ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 235 วงจรสมองที่หมุนกลับหนึ่งร้อยแปดสิบองศา
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 235 วงจรสมองที่หมุนกลับหนึ่งร้อยแปดสิบองศา
บทที่ 235 วงจรสมองที่หมุนกลับหนึ่งร้อยแปดสิบองศา
“แม่นางจื่อเซียงอย่าดูถูกตนเองเช่นนั้น ข้ามองดูแล้วองคาพยพทั้งห้าของท่านนับว่าโดดเด่น หากคนอื่นจะไม่สนใจเพียงเพราะรูปร่างของท่าน เห็นทีว่าดวงตาพวกเขาคงเหลือไว้เพียงรอยร้าวกระมัง” หลี่เยว่หานไม่ได้ยกยอจนเกินเลย
เหยียนจื่อเซียงคนนี้แม้จะดูอวบอ้วน แต่หว่างคิ้วและดวงตาแม้จะมองเห็นสลัว ๆ แต่ก็เห็นได้ว่างดงาม หลี่เยว่หานคาดเดาด้วยสายตาว่าเหยียนจื่อเซียงสูงราวหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมนตร น้ำหนักราวแปดสิบกิโลกรัม แต่ดวงตาคู่นั้นของนางเด่นชัด จมูกโด่งเป็นสัน สามารถจินตนการได้เลยว่าหากหญิงสาวลดน้ำหนักลงจะสวยสดงดงามเพียงใด
นอกจากนี้ ผิวของเหยียนจื่อเซียงยังขาวใสอย่างมาก มีคำกล่าวที่ว่าแค่ผิวขาวเพียงหนึ่ง ก็กลบความอัปลักษณ์นับร้อยได้ อันที่จริง เหยียนจื่อเซียงนอกเสียจากรูปร่างที่ค่อนข้างท้วมแล้ว ก็นับว่าเป็นผู้หญิงที่น่ารักน่าเอ็นดู
“จริงด้วย ข้าไม่ได้สังเกตเลยจนกระทั่งน้องหญิงเอ่ยขึ้นมา” สะใภ้จากอีกบ้านหนึ่งซึ่งอยู่ข้าง ๆ จ้องมองเหยียนจื่อเซียงอย่างละเอียด ก่อนพยักหน้าซ้ำ ๆ “หากแม่นางเหยียนลดน้ำหนักลงสักหน่อย ย่อมต้องงามเลิศเป็นแน่! ดูผิวของแม่นางสิ จิ๊ ๆ ๆ ปกติแล้วแม่นางดูแลผิวอย่างไรหรือ?”
คำถามสุดท้ายที่เอ่ยออกมา เรียกได้ว่าเป็นการทำให้บรรยากาศในรถม้าพุ่งสูงขึ้นมาทันควัน
ยามสตรีอยู่ด้วยกัน หัวข้อสนทนาโดยทั่วไปจะมีอะไรนอกจากชาดแดงและแป้งน้ำ เหยียนจื่อเซียงมีผิวดี ขาวกระจ่างใส ทั้งยังผ่องเป็นยองใย เมื่อตะวันทอแสงสาดส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่างเล็ก ๆ ของรถม้าแล้วกระทบหน้านาง แม้แต่ขนบนสิ่งทอในรถม้ายังส่องสว่าง
ไม่ต้องพูดถึงใบหน้าที่อ่อนเยาว์มีน้ำมีนวล
“ข้าไม่ได้ดูแลอะไรเลย” สีหน้าของเหยียนจื่อเซียงดูงุนงง “อาจเป็นเพราะข้าอ้วนก็ได้ เนื้อมันดูไม่มันวาว ทั้งยังเนียนนุ่มอย่างยิ่ง พวกท่านทุกคนกลับไปแล้วก็กินให้มากหน่อย แต่อย่ากินมากจนอ้วนเหมือนข้าก็พอ”
หลี่เยว่หานแอบอมยิ้มกับภาพตรงหน้าอยู่ข้าง ๆ และยิ่งชอบเหยียนจื่อเซียงจากก้นบึ้งของหัวใจ
นางสามารถอ่านคนได้ขาด ไม่ว่าบุคคลนั้นจะไร้เดียงสาอย่างแท้จริงหรือแสร้งทำเป็นน่ารักไร้เดียงสา หลี่เยว่หานย่อมรู้ดี
และเหยียนจื่อเซียง ณ ที่นี่ เป็นเด็กสาวซื่อ ๆ ที่หาได้ยาก เป็นคนที่คิดอย่างไรก็พูดเช่นนั้น เมื่อพบกับเรื่องแค้นเคืองเพราะความไม่เป็นธรรม นางก็จะปริปากก่นด่า ไม่มีหวั่นเกรง
เป็นคนที่ตอบแทนความเมตตาด้วยเมตตา ตอบแทนความเกลียดชังด้วยความแค้นเคือง
เหล่าสะใภ้ในรถม้าเมื่อได้ยินเหยียนจื่อเซียงบอกว่านางไม่ได้ดูแลผิวของนาง ไม่แม้แต่จะใช้ครีมให้ความชุ่มชื้นเสียด้วยซ้ำ พวกนางล้วนไม่เชื่อ ทว่าก็ไม่ได้ซักไซร้ อย่างไรเสีย การที่นางไม่ยอมบอกก็แสดงให้เห็นว่าไม่อยากบอก ถึงถามไปก็ไร้ประโยชน์
ทำให้รถม้าเงียบลงไปสักพัก
“นี่ เมื่อครู่ท่านบอกว่าชื่อหานเยว่ใช่หรือไม่?” เหยียนจื่อเซียงขยับร่างอ้วนท้วนของนางเข้ามาใกล้หลี่เยว่หานพลางเอ่ยถามเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยความแปลกใจ “โอ้ กลิ่นตัวเจ้าช่างหอมนัก! กลิ่นหอมแบบใดกัน ช่วยสอนข้าหน่อยได้หรือไม่?”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ หัวใจของหลี่เยว่หานก็บีบรัด
นางจำได้ว่า… ที่จวนของเมิ่งฉีฮ่วนไม่เคยจุดกำยานมิใช่หรือ! อย่างไรเสียก็เป็นเพียงจวนผู้บัญชาการทหาร ทั้งยังไม่มีสมาชิกครอบครัวที่เป็นสตรีอยู่ในบ้าน แม้แต่สาวใช้ก็มีเพียงหยิบมือ โดยปกติแล้วจะมีข้ารับใช้ที่เป็นบุรุษซึ่งพูดน้อยแต่ทำงานอย่างไม่ขาดตกบกพร่องเพียงสองคนที่ติดตามอยู่ข้างเมิ่งฉีฮ่วนในยามที่เขาต้องการความช่วยเหลือ
เมื่อคิดเช่นนี้ หลี่เยว่หานจึงยกแขนเสื้อขึ้นดม แต่เธอเองก็ได้กลิ่นจาง ๆ ที่ดูเหมือนจะไม่มีอยู่จริง
มันเหมือนกับกลิ่นอายของ… หลิงฉวน?
“ข้าไม่รู้ว่ากลิ่นหอมนี้มาจากไหน” หลี่เยว่หานวางแขนเสื้อลงแล้วมองเหยียนจื่อเซียงด้วยสีหน้าขอโทษขอโพย “บางทีอาจเป็นตอนที่ข้าพักที่โรงเตี๊ยม แล้วไปโดนกลิ่นกำยานของคนอื่นเข้า”
“ก็อาจเป็นไปได้” เหยียนจื่อเซียงพยักหน้า ก่อนจะคว้าแขนของหลี่เยว่หานอย่างสนิทสนม “พี่สาว ในเมื่อสามีของท่านเป็นคนกลับกลอกมิสู้ท่านมาแต่งงานกับพี่ชายของข้า มาเป็นพี่สะใภ้ของข้าดีกว่า!”
หลี่เยว่หานเกือบสำลักน้ำลายจากวงจรสมองที่หมุนกลับหนึ่งร้อยแปดสิบองศาของเหยียนจื่อเซียง!
เหยียนจื่อเซียงผู้ไร้เดียงสาคนนี้ ไม่รู้หรืออย่างไรว่าตอนนี้สถานะของนางคือภรรยาผู้ถูกทอดทิ้ง! ภรรยาที่ถูกทอดทิ้งนั้นลำบากยิ่งกว่าแม่ม่ายเสียอีก!
เจ้าพวกมนุษย์ตัวจิ๋วในใจของหลี่เยว่หานกำลังร้องเสียงดังอย่างบ้าคลั่ง
ทว่าหลี่เยว่หานไม่ได้แสดงอาการใด ๆ ออกไป “ข้ายังมีลูกอยู่ด้วย” หลี่เยว่หานไม่ให้โอกาสเหยียนจื่อเซียงได้คิดไปไกล นางก้มศีรษะลง แล้วเริ่มทำท่าสะอื้นพร้อมเอ่ยว่า “น่าสงสารลูกสองคนของข้านัก คนโตอายุเพียงเจ็ดขวบ คนเล็กอายุสี่ขวบ เมื่อก่อนพวกเราคิดว่าสามีของข้าเสียชีวิตระหว่างทาง ไม่คาดคิดว่าเขาจะทิ้งพวกเราไปเมืองหลวง และตอนนี้เขาไม่เพียงแต่ไม่ต้องการข้า แม้แต่ลูก ๆ ก็จำไม่ได้!”
หลี่เยว่หานสะอึกสะอื้นจะแทบจะเป็นสายเลือดในทุกถ้อยคำ เหยียนจื่อเซียงผู้มีจิตใจงดงามได้ฟังแล้วเจ็บปวดหัวใจยิ่ง รีบเข้าไปกอดหลี่เยว่หานในอ้อมแขน แล้วตบหลังหลี่เยว่หานเบา ๆ ราวกับเด็ก ๆ และกล่าวว่า “พี่สาวไม่ต้องร้อง พี่สาวไม่ต้องร้องไห้ ความทุกข์ทรมานก็ปล่อยให้มันผ่านไปเถอะ เราต้องมองไปที่วันพรุ่งนี้ อนาคตที่ดีกว่าและสามีที่ดีกว่าต้องรอพี่สาวอยู่เป็นแน่!”
เมื่อเอ่ยจบ เหยียนจื่อเซียงก็พลันสำลัก ก่อนเอ่ยด้วยความอายว่า “ข้าขอโทษนะพี่สาวที่เมื่อครู่ข้าผูกด้ายแดงตามอำเภอใจและเกือบจะดูหมิ่นชื่อเสียงของท่าน”
เมื่อได้ยินวาจานี้ หลี่เยว่หานก็หยุดร้องไห้พร้อมแสร้งทำเป็นเช็ดน้ำตาบนใบหน้าด้วยผ้าเช็ดหน้า จากนั้นจึงเอ่ยว่า “ข้าไหนเลยจะตำหนิเจ้า แม้ว่าเราจะเพิ่งรู้จักกันแต่ข้าก็รับรู้ได้ว่าเจ้าเป็นคนตรงไปตรงมา ทั้งยังอบอุ่นอีกด้วย”
หลี่เยว่หานชอบสตรีไร้เดียงสานางนี้มากจริง ๆ ดังนั้นเธอจึงเข้าหามากขึ้นโดยธรรมชาติ
จะว่าไปแล้วหลังจากที่ก้าวข้ามมายังโลกใบนี้ นี่นับว่าเป็นครั้งแรกที่หลี่เยว่หานได้คบหาคนอื่นเป็นเพื่อน
และคนผู้นั้นคือเหยียนจื่อเซียงผู้แสนน่ารัก
รถม้าใช้เวลากว่าสองวันในการเดินทางไปยังอำเภอหวาซี เหยียนจื่อเซียงกล่าวบอกถึงเรื่องในครอบครัวของนางให้หลี่เยว่หานฟัง
หลี่เยว่หานพลันตระหนักได้ว่าสาเหตุที่ทำให้เหยียนจื่อเซียงค่อนข้างอ้วนท้วนนั้นเป็นเพราะความรักในอาหารในวัยเด็ก เมื่อนางเติบใหญ่ได้เจ็ดหรือแปดขวบปีก็อ้วนเหมือนลูกบอล เมื่อเชิญหมอมาตรวจก็ได้ความว่าเหยียนจื่อเซียงเป็นโรคคอพอก สิ่งสำคัญคืออย่าปล่อยให้น้ำหนักขึ้นมากไปกว่านี้อีก และที่บ้านจะใช้เกลือภูเขาในการประกอบอาหารไม่ได้อีก ต้องใช้เกลือทะเลที่มีความละเอียดกว่ามากแทน
ด้วยเหตุนี้ พ่อแม่ของเหยียนจื่อเซียง รวมถึงพี่ชายทั้งสาม และน้องชายอีกหนึ่งคนของนางจึงมุ่งมั่นที่จะหาเงินมาเพื่อซื้อเกลือทะเลคุณภาพดีให้เหยียนจื่อเซียง ด้วยเกรงว่าอาการของนางจะแย่ลง
บางทีอาจเป็นเพราะในความโชคร้ายยังมีความโชคดี เดิมทีครอบครัวของเหยียนจื่อเซียงค้าขายผ้า ด้วยความพยายามร่วมกันของทั้งครอบครัว ธุรกิจร้านขายผ้าของพวกเขาจึงรุ่งเรืองเฟื่องฟูขึ้นทุกวัน ที่เหยียนจื่อเซียงไปเมืองหลวงในครั้งนี้ก็เพื่อไปติดต่อแลกเปลี่ยนกับร้านค้าที่รู้จักมักคุ้นในเมืองหลวงด้วย
ในช่วงเวลานี้ ครอบครัวของนางได้ค้นคว้าผ้าซาตินชนิดใหม่ และได้ยินว่าร้านผ้าที่คุ้นเคยหลายร้านในเมืองหลวงได้เดินทางรุดหน้าไปหาวัสดุในการตัดเย็บเสื้อผ้าจากภาคตะวันตก รวมถึงต้องการแลกเปลี่ยนบางส่วนกลับไปเพื่อการค้นคว้าด้วยตนเอง เหยียนจื่อเซียงผู้เกียจคร้านอันดับหนึ่งของครอบครัว ในที่สุดก็ใช้วาทศิลป์ของตนเพื่อโน้มน้าวครอบครัวของนางให้ตกลงยินยอมให้นางออกเดินทางในครั้งนี้เพียงลำพัง
“เฮ้อ ในชีวิตนี้ข้าไม่อยากแต่งงานเลย” เมื่อเหยียนจื่อเซียงกล่าวบอกข้อมูลเรื่องครอบครัวของนางทั้งหมดให้หลี่เยว่หานฟังจบ ก็ดึกดื่นเสียแล้ว แสงจันทร์สาดส่องผ่านม่านเข้ามาตกกระทบบนใบหน้าของเหยียนจื่อเซียง ทำให้นางดูเหงาเล็กน้อยอย่างยากจะหลีกเลี่ยง
หลี่เยว่หานเองก็ต้องการปลอบใจนางสักสองสามประโยค จู่ ๆ เหยียนจื่อเซียงก็กำหมัดอันจ้ำม่ำไว้แน่น “แต่! แม้ว่าข้าจะเป็นสาวอ้วนที่ทั้งชีวิตไม่สามารถแต่งงานออกเรือนไป แต่ข้าจะทำตัวเป็นภาระให้แก่ตระกูลเหยียนไม่ได้!”
ประโยคนี้ชัดเจนว่ากล่าวให้ตัวเอง
แต่กลับทำให้หลี่เยว่หานที่ได้ยินรู้สึกประทับใจขึ้นมาโดยพลัน นางขยับเข้าใกล้เหยียนจื่อเซียง “น้องสาวเหยียน เมื่อข้าได้ฟังเจ้ากล่าวบอกถึงสถานการณ์ของตัวเอง ก็นึกถึงสูตรอาหารของบรรพบุรุษที่สืบทอดมาจากครอบครัวสามีของข้าขึ้นมาได้ เป็นสูตรอาหารที่ช่วยลดน้ำหนัก เพียงแต่อาจต้องทนทรมานสักหน่อย ไม่รู้ว่าเจ้าจะยินดีลองหรือเปล่า?”
เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ เหยียนจื่อเซียงก็ลุกขึ้นนั่งตัวตรงทันที หญิงสาวเบิกตากว้างและเกือบจะร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ!