ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 233 หลี่เยว่หานคิดเล็กคิดน้อย
บทที่ 233 หลี่เยว่หานคิดเล็กคิดน้อย
ทั้งสองคนแสดงความรักต่อกันมาระยะหนึ่ง เมิ่งฉีฮ่วนก็สามารถเบียดเสียดตัวลงบนที่นอนของหลี่เยว่หานได้
ถึงแม้ว่าทั้งสองคนจะเคยหลับนอนร่วมกันมาก่อน แต่ทุกครั้งเมิ่งฉีฮ่วนจะเคารพการตัดสินใจของหลี่เยว่หานโดยการล้มตัวลงนอนและไม่ขยับเขยื้อน ทว่าวันนี้กลับแตกต่างออกไป
หลี่เยว่หานต่อสู้กับเขาอยู่ใต้ผ้าห่มเป็นเวลานาน จนกระทั่งหมดแรงจึงแสร้งทำเป็นน่าสงสาร “ได้โปรดเมตตาและไว้ชีวิตข้าด้วย ผู้หญิงอ่อนแอนอย่างข้าไม่เหมาะกับแรงกำลังของท่านหรอก!”
เมิ่งฉีฮ่วนมีท่าทางอ่อนโยนมากขึ้นหลังจากได้ยินเช่นนั้น เขาก้มบรรจงจูบศีรษะของนางเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “หลังจากฟ้ามืดแล้วข้าจะพาเจ้าออกจากเมือง”
“ออกไปเลยหรือ?” หลี่เยว่หานเผลอถามขึ้นโดยมีบางอย่างติดอยู่ในใจ และรู้สึกเสียใจที่เขากล่าวแบบนั้น
“หากเจ้าไม่อยากกลับออกไปก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าจะส่งคนไปรับตัวเด็ก ๆ เอง” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าว
“ไม่ ๆ ๆ ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” หลี่เยว่หานรีบห้ามปรามเขา
แม้ว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะไม่ได้กล่าวบอกนางโดยตรงว่าตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ แต่ในเมื่อเมิ่งฉีฮ่วนกล่าวว่าหลังช่วงฤดูร้อนจะเป็นการดีที่สุดที่จะพาพวกนางมาที่นี่ ดังนั้นสถานการณ์ตอนนี้ยังคงอันตรายอยู่ นางจึงรีบห้ามปรามเขาโดยไม่แม้แต่จะต้องคิดพิจารณา
“หมายความว่าฮูหยินไม่ต้องการจากข้าไปใช่หรือไม่?” เมิ่งฉีฮ่วนใช้คำพูดได้ ‘ไร้ยางอาย’ อย่างไม่สะทกสะท้าน
หลี่เยว่หานนอนอยู่บนเตียงอย่างเชื่อฟังโดยมีศีรษะโผล่ออกมาจากผ้าห่มเล็กน้อย นางจ้องมองเมิ่งฉีฮ่วนแล้วกล่าวว่า “ท่านช่วยข้าเปิดหอแดงในเมืองหลวงได้หรือไม่?”
เมิ่งฉีฮ่วนแทบจะตกเตียงหลังจากได้ยินเช่นนั้น “เจ้าจะเปิดหอแดงไปทำอะไร?”
“ข้ารู้ว่าอำนาจในเมืองหลวงนั้นซับซ้อนทุกข์ยากลำบาก หากแต่ถามว่าหอแดงคือสถานที่เช่นไร คงต้องกล่าวบอกว่ามันเป็นสถานที่ที่สามลัทธิเก้าสายอาชีพมาร่วมตัวกัน หากต้องการข่าวกรองรับข้อมูล หอแดงก็จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด” หลี่เยว่หานแสดงความทะเยอทะยานอย่างมาก “หากมีหอแดงอยู่ ข้าก็สามารถตรวจรับข่าวคราวมาให้ท่านได้”
เมิ่งฉีฮ่วนบีบหน้าหลี่เยว่หานหลังจากได้ยินดังนั้น “ไม่ได้!”
“ทำไม!” หลี่เยว่หานกระวนกระวาย!
“ก็เจ้ากล่าวเองว่าหอแดงเป็นสถานที่ที่สามลัทธิเก้าอาชีพมารวมตัวกัน ข้ากลัวว่าเจ้าจะถูกรังแก” เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้ปิดบังความวิตกกังวลเลย “นอกจากนี้ฮูหยินของข้างดงามดั่งดอกไม้ หากมีใครมาเห็นเข้าก็จะหลงรักเอาได้ แล้วข้าจะทำให้ตนเองเป็นทุกข์ทำไมเล่า”
“แต่ข้าทำตัวน่าเกลียดได้…”
“เยว่หาน เจ้าคงไม่รู้ว่าคนในเมืองหลวงบางคนก็ชอบคนน่าเกลียด”
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะแต่งกายเป็นบุรุษ!”
“และก็มีคนชอบชายบำเรอด้วย”
“ถ้าอย่างนั้นข้าแกล้งเป็นหญิงชราก็ได้!”
“ผู้สูงอายุบางคนก็ไม่ได้ชื่นชอบสาวสวยที่อายุน้อยกว่าเสมอไป”
“ข้า… ข้า… ข้าจะแต่งเป็นหญิงชราอัปลักษณ์!”
“ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าคนในเมืองหลวงชอบคนน่าเกลียด ยิ่งน่าเกลียดก็ยิ่งชอบ”
“…”
หลี่เยว่หานถึงกับพูดไม่ออก
เดิมทีนางคิดว่างิ้วปักกิ่ง งิ้วคุนฉวี่ และอุปรากรจีนอื่น ๆ เป็นแก่นสารของชนชาติจีน คราวเมื่อนางยังเป็นเด็ก พ่อแม่ของนางทะเลาะตบตีกันอยู่บ่อยครั้ง นางจึงต้องเดินทางไปอาศัยอยู่กับปู่ย่าเป็นเวลาหนึ่งเดือน ปู่ของนางเป็นแฟนคลับนักแสดงละครรุ่นเก่า ที่บ้านมีซีดีละครงิ้วสะสมอยู่มากมาย หลี่เยว่หานคอยตามไปฟังบทเพลงเหล่านั้นอยู่เรื่อย ๆ ในบางครั้งที่ปู่กับย่ามีอารมณ์คล้อยตาม พวกเขาก็สอนหลี่เยว่หานถึงท่าทางหมุนตัวและวิธีการเคลื่อนไหวเท้าอย่างในละครงิ้ว
หากแม่ของนางไม่พยายามหยุดยั้งนางอย่างเต็มที่ หลี่เยว่หานก็คงจะไปเรียนการแสดงแล้ว
หลังจากมาที่แคว้นตงฮั่นแล้ว หลี่เยว่ได้ไปฟังเพลงพื้นเมืองสั้น ๆ ที่หอแดง
ทว่าในตอนนี้บทเพลงยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก ทุกคนแค่ฟังเสียงขับร้องเพียงอย่างเดียว แต่ในประเภทแนวเพลงอื่น ๆ กลับไม่มีเลย
นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้นางต้องการสร้างหอแดงที่มีเอกลักษณ์ขึ้น หลี่เยว่หานสามารถสอนหญิงสาวในหอถึงวิธีการขับร้องประสานเสียงทีละขั้นตอนได้ ดังนั้นพวกนางจึงไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีแขก
หากกล่าวถึงการหาเงิน ถึงแม้ว่าหลี่เยว่หานจะสามารถทำเงินมากมายได้จากการขายถานไคว่ และตอนนี้หม้อไฟก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่นางสามารถหาเงินได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน ทว่านางไม่สามารถทำอะไรเกินตัวได้
ดังนั้นนางจึงคิดมานานแล้วว่าหากนางมีโอกาสมากพอและมีเงินอยู่ในมือจำนวนมาก นางก็จะสร้างโรงละครขึ้นมา หรือไม่นางก็จะก่อตั้งคณะละครขึ้นมาเอง ถึงแม้ว่านางจะไม่รู้กฎเกณฑ์ของละครงิ้ว แต่ที่แคว้นตงฮั่นยังไม่มีการจัดแสดงละครงิ้ว ดังนั้นนางจึงสามารถสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมาเองได้
น่าเสียดายที่จิตวิญญาณของผู้ประกอบการอันเร่าร้อนของนางถูกเมิ่งฉีฮ่วนปราบปรามเอาไว้…
เมิ่งฉีฮ่วนแทบจะทนไม่ไหวเมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังของหลี่เยว่หาน “ข้ามีหอแดงอยู่ในมือ ส่วนคนที่รับผิดชอบคือหน่วยกล้าตายของข้า ซึ่งภายนอกรู้จักกันในนามหงซานเหนียง หากฮูหยินต้องการสร้างหอแดงก็จงมาเอาหอแดงของข้าไปเถอะ”
“จริงหรือ?” ดวงตาของหลี่เยว่หานเป็นประกาย “จะไม่กลับคำใช่หรือไม่?”
“จริงสิ” เมิ่งฉีฮ่วนจำใจพยักหน้าอย่างใจกว้าง “ขอเพียงอย่างเดียว เจ้าสามารถทำทุกสิ่งอย่างเบื้องหลังได้ และให้หงซานเหนียงมาทำเบื้องหน้าแทน”
“ได้!” การได้เป็นเถ้าแก่เนี้ยเบื้องหลังก็ไม่เลวทีเดียว
แต่ว่า…
“เดี๋ยวก่อน หงซานเหนียงเป็นผู้หญิงอย่างนั้นหรือ?” ดวงตารูปอัลมอนด์ของหลี่เยว่หานเบิกกว้าง “และยังเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่พักดีต่อท่านด้วยใช่หรือไม่?”
“เอ่อ…” นี่เป็นครั้งแรกที่เมิ่งฉีฮ่วนตระหนักได้ว่าการแกว่งเท้าหาเสี้ยนนั้นหมายความว่าอย่างไร “อย่างนั้นก็ใช่ หงซานเหนียงคือหน่วยกล้าตายของข้า กล่าวว่าต่อให้ข้าส่งนางไปตายนางก็จะไม่ขมวดคิ้วด้วยซ้ำ”
หลังจากได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้น ถึงแม้ว่านางจะเคยเห็นทหารที่จงรักภักดียอมสละชีพเพื่อนายในละครโทรทัศน์มาหลายเรื่อง แต่เมื่อนางตกอยู่ในสถานการณ์นี้เองและรู้ว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งยอมสละชีพเพื่อสามีของตัวเอง นางกลับรู้สึกอิจฉาริษยาขึ้นมาในใจ “ช่างเถิด ข้าจะไม่เปิดหอแดงอีกแล้ว และท่านก็รีบปิดหอแดงนั้นด้วย!”
“อย่างนั้นคงไม่ได้” เมิ่งฉีฮ่วนสังเกตเก็นความขุ่นเคืองบนใบหน้าของหลี่เยว่หานจึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “ตามที่เจ้ากล่าวว่าหอแดงเป็นจุดรวมตัวระหว่างสามลัทธิเก้าวิชาชีพ ข้อมูลย่อมเข้ามาถึงเร็วกว่า หอแดงของข้าเปิดดำเนินการมานานแล้ว แม้ว่าจะเป็นเพียงหอแดงขนาดเล็ก ๆ แต่สถานะก็ยังคงอยู่ในใจของลูกค้าหลายคน”
“…” หลี่เยว่หานจ้องมองเมิ่งฉีฮ่วน
“อย่าโมโหเลย มา ยิ้มหน่อยเถิด” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวขณะลูบไล้ใบหน้าของหลี่เยว่หาน “ตอนนี้หงซานเหนียงอายุสามสิบปีแล้ว เจ้ายังหึงอยู่อีก”
“ใครบอกว่าข้าหึง?!” หลี่เยว่หานปฏิเสธทันควัน
“เอาล่ะ ๆ ไม่หึงก็ไม่หึง แต่ข้าอิจฉา” เมิ่งฉีฮ่วนลูบไล้ใบหน้าของหลี่เยว่หานอีกครั้ง
เขายังจดจำช่วงเวลาที่พาหลี่เยว่หานออกมาจากหมู่บ้านเฮยถู่ได้ดี ช่วงนั้นนางผอมแห้งแรงน้อยจะจับมือก็หวั่นเกรงว่านางจะเจ็บตัว แต่หลังจากเลี้ยงดูนางมาเป็นเวลาหนึ่งปีกว่าเกือบสองปี หลี่เยว่หานก็เริ่มมีน้ำมีนวลเผยให้เห็นใบหน้าอวบอิ่มของหญิงสาว ใบหน้าจิ้มลิ้มนุ่มละมุนมากจนเมิ่งฉีฮ่วนอยากจะสัมผัสอยู่หลายครั้ง
ก่อนหน้านี้เขาพยายามยับยั้งชั่งใจตนเอง และตอนนี้ก็ยังยับยั้งชั่งใจอยู่
“เหตุใดท่านถึงอิจฉาล่ะ?” หลี่เยว่หานเริ่มไม่พอใจ “ข้าไม่ได้จะเปิดศาลาคณิกา*[1]สักหน่อย!”
“อืม…” จู่ ๆ ใครบางคนก็ผุดขึ้นมาในความคิดของเมิ่งฉีฮ่วน “ไม่ว่าอย่างไรเจ้าคนนิสัยเสียเวินเทียนเหล่ยย่อมต้องมีแผนการที่อยู่เหนือข้อบังคับของเจ้าแน่ ข้าถึงได้อิจฉา”
ในระยะทางไกลออกไป จู่ ๆ เวินเทียนเหล่ยที่กำลังถือหม้อสุราเปล่าก็จามขึ้น
“แปลกจัง ใครพูดถึงข้าหรือเปล่า?”
[1] ศาลาคณิกา (小倌馆) มีความหมายเช่นเดียวกับซ่องค้าประเวณีในปัจจุบัน