ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 237 เหล้าองุ่นอันล้ำค่า
บทที่ 237 เหล้าองุ่นอันล้ำค่า
เมื่อเธอได้ยินกวนชิ่งอวิ๋นพูดถึงหม้อไฟ หลี่เยว่หานก็มองไปรอบ ๆ หอสุรา ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “หม้อไฟคือสิ่งใดกัน? ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”
ในเมื่อเวินเทียนเหล่ยไม่ได้พูดอะไร หลี่เยว่หานย่อมไม่ถือวิสาสะเอ่ยอะไรออกมาเช่นกัน
“มันคือ…” กวนชิ่งอวิ๋นต้องการอธิบายให้หลี่เยว่หานฟังว่าหม้อไฟคืออะไร แต่เขาขาดคำศัพท์ที่จะใช้นิยาม ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร เขาจึงเอ่ยบอกให้คนนำหม้อไฟมาให้ ซึ่งหม้อนั้นทำจากสำริดและมีปล่อง พร้อมกับอาหารทุกอย่างที่มีในรายการมาอย่างละเล็กละน้อย เขาปรุงน้ำจิ้มให้หลี่เยว่หานด้วยตนเอง จากนั้นจึงลวกเนื้อให้หลี่เยว่หาน
หลี่เยว่หานให้ความร่วมมือกับการแสดงอย่างมาก หญิงสาวกินไปพร้อมกล่าวบอกว่าอร่อยมากเพียงใด เป็นอาหารที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ
เมื่อเวินเทียนเหล่ยเดินเข้ามาในหอสุรามัจฉา ก็พบเข้ากับภาพที่กวนชิ่งอวิ๋นกำลังตั้งหน้าตั้งตาลวกเนื้อให้กับหลี่เยว่หาน ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาก็มืดมนลงโดยพลัน “เสี่ยวกวน! เจ้าทำอะไรของเจ้า! เปิดประตูตอนกลางวันแสก ๆ แต่ไม่ทำมาค้าขาย แต่มัวมากินเล่นอยู่อย่างนั้นรึ?!”
“นายท่านเวิน” กวนชิ่งอวิ๋นรีบวางตะเกียบลงและลุกขึ้นพลางส่งยิ้มให้เวินเทียนเหล่ย “พี่สะใภ้หานเยว่ที่ซื้อผลไม้รสเปรี้ยวจากท่านไปห้าสิบจินมาเยี่ยมเยียน ข้าจึงอยากให้นางได้ลิ้มรสดูเสียหน่อย อ่อ จริงสิ พี่สะใภ้หานเยว่มาที่นี่เพื่อพบท่าน”
ความสัมพันธ์อันดีระหว่างหลี่เยว่หานและเวินเทียนเหล่ยนั้นไม่ได้ไปถึงหูของกวนชิ่งอวิ๋น ในท้ายที่สุดแล้ว เวินเทียนเหล่ยก็ทำตัวไม่ให้เป็นจุดสนใจในอำเภอหวาซี แม้แต่หูตาของตระกูลเวินเองก็ไม่รู้ว่าเวินเทียนเหล่ยกลับมาแล้ว
ส่วนเรื่องที่เขาปรากฏตัวหลายครั้งในหมู่บ้านจางหนิงก็ล้วนแล้วแต่เพื่อไปช่วย “ฉีต้าลี่” ดูแลเด็กกำพร้าและหญิงม่าย ไม่มีใครไถ่ถามว่านายท่านเวินคือใคร รู้กันเพียงว่าเขาเป็นคนที่ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง เวลาในตอนนี้ยังไม่เที่ยงวันเสียด้วยซ้ำทำให้กวนชิ่งอวิ๋นยังคงงุนงงว่าวันนี้ทำไมเวินเทียนเหล่ยถึงมาที่นี่เร็วนัก
หารู้ไม่ว่าเป็นเพราะเวินเทียนเหล่ยได้ยินมาว่าที่หอสุรามัจฉามีสตรีนางหนึ่งเอ่ยถามถึงเขากับกวนชิ่งอวิ๋น นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เขารีบมาที่นี่ แม้ว่าหลี่เยว่หานจะปลอมตัว แต่เวินเทียนเหล่ยก็จำได้ว่านางคือหลี่เยว่หาน
“นายท่านเวิน” หลี่เยว่หานคารวะเขาเช่นกัน
เมื่อได้ยินเสียงนั้น เวินเทียนเหล่ยยิ่งแน่ใจในทันทีว่าเป็นหลี่เยว่หาน เวินเทียนเหล่ยกลับนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงสะบัดพัด “ไปคุยกันในห้องเถอะ เสี่ยวกวน เอาน้ำชามา!”
เมื่อเอ่ยจบ เขาก็สะบัดพัดแล้วขึ้นไปชั้นบน
หลี่เยว่หานพึมพำให้ร้ายอยู่ในใจว่าเวินเทียนเหล่ยสามารถแสร้งทำเป็นคนเกะกะได้ กวนชิ่งอวิ๋นใช้สองนิ้วของตนคีบแขนเสื้อของหลี่เยว่หานเบา ๆ พลางเอ่ยด้วยสีหน้าเป็นกังวล “นายท่านเวินผู้นี้มีนิสัยใจคอแปลกประหลาด คราวก่อนที่เขายอมฝ่าฝืนกฎและขายผลไม้รสเปรี้ยวห้าสิบจินให้เจ้าก็นับว่าเป็นสิ่งที่ข้าคาดไม่ถึง และในคราวนี้ เจ้าเป็นฝ่ายเข้าหาเขาก่อน ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะเป็นอย่างไร ยังไงเจ้าก็ระวังตัวไว้หน่อย และไม่ว่านายท่านเวินจะพูดอะไร อย่าได้เถียงกลับ”
กวนชิ่งอวิ๋นรับรู้ได้ว่าอารมณ์ของหลี่เยว่หานไม่ค่อยดีนัก อืม… ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาซื้อไส้เดือนจากหลี่เยว่หาน กวนชิ่งอวิ๋น ก็ใช้ให้ลูกน้องไปสอบถามเรื่องของหลี่เยว่หาน คนในหมู่บ้านจางหนิงไม่ได้เรียกหลี่เยว่หานด้วยชื่อแซ่ของนาง แต่กลับเรียกว่าหญิงพาล
เมื่อนำมาประกอบกับเรื่องที่หลี่เยว่หานเคยเอ่ยถามเรื่องสุรา กวนชิ่งอวิ๋นจึงเป็นกังวลแทนหลี่เยว่หานไม่น้อยเลยจริง ๆ หากนางไม่ระวังจนไปปะทะเข้ากับผู้สูงศักดิ์ แล้วถูกนายท่านเวินที่มักแสวงหาการแก้แค้นจากเรื่องคับข้องใจเล็ก ๆ น้อย ๆ หาเรื่องเอาคืนคงไม่ใช่เรื่องดี
“ขอบคุณพี่กวนที่เป็นห่วง ข้าจะระวังตัว” หลี่เยว่หานขอบคุณกวนชิ่งอวิ๋นจากใจจริง หลังจากคารวะเขาเรียบร้อยแล้ว เธอก็รีบถกชายกระโปรงขึ้นบันไดและเข้าไปในห้องของเวินเทียนเหล่ย
เห็นดังนั้นกวนชิ่งอวิ๋นพลันถอนหายใจ ก่อนสั่งให้คนงานไปชงชา
เขาไม่ได้กังวลว่าหลี่เยว่หานจะตกหลุมพรางความคิดของเวินเทียนเหล่ย หลังจากได้มีปฏิสัมพันธ์กันสั้น ๆ กวนชิ่งอวิ๋นก็พอจะรับรู้ได้ว่าหลี่เยว่หานไม่ใช่คนประเภทที่โลภในทรัพย์สินอำนาจ ด้วยเหตุนี้ กวนชิ่งอวิ๋นจึงสนใจในตัวหลี่เยว่หานอย่างยิ่ง ทั้งยังตั้งใจว่าจะหาโอกาสที่เหมาะสมและหาแม่สือเพื่อไปขอนางแต่งงาน
ในยามนี้ หลี่เยว่หานผู้ซึ่งไม่ทราบถึงแผนการของกวนชิ่งอวิ๋นแม้แต่น้อย กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างสบาย ๆ พลางเหล่ตามองไปยังเวินเทียนเหล่ยและปิดปากเงียบ รอให้เวินเทียนเหล่ยปริปากขึ้นมาก่อน
เวินเทียนเหล่ยไม่ได้พบหลี่เยว่หานมาหลายวัน เขาไปที่หมู่บ้านจางหนิง เรียกหานางอยู่หน้าบ้านแต่ก็ไม่มีใครมาเปิดประตู กว่าจะรู้ว่าหลี่เยว่หานไม่อยู่บ้านก็ตอนที่นั่งแกร่วอยู่ข้างกำแพงในตอนค่ำ
วันนี้เมื่อได้พบหน้าหลี่เยว่หาน เห็นหลี่เยว่หานพูดคุยหัวเราะกับกวนชิ่งอวิ๋น อีกทั้งปล่อยให้กวนชิ่งอวิ๋นลวกเนื้อให้ หน้าของเขาก็พลันตึงขึ้นมาพร้อมกับคำว่า “ไม่พอใจ” สามพยางค์นี้เขียนไว้บนหน้า
บรรยากาศในห้องเงียบงันอย่างน่าประหลาดจนฉงหยางซึ่งอยู่ข้าง ๆ เริ่มวิตกเล็กน้อย
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาที่ไร้วี่แววของหลี่เยว่หาน เขาย่อมเห็นได้อย่างชัดเจนว่านายท่านของเขากังวลเพียงใด ในเมื่อตอนนี้ได้พบกันแล้ว แล้วเหตุใดนายท่านจึงนิ่งเงียบอยู่เช่นนี้เล่า!
ไม่รู้ว่าต่างฝ่ายต่างไม่ยอมอ่อนข้อให้กันนั้นกินเวลานานเท่าไหร่ แต่ก็พลันมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“ใคร!” ฉงหยางตะโกน
“นำน้ำชามาให้นายท่านเวิน” เสียงของกวนชิ่งอวิ๋นดังขึ้นหน้าประตู
เมื่อได้ยินเสียงนั้น หลี่เยว่หานก็รีบวางเท้าลงจากเก้าอี้และลงมายืนอยู่ด้านข้าง ก่อนที่ฉงหยางจะเปิดประตูแล้วให้กวนชิ่งอวิ๋นเข้ามา
แม้ว่าหลี่เยว่หานจะลุกขึ้นจากเก้าอี้และยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยท่าทางนอบน้อม แต่กวนชิ่งอวิ๋นก็จับสัมผัสได้ว่าบรรยากาศในห้องนั้นค่อนข้างประหลาด
หลังจากวางน้ำชาและของว่างลงแล้ว กวนชิ่งอวิ๋นไม่ได้ออกจากห้องไปในทันที ด้วยคิดจะช่วยหลี่เยว่หานพูดสิ่งดี ๆ
ทว่าไม่รอให้เขาได้ทันปริปาก เวินเทียนเหล่ยก็เอ่ยขึ้นแทน “แม่นางหานเยว่อย่าได้ยืนอยู่เลย นั่งลงเถอะ”
“ขอบคุณเจ้าค่ะนายท่านเวิน” หลังจากที่หลี่เยว่หานทำทีขอบคุณแบบปลอม ๆ เธอก็นั่งลงตรงข้ามกับเวินเทียนเหล่ยจริง ๆ
เมื่อเห็นการกระทำของนาง หัวใจของกวนชิ่งอวิ๋นก็พลันตีบตันมายังลำคอ!
อารมณ์ที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยของนายท่านเวินเป็นที่รู้กันดีในแวดวงหอสุรา ใครหน้าไหนเลยจะกล้านั่งตรงข้ามกับนายท่านเวินจริง ๆ!
แต่หลี่เยว่หานนั่งลงได้สักพักแล้ว เวินเทียนเหล่ยกก็ไม่ได้มีอารมณ์ขุ่นเคืองใด แต่เขากลับหันหน้าไปมองกวนชิ่งอวิ๋นที่ยืนแข็งค้างอยู่ข้าง ๆ “น้ำชาก็นำมาให้แล้ว เจ้ายังรั้งรออยู่ที่นี่ทำไมอีก?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ กวนชิ่งอวิ๋นก็กระแอมในลำคออย่างกระอักกระอ่วน “นายท่านเวิน น้องสาวหานเยว่ผู้นี้เป็นคนรู้ความ แต่ถึงอย่างไรนางก็ต้องเลี้ยงลูกอีกสองคน หวังว่าท่านจะเข้าใจจิตใจที่ต้องการหาเงินของนาง”
“???” ในหัวของเวินเทียนเหล่ยเต็มไปด้วยคำถาม ในทางกลับกัน เขาเข้าใจว่าการที่กวนชิ่งอวิ๋นกล่าวบอกเช่นนั้นหมายถึงอะไร เขาพลันโบกมือพลางเอ่ย “ข้าคนนี้ไม่สนใจจะรังแกสตรี เจ้าลงไปเถอะ”
“ขอบคุณนายท่านเวิน!” กวนชิ่งอวิ๋นเมื่อได้ยินถ้อยคำของเวินเทียนเหล่ยก็ยอมออกจากห้องไปด้วยความโล่งใจ
ทันทีที่กวนชิ่งอวิ๋นออกไปจากห้อง เวินเทียนเหล่ยก็เขยิบเข้ามาที่โต๊ะด้วยสีหน้าคันปากพลางมองไปยังหลี่เยว่หาน แล้วเอ่ยว่า “เจ้าตกลงปลงใจกับกวนชิ่งอวิ๋นแล้วรึ?”
“???” ใบหน้าของหลี่เยว่หานเต็มไปด้วยความสับสนงุนงง “เป็นเพราะสุราของข้าไม่ดีกระมัง เจ้าดื่มไปแล้วสมองถึงได้หายไปด้วย?”
“เจ้าไม่รู้อะไรเสียแล้ว กวนชิ่งอวิ๋น ภรรยาของเจ้าหนุ่มคนนี้ต่างตายตามกันไป ซ่องโสเภณีก็ไม่เคยไปเที่ยวเตร่ วันทั้งวันวิ่งวุ่นไปมาแต่ที่ท่าเรือและหอสุรามัจฉาสองที่นี้ วันนี้กลับมาช่วยพูดให้เจ้าอย่างดีต่อหน้าข้า เจ้าไม่คิดว่ามันแปลกหรือ?”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ หลี่เยว่หานไม่ได้คิดอะไรให้มากความ นางรินชาให้ตัวเองพลางเอ่ย “เจ้าดื่มเหล้าองุ่นที่ข้าให้หมดแล้วใช่หรือไม่?”
“ใช่” สีหน้าของเวินเทียนเหล่ยฉายชัดว่าเป็นเช่นนั้น “เจ้าขอให้ฉงหยางนำมันกลับมาก็เพื่อส่งให้ข้าดื่มไม่ใช่หรือ”
หลี่เยว่หานซึ่งกำลังดื่มชาอยู่เกือบจะพ่นน้ำชาในปากไปยังใบหน้าของเวินเทียนเหล่ย “เจ้าบ้าเอ้ย จะแบ่งให้ท่านกวนลอมชิมดูสักหน่อยก็ไม่ได้ จะได้ดูว่าเหล้าองุ่นนี้จะขายในหอสุรามัจฉาได้หรือไม่!”
“ของสิ่งนี้ไม่อาจขายในหอสุรามัจฉาได้” เวินเทียนเหล่ยกล่าวบอกด้วยสีหน้าจริงจัง “เช่นเดียวกับถานไคว่ สามารถมอบให้แก่ผู้สูงศักดิ์ได้เท่านั้น ในท้ายที่สุดแล้ว นี่คือเครื่องบรรณาการอันล้ำค่าจากภูมิภาคตะวันตก เหล้าองุ่นที่มีได้เพียงในราชสำนัก”
เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ มือที่กำลังยกชาดื่มของหลี่เยว่หานพลันชะงัก
จริงสิ เธอบ่มเหล้าองุ่นที่มีเพียงในราชสำนักเท่านั้นที่จะดื่มได้ คนธรรมดาสามัญไม่เพียงแต่ไม่มีเงินพอจะซื้อ แต่ยังไม่กล้าดื่มด้วย…