยงดูเด็กน้อยสองคน แต่เขากลับมาใช้ชีวิตรุ่งโรจน์ในเมืองหลวงด้วยการแต่งงานกับองค์หญิง
นางถูกผู้คนในหมู่บ้านจางหนิงเรียกว่าหญิงม่าย แต่เขากลับจัดงานแต่งรื่นเริงอย่างสนุกสนาน
หลี่เยว่หานมั่นใจว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะต้องจดจำนางได้อย่างแน่นอนคราวเมื่อเขาเห็นนาง ถึงแม้ว่านางจะจงใจแต่งกายให้ดูแก่กว่าเดิมมาก แต่เค้าโครงใบหน้าของนางกลับไม่ได้เปลี่ยนไปเลย หากเมิ่งฉีฮ่วนไม่ตาบอดก็จะต้องจำนางได้แน่
แต่ว่า… มีคนจับนางเข้าคุกจริงหรือ?
นางได้ยินมาว่าเขาทำงานภายใต้คำสั่งการขององค์ชายสาม จึงกังวลมากว่าเขาจะตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย แต่พอได้มาเห็นในวันนี้ มันเยี่ยมยอดไปเลย อีกฝ่ายกำลังมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี!
ยิ่งหลี่เยว่หานคิดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่สบายใจมากเท่านั้น
เสียงดนตรีพิธีกรรมจากทางด้านนอกฟังดูเยาะเย้ยนางทุกช่วงทำนอง
เยาะเย้ยในความหลงคิดไปเองของนาง เยาะเย้ยที่นางประเมินตนสูงไป
ใช่ เมิ่งฉีฮ่วนคือชายผู้มีงานเขียนอันวิจิตรบรรจง มีชื่อเสียงโด่งดังและมีความสามารถมากที่สุดในเมืองหลวงเวลานี้ มีสาวงามมากมายแห่กันเข้ามาแย่งชิง
ขณะที่นาง หลี่เยว่หานคนนี้เป็นเพียงหญิงสาวธรรมดา ๆ ในหมู่บ้านเฮยถู่ ตอนนี้ไอ้ผู้ชายเฮงซวยคนนั้นได้รับความรุ่งโรจน์และยศถาบรรดาศักดิ์กลับคืนมาแล้ว ได้แต่งงานกับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ คงไม่ต้องการประวัติศาสตร์ที่มืดมนเฉกเช่นนางอีกต่อไป
เมื่อคิดได้เช่นนั้น หลี่เยว่หานก็ถอนหายใจ
ไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องนี้ หากเมิ่งฉีฮ่วนมีความตั้งใจดีและนึกถึงมู่ชวนกับหลิงซี เขาก็อาจจะไว้ชีวิตที่น่าสังเวชของนาง
หากแต่เขากลายมาเป็นคนโหดเหี้ยม ตามหลักทางราชวงศ์มีการกำหนดชนชั้นไว้อย่างชัดเจน และจากมุมมองความน่าจะเป็น เมิ่งฉีฮ่วนจะต้องลบตัวตนของนางออกอย่างแน่นอน
หากในวันนี้หลี่เยว่หานไม่ได้เดินทางมาที่เมืองหลวง นางก็คงจะมีชีวิตรอดในฐานะหญิงม่ายอีกสักสองสามปี และเมื่อวันใดวันหนึ่งที่หมิ่งฉีฮ่วนตั้งหลักปักฐานมั่นคงในเมืองหลวงได้แล้ว เขาก็คงจะส่งคนมารับตัวมู่ชวนกับหลิงซีไป
เมื่อเวลานั้นมาถึง หลี่เยว่หานก็คงจะไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ หลี่เยว่หานก็หยิบลัญจกรหยกออกมาจากส่วนลึกของแขนเสื้อ หันหน้าไปยังแสงจันทร์และจ้องมองแสงสลัวที่มันปลดปล่อยออกมา อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะให้ตนเอง
นับตั้งแต่มาถึงช่วงเวลาแห่งนี้ หลี่เยว่หานเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นมาของโลกทั้งหมดจากเมิ่งฉีฮ่วน แต่ตอนนี้เวินเทียนเหล่ยกับเมิ่งฉีฮ่วนกำลังสมรู้ร่วมคิดกัน!
อดีตรัชทายาทถูกประหารเอย หลานจักรพรรดิเอย ทุกอย่างเป็นเรื่องลวงหลอกทั้งหมด!
มีแค่ลัญจกรหยกเท่านั้นที่มีอยู่จริง
“หวังว่าเมื่อถึงเวลานั้นจะใช้ของสิ่งนี้แลกกับชีวิตได้นะ” หลี่เยว่หานถอนหายใจและเก็บลัญจกรหยกกลับใส่ที่เดิม
หลังจากเดินทางมาเป็นระยะเวลาสองวัน นางก็เหนื่อยล้าเต็มทน หากภายในใจไม่ได้รู้สึกทุกข์ทนเพราะอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หลี่เยว่หานจึงนอนหลับภายในห้องคุมขังที่สกปรกแห่งนี้ได้
ตอนนี้นางคิดหาทางออกให้ตนเองได้แล้ว จึงไม่กังวลเกี่ยวกับคุณภาพของสิ่งรอบตัวอีกต่อไป นางนั่งขัดสมาธิอยู่บนหญ้าแห้งกรัง เอนกายพิงผนังเย็นเฉียบ เฝ้าฟังเสียงเครื่องดนตรีพิธีกรรมจากด้านนอก และไม่รู้ว่าผล็อยหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่
ดูเหมือนว่าในความฝันหลี่เยว่หานจะได้หวนคืนกลับไปยังคืนแรกที่พวกเขาพบกัน
ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือหลี่เยว่หานต่อต้านสรรพคุณของยาในร่างกายอย่างสิ้นหวัง และสุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างทั้งสองคน
คราวเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ท้องฟ้าด้านนอกสว่างสดใส หลี่เยว่หานสะดุ้งลุกขึ้นมานั่งหลังตรงทันที จากนั้นจึงตระหนักได้ว่าตนกำลังนอนอยู่บนเตียงนุ่ม ๆ
“เกิดอะไรขึ้น?” หลี่เยว่หานสะดุ้งตัวรีบกระโดดลงจากเตียง พบกระจกทองสัมฤทธิ์แล้วจึงมองดูตนเองข้างใน นางตกใจมากเมื่อพบว่าเครื่องแต่งกายที่ปลอมตัวมาถูกถอดออกหมดแล้ว และภาพที่ปรากฏบนบานกระจกตรงหน้าคือรูปลักษณ์ดั้งเดิมของหลี่เยว่หาน
“ตื่นแล้วหรือ?” น้ำเสียงน่ายินดีดังลอดเข้ามาในหูของหลี่เยว่หานและตามมาด้วยรอยยิ้มจาง ๆ
หลี่เยว่หานหันกลับมาแล้วพบเมิ่งฉีฮ่วนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสละสลวย หนวดเคราที่ยุ่งเหยิงถูกโกนออกไปจนหมดเกลี้ยง เขายืนอยู่หน้าประตูพร้อมกับถาดรองในมือ
บางทีเมิ่งฉีฮ่วนคงจะเห็นว่าหลี่เยว่หานตกอยู่ในสภาวะงุนงง จึงไม่รีรอให้นางกล่าวอันใด ใช้หลังมือผลักบานประตูปิดและวางถาดไว้บนโต๊ะข้างตัว จากนั้นจึงกล่าวว่า “เจ้าคงจะหิว ข้าสั่งคนทำโจ๊กมาให้ คิดว่าพอเจ้าตื่นมาแล้วจะได้กิน”
เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวและนั่งลงข้าง ๆ ไม่มีความตั้งใจจะกล่าวอะไรเพิ่มเติมกับหลี่เยว่หานอีก
“ท่าน…” หลี่เยว่หานอัดอั้นอยู่นาน แต่กลับพูดออกมาเพียงคำเดียว จากนั้นท้องของนางก็ส่งเสียง ‘โครกคราก’ ออกมา
“มากินข้าวก่อน เดินทางมาสองวันเจ้าคงไม่ได้พักผ่อนเต็มที่นัก” แน่นอนเมิ่งฉีฮ่วนได้ยินเสียงท้องของหลี่เยว่หาน เขาไม่ได้กล่าวอะไร เพียงแต่กวักมือเรียกนาง
หลี่เยว่หานดูโล่งใจขึ้นหลังจากได้ยินเช่นนั้น นางลุกขึ้นยืนและเดินไปนั่งลงที่โต๊ะ รีบกลืนโจ๊กในชามลงท้องโดยไม่ปริปากกล่าวอะไรสักคำ วางชามเปล่าลงและก้มหน้ากินเครื่องเคียงอีกหลายอย่าง จากนั้นจึงวางตะเกียบลงและวางแผนจะกลับไปล้มตัวลงนอนบนเตียงต่อ
ในขณะเดียวกัน แรงอันมหาศาลจากฝ่ามือใหญ่ของเมิ่งฉีฮ่วนก็ดึงเอาหลี่เยว่หานเข้าไปในอ้อมแขนโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
“เจ้าโกรธอยู่หรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนที่อยู่ตรงหน้าดูสับสน “เจ้ากำลังติเตียนที่ข้าไม่ยอมไปรับเจ้ากับพวกลูก ๆ มาที่นี่ใช่ไหม?”
“ปล่อยข้า!” หลี่เยว่หานแสดงสีหน้าโกรธจัด แต่หลังจากดิ้นรนมาสักระยะหนึ่ง นางก็ตระหนักขึ้นได้ว่าความแข็งแกร่งของนางไม่ได้อยู่ในระเดียวกันกับเมิ่งฉีฮ่วน จึงยิ่งโกรธมากขึ้น “ท่านอยากจะทำอะไรมันก็เรื่องของท่าน เป็นข้าเองที่ตาบอด ตาบอดสนิท ในใจหวาดกลัวจึงรีบออกเดินทางมาหาท่าน แต่แท้จริงข้ากลับไม่ได้ข้องเกี่ยวสิ่งใดกับท่านเลย!”
หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็ยิ้มมีความสุขขึ้นมาทันที “เจ้าเดินทางมาที่นี่เพื่อมาพบข้าโดยเฉพาะหรือ?”
“…” หลี่เยว่หานพูดไม่ออก เหตุใดเขาจึงเป็นคนไร้ยางอายเช่นนี้!
[1] เครื่องดนตรีประเภทไหมและไผ่ เป็นวงดนตรีพื้นบ้านของเจียงหนาง (江南) ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่บริเวณตอนล่างของแม่น้ำแยงซี วงดนตรีดังกล่าวประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีประเภทไหมและไผ่ ได้แก่ ซอเอ้อร์หู ผีผาและขลุ่ย บทบรรเลงจะค่อนข้างอ่อนหวานและฟังสบาย