ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 234 เหยียนจื่อเซียง
บทที่ 234 เหยียนจื่อเซียง
หลังจากพำนักอยู่ที่เมืองหลวงเป็นเวลาสองวัน หลี่เยว่หานก็ประทินโฉมเฉกเช่นอิสตรี ขึ้นรถม้าที่เมิ่งฉีฮ่วนเตรียมไว้ให้ตนโดยเฉพาะ และออกจากเมืองหลวงพร้อมกับคนกลุ่มแรกที่จะออกจากเมืองในเวลารุ่งสาง
ในช่วงสองวันที่ผ่านมา เมิ่งฉีฮ่วนอ้างว่าเขาป่วยจึงไม่ได้ไปเข้าเฝ้า สำหรับคนที่มาเยี่ยมที่จวนนั้น เขาก็ปฏิเสธที่จะพบอย่างนอบน้อม หลี่เยว่หานได้ยินพ่อบ้านกล่าวอยู่หลายครั้งว่าองค์รัชทายาทเสด็จมาที่จวนเป็นการส่วนพระองค์ แต่สุดท้ายก็ถูกเมิ่งฉีฮ่วนบอกปัดจนต้องเสด็จกลับไป
ในคราแรก หลี่เยว่หานรู้สึกแปลกใจ อิงตามที่เวินเทียนเหล่ยกล่าวแล้ว ตอนนี้เมิ่งฉีฮ่วนเป็นคนขององค์ชายสาม แล้วเหตุใดเขาจึงไม่เคารพยำเกรงได้ถึงเพียงนี้
ต่อมา เมิ่งฉีฮ่วนอธิบายให้ตนฟังว่าองค์ชายสามเพื่อที่จะดึงผู้สอบได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งและได้รับการแต่งตั้งโดยฮ่องเต้เข้ามา จึงได้ขอสมรสพระราชทานให้คนผู้นั้นแต่งงานกับน้องสาวร่วมสายเลือดและมารดาคนเดียวกันกับเขา น่าเสียดายที่จอหงวนผู้นั้นไม่สามารถต่อกรกับองค์หญิงน้อยที่กำเริบเสิบสานและวางอำนาจบาตรใหญ่ได้ ในคืนก่อนวันแต่งงาน เขาถูกคนที่องค์หญิงน้อยส่งมาทำร้ายจนไม่อาจลุกจากเตียง
และเมื่อหมดหนทาง องค์ชายสามจึงหันมาหาเมิ่งฉีฮ่วน ขอให้เขาไปเป็นตัวแทนจอหงวนผู้นั้นในการส่งเกี้ยวไปรับเจ้าสาว จากนั้นองค์หญิงก็คำนับฟ้าดินกับไก่ตัวผู้*[1]
ว่ากันว่าองค์หญิงผู้นี้มีใจให้เมิ่งฉีฮ่วนตั้งแต่แรกเห็น ทว่าเมิ่งฉีฮ่วนเป็นผู้บัญชาการทหาร ตามกฎของบรรพบุรุษของนาง ผู้บัญชาการทหารไม่อาจเป็นราชบุตรเขยได้ ดังนั้นองค์หญิงจึงคิดคำนวณได้ว่าจอหงวนผู้เป็นราชบุตรเขยที่แท้จริงไม่สามารถมาส่งเกี้ยวเจ้าสาวได้ แน่นอนว่าคนโปรดข้างกายพี่สามของนางคงถูกเรียกตัวมาเพื่อประโยชน์สูงสุดของภาพรวมทั้งหมด
กล่าวได้ว่าสิ่งที่องค์หญิงคิดคำนวณไว้ไม่มีความคลาดเคลื่อนเลยแม้เพียงนิด ทว่าน่าเสียดายที่นางประเมินตำแหน่งของตัวเองในหัวใจขององค์ชายสามผู้เป็นองค์รัชทายาทสูงเกินไป แม้ว่านางจะเป็นพระราชธิดา แต่อย่างไรเสียนางก็เป็นสตรี ในสายตาของพี่ชายนางผู้ที่มีอำนาจเหนือสิ่งอื่นใด นางก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ในใจขององค์รัชทายาท สถานะของเมิ่งฉีฮ่วนก็สูงกว่าองค์หญิงผู้นี้เสียด้วยซ้ำ
ว่ากันว่าในตอนที่คำนับฟ้าดินกับไก่ตัวผู้ ต้องใช้ข้ารับใช้ที่มีแรงมากหลายคนเพื่อช่วยกันกดให้องค์หญิงคำนับลง และในคืนวิวาห์ องค์หญิงก็ทุบทำลายทั่วทั้งห้องหอจนแหลกไม่มีชิ้นดี
จอหงวนผู้นั้นเดิมทีคิดว่าตนจะได้สตรีอ่อนช้อยงดงาม ใครจะคาดคิดว่ากลับได้เสือตัวเมียมาแทน จึงต้องการรายงานต่อฝ่าบาทเพื่อยกเลิกการหมั้นหมาย ทว่าไม่รู้ว่าองค์รัชทายาทไปกล่าวบอกอะไรกับองค์หญิง องค์หญิงถึงไปร้องไห้และยอมรับผิดกับจอหงวนที่เพิ่งกลับมาเดินได้ผู้นั้นที่ตำหนักทอง ฝ่าบาทพลันรักพระธิดาสุดหัวใจ จอหงวนผู้นั้นเองก็เห็นถึงความงดงามในตัวองค์หญิง ในเวลานี้จึงดูคลุมเครือ ทั้งยังเปิดเผยออกมาอย่างไม่ชัดเจนนัก
เมิ่งฉีฮ่วนค่อย ๆ เล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้หลี่เยว่หานฟัง ในยามที่เขากล่าวบอกเรื่องราวดังกล่าว เขาไม่ได้หลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงความรู้สึกที่องค์หญิงมีต่อเขาแม้แต่น้อย ทว่าเมื่อได้ฟัง ในใจของหลี่เยว่หานก็รู้สึกผสมปนเปไปด้วยหลากหลายอารมณ์
ต่อมาเมื่อได้ยินว่าหลังจากที่ทั้งสองคืนดีกันที่ตำหนักทองแล้ว องค์หญิงยิ่งเก็บตัวอยู่ในตำหนัก สีหน้าของราชบุตรเขยนับวันยิ่งดูอิ่มเอิบ ความรู้สึกที่พัวพันกันอยู่ในใจของหลี่เยว่หานจึงคลายลง
แม้ว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะเป็นผู้บัญชาการทหารและไม่อาจเป็นราชบุตรเขยได้ แต่หลี่เยว่หานก็เคยได้ยินเรื่องราวขององค์หญิงซานอินมาบ้าง หากองค์หญิงผู้นี้เจริญรอยตามสิ่งที่นางคิด และหันกลับมาหาเมิ่งฉีฮ่วนอีกครั้ง เธอเองก็คงหมดสิ้นหนทาง!
อย่างไรเสียคนหนึ่งก็เป็นราชนิกุล อีกคนหนึ่งเป็นคนธรรมดาสามัญ
ราวกับว่าตระหนักได้ถึงความกังวลของหลี่เยว่หาน ในคืนก่อนที่หลี่เยว่หานจะออกจากเมืองหลวง เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยกับเธออย่างตรงไปตรงมาว่าเขาได้ประกาศต่อสาธารณะว่าแต่งงานแล้ว ฮูหยินแม้ว่าจะเป็นสตรีชนบท แต่สภาพแวดล้อมที่ดีช่วยปลูกฝังอบรมกล่อมเกลาพรสวรรค์ จิตใจไม่ได้ด้อยไปกว่าสตรีจากตระกูลใหญ่ เพียงแต่ไม่ชอบสภาพแวดล้อมในเมืองหลวงจึงพาลูก ๆ ไปอยู่ในสถานที่อันเงียบสงบไร้กังวลและเป็นอิสระเพียงลำพัง
เรื่องนี้ไม่ได้เป็นความลับ องค์รัชทายาทเองก็ทราบเรื่องนี้ ทว่าเมิ่งฉีฮ่วนไม่เคยให้ผู้ใดได้ยลโฉมฮูหยินของเขา ดังนั้นจึงมีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าเมิ่งฉีฮ่วนหาเหตุมาอ้างเพียงเท่านั้น
การให้เมิ่งฉีฮ่วนเป็นตัวแทนส่งเกี้ยวไปรับองค์หญิงหล่านเยว่ก็แฝงการหยั่งเชิงเอาไว้
หากเมิ่งฉีฮ่วนยังไม่ได้แต่งงาน แล้วต้องส่งเกี้ยวไปรับเจ้าสาวแทนคนอื่น การแต่งงานนี้คงกลายเป็นเรื่องขำขัน และเมิ่งฉีฮ่วนคงจำต้องเป็นบุรุษขององค์หญิงหล่านเยว่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ใครจะไปคาดคิดว่าในคืนวิวาห์ของจอหงวนผู้นั้น เมิ่งฉีฮ่วนจะประปาศกร้าวออกมาว่าฮูหยินของเขาโกรธมากเมื่อรู้ว่าเขาต้องมาทำหน้าที่ส่งเกี้ยวรับเจ้าสาว พบกับสิ่งต่าง ๆ จึงปลอมตัวเป็นชาวบ้านปะปนอยู่ในฝูงชนด้วยต้องการสร้างเรื่องวุ่นวาย ทว่าเขาจดจำตนที่ปลอมตัวมาได้จึงส่งไปขังคุกไว้ชั่วคราว
ทันทีที่องค์หญิงหล่านเยว่ถูกส่งไปยังตำหนักของนาง เมิ่งฉีฮ่วนก็จากไปโดยไม่หยุดฝีเท้า ไม่แม้แต่จะรับอาหารที่งานเลี้ยงแม้เพียงหนึ่งคำเสียด้วยซ้ำ เขามุ่งตรงไปที่คุกด้วยตัวเอง ก่อนจะอุ้มหญิงสาวคนหนึ่งออกมาท่ามกลางสายตาของทุกคน
เพียงแต่ไม่มีใครเห็นใบหน้าของสตรีนางนั้น เพราะเมิ่งฉีฮ่วนใช้เสื้อคลุมของเขาปกปิดไว้
และอีกสองวันต่อมา องค์รัชทายาทประสงค์ที่จะเห็นใบหน้าที่แท้จริงของฮูหยินของเมิ่งฉีฮ่วน แต่เมิ่งฉีฮ่วนล้มป่วยจึงปฏิเสธที่จะออกไปพบ ในชั่วระยะเวลาเพียงสองวันนี้ ข่าวที่ว่าเมิ่งฉีฮ่วนโปรดปรานภรรยาของเขาอย่างยิ่งได้แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวง
หลี่เยว่หานนั่งอยู่บนรถม้า มองดูประตูเมืองหลวงที่ห่างออกไปเรื่อย ๆ ความรู้สึกโศกเศร้าเมื่อต้องจากลาที่หญิงสาวกดเอาไว้พลันซัดสาดขึ้นมาอีกครั้ง
“พี่สะใภ้เป็นอะไรหรือ” บนรถนั้นมีบรรดาสะใภ้อีกหลายคนที่ร่วมเดินทางไปยังอำเภอหวาซี เมื่อเห็นใบหน้าเศร้าโศกของหลี่เยว่หานจึงอดไม่ได้ที่จะซุบซิบ “ครานี้ได้พบสามีของเจ้าหรือไม่? เขาจะกลับไปกับเจ้าเมื่อใดกันหรือ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็ถอนหายใจด้วยใบหน้าเศร้า “ข้าเคยคิดว่าเขาตายไปแล้ว ยามนี้เมื่อได้ข่าวคราวจึงรีบมาหาเขา ครั้งนี้ได้พบเขาก็จริง ทว่าเขาคงไม่กลับไปกับข้าแล้ว เมืองหลวงดีถึงเพียงนี้ เขาเองก็ร่ำเรียนมาสูงยิ่ง ข้าเป็นเพียงสาวชนบทที่หยาบกระด้างคงไม่อยู่ในสายตาของเขาอีกแล้ว คิดเสียว่าเขาตายไปแล้วจะดีกว่า” ในขณะที่เอ่ย เธอก็เช็ดน้ำตาด้วยท่าทางจริงจัง
“เฮอะ ถุ้ย!” หญิงร่างท้วมบ้านหนึ่งพลันถ่มน้ำลาย ก่อนหันศีรษะมาปลอบหลี่เยว่หาน “คนที่ใจจืดใจดำเช่นนี้ เจ้าไม่ต้องไปสนใจ! ถ้าถามข้า ปัญญาชนพวกนี้น่ารำคาญที่สุด เรื่องที่สามารถจัดการได้ด้วยหมัดเดียว ก็ต้องมาเขียนกาพย์กลอนเขียนกวี เสียดสีเป็นนัยกันไปมา สุดท้ายเหล่าผู้คนที่มาร่ำเรียนก็ต้องมาท่องจำสิ่งที่พวกเขาเขียน ราวกับแมลงวันอย่างไรอย่างนั้น ไม่เป็นลูกผู้ชายแม้แต่น้อย”
เมื่อได้ยินถ้อยคำของสะใภ้บ้านนี้ หลี่เยว่หานก็อดไม่ได้ที่จะมองนางอีกสองสามครั้ง “พี่สะใภ้มาจากที่ไหน? ได้ยินสิ่งที่ท่านพูดแล้วข้าสบายใจนัก”
“ข้ายังไม่ได้แต่งงาน จะเรียกข้าว่าพี่สะใภ้ไม่ได้นะ!” หญิงสาวโบกมือพลางบีบไขมันรอบเอวแล้วเอ่ยว่า “เพราะข้ามีรูปร่างเช่นนี้จึงไม่มีใครกล้าที่จะแต่งงานด้วย พวกเขากลัวว่าข้าจะกินจนทำให้ครอบครัวเขาสิ้นเนื้อประดาตัว! น้องหญิง ข้าแซ่เหยียน เหยียนจากเหยียนหรูอวี้ ส่วนชื่อของข้าคือจื่อเซียง จื่อจากคำว่าสีม่วง เซียงจากคำว่าไม้ไผ่ พ่อแม่ของข้าอยู่ที่อำเภอหวาซี ข้ามาเมืองหลวงในครั้งนี้ก็เพื่อเที่ยวเล่น!”
เนื่องจากเป็นรถม้าขบวนแรกที่ออกจากเมือง ทำให้ในรถม้าทั้งสองคันนี้มีคนไม่มากนัก เมื่อรวมเหยียนจื่อเซียงที่นั่งกินพื้นที่ของสองคนและหลี่เยว่หานแล้ว บนรถม้าก็มีคนเพียงห้าคนเท่านั้น
“เป็นชื่อที่ไพเราะยิ่ง” หลี่เยว่หานพยักหน้า “แม่นางจื่อเซียง ข้าอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านจางหนิงในอำเภอหวาซี ข้าชื่อหานเยว่”
เหยียนจื่อเซียงเกรงว่าตั้งแต่เติบโตมาถึงเพียงนี้ ไม่เคยมีผู้หญิงวัยเดียวกับนางคนใดที่แสดงว่าชอบพอนาง และเมื่อมองดูรอยยิ้มอันอ่อนโยนของหลี่เยว่หาน นางก็อดไม่ได้ที่จะตะลึงงันไปเล็กน้อย “เจ้าไม่คิดว่าข้าอ้วนเหมือนหมูหรือ?”
[1] ในสมัยโบราณ หากฝ่ายเจ้าบ่าวมีเหตุอันไม่สามารถไปทำพิธีแต่งงานได้ จะใช้ไก่ตัวผู้แทนตัวเจ้าบ่าว อีกทั้งตามความเชื่อของคนจีน ไก่ถือว่าเป็นทูตของสุริยเทพ นับว่าเป็นมงคล